posttoday
ความหวังเล็กๆเด็กไทยพลัดถิ่นขอแค่โอกาสได้เล่าเรียน

ความหวังเล็กๆเด็กไทยพลัดถิ่นขอแค่โอกาสได้เล่าเรียน

05 มกราคม 2556

“หนูชอบอ่านหนังสือ เพราะสนุกและได้ความรู้แบบไม่แบ่งแยกสัญชาติและเชื้อชาติ”

“หนูชอบอ่านหนังสือ เพราะสนุกและได้ความรู้แบบไม่แบ่งแยกสัญชาติและเชื้อชาติ”

โดย...จารยา บุญมาก

“หนูชอบอ่านหนังสือ เพราะสนุกและได้ความรู้แบบไม่แบ่งแยกสัญชาติและเชื้อชาติ” อาอีฉ๊ะ แก้วนพรัตน์ หรือ ฉ๊ะ เล่าด้วยรอยยิ้ม แต่แฝงด้วยคำเชิงประชดประชันสังคมที่แยกกลุ่มไทยพลัดถิ่นกับคนไทยซึ่งถือบัตรประจำตัวประชาชนกับผู้ไร้สัญชาติไว้คนละระดับชั้น

ฉ๊ะ ในฐานะเยาวชนไทยพลัดถิ่น วัย 22 ปี จ.ระนอง ย้อนความว่า ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่มี พ.ร.บ.สัญชาติ เธอและพี่น้องหลายคนต้องอยู่อย่างไร้ตัวตน ไม่กล้าคุยกับคนไทยพลัดถิ่นที่รู้จักกันในที่สาธารณะ เพราะเกรงว่าจะถูกคนผลักไสเป็นต่างด้าว เธอจึงพยายามหาความรู้ด้วยการดูข่าวโทรทัศน์ และอ่านหนังสือทุกแบบ เพื่อให้มีความรู้ในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมไทย

ฉ๊ะ เป็นไทยพลัดถิ่นที่เกิดและเติบโตในประเทศไทย หลังจากที่ครอบครัวของเธอย้ายมาจากชายแดนไทยพม่า โดยบรรพบุรุษเล่าว่า เมื่อครั้งทั้งสองประเทศยังทำสงครามกัน พม่ารบชนะก็จะยึดที่ดินและชุมชนของคนไทยไป แต่ประชาชนก็ยังสื่อสารด้วยภาษาไทย และดำเนินชีวิตแบบไทยมุสลิมมาตลอด ซึ่งในส่วนของครอบครัวฉ๊ะนั้น อพยพมาจากบ้านหาดยาว จังหวัดเกาะสอง ชายแดนไทย-พม่า สู่ จ.ระนอง เป็นระยะเวลา 25 ปี ตั้งแต่รุ่นคุณตา

ความหวังเล็กๆเด็กไทยพลัดถิ่นขอแค่โอกาสได้เล่าเรียน

 

“เมื่อครั้งยังเด็ก แม่ย้ำเสมอว่าอยากให้เรียนหนังสือ เพื่อจะได้มีความรู้ โดยพาฉ๊ะและน้องมาฝากไว้กับตาที่ อ.สุขสำราญ จ.ระนอง ส่วนแม่ก็ทำงานรับจ้างกับพ่อเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว โดยในครั้งแรกที่เข้าโรงเรียนนั้น ฉ๊ะไม่มีหลักฐานอะไรจะเข้าเรียนได้ แม่จึงฝากเป็นลูกบุญธรรมของพ่อหมาด หมั้นหมาย บ้านไร่ใต้ ต.นาคา เพื่อให้สามารถเข้าเรียนได้ แต่พอไปโรงเรียนก็ต้องเจอสถานการณ์แบบเศร้าพอสมควร คือ ทั้งเพื่อนและครูบางคนล้อว่าเป็นเด็กพม่า ในใจก็ไม่ได้โกรธ แต่แค่น้อยใจว่าทำไมคนไทยถึงจะมาล้อเลียนเราบ่อยจัง”

คำปลอบของแม่ทำให้สบายใจสักระยะ แต่ฉ๊ะก็ยังนึกโกรธเพื่อนๆ และครูไม่หาย จึงได้แต่เก็บตัวอ่านหนังสือ หาความรู้ให้ตัวเอง ตั้งใจเรียนจนสอบได้ที่ 1 ทุกปี แต่แล้วความไร้สถานะคนไทยก็ก่อปัญหา เมื่อฉ๊ะสอบได้คะแนนดี พ่อแม่ของเพื่อนที่มีบัตรประชาชนก็มาขอทางโรงเรียนดูข้อสอบจากครู และเมื่อโรงเรียนมีนโยบายคัดเลือกเด็กเรียนดีไปทัศนศึกษาใน กทม. ซึ่งฉ๊ะเล่าว่า เธอได้สิทธิในการทำกิจกรรมดังกล่าว แต่แล้วก็ถูกกลุ่มผู้ปกครองของเด็กรายอื่นยื่นข้อคัดค้าน

“ตอนนั้นหนูก็แอบร้องไห้บ่อยครั้ง กลัวจะไม่ได้ไปทัศนศึกษา แต่โชคดีที่ครูเข้าใจ จึงได้รับโอกาสครั้งนั้น แม้ว่าจะเกิดขึ้นไม่บ่อยก็ตาม แต่แล้วเราก็เรียนได้แค่ชั้น ป.6 ส่วนอนาคต ขณะนี้ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แค่ได้มีสิทธิเข้าร่วมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมในฐานะพลเมืองไทย ซึ่งตั้งใจไว้แล้วว่าอย่างน้อยก็ทำความดีเพื่อตอบแทนชาติ และตอบแทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว”

ฮาสานี ขุนภักดี มารดาของ อาอีฉ๊ะ เล่าย้อนความหลังว่า แรกเริ่มอพยพเข้ามาเมืองไทย พยายามหาทางนำลูกเข้าโรงเรียน แต่ก็ถูกปฏิเสธจากโรงเรียนบ่อยครั้งจนรู้สึกโกรธ บางคนก็บอกว่าที่นี่เป็นโรงเรียนไทย ไม่รับเด็กพม่า บางคนก็ไล่ด้วยถ้อยคำแบบหยาบๆ ว่า โรงเรียนไม่อยากติดคุก เพราะกบฏประเทศชาติว่ารับลูกหลานศัตรูมาเรียน

“ครั้งนั้นร้องไห้แล้วเถียงกลับว่า ครูลองคิดดูนะ ตอนนี้ลูกดิฉันยังเด็ก ยังไม่มีความรู้ ถ้ามันมีการศึกษา มันเรียนรู้ว่าชาติ ว่าพระมหากษัตริย์มีพระคุณอย่างไร มันก็คงมีโอกาสทำหน้าที่พลเมืองของชาติได้ดี แต่ถ้าไม่ให้โอกาสมัน เด็กมันโตขึ้นมันจะทำชั่ว ทำเลว ใครจะรับผิดชอบล่ะ ทำไมใจดำจัง แค่เด็กตัวเล็กๆ ยังไม่ยอมให้มันเข้าโรงเรียน การโต้เถียงครูในโรงเรียนครั้งนั้น ทำให้ครูในโรงเรียนยิ่งตอบปฏิเสธ จึงจำใจพาลูกเดินออกด้วยความน้อยใจ”

ความหวังเล็กๆเด็กไทยพลัดถิ่นขอแค่โอกาสได้เล่าเรียน

แม้ฉ๊ะจะเรียนดีและประพฤติตัวดีเพียงใด ความเป็นไทยพลัดถิ่นก็ยังเป็นความแตกต่างที่สังคมคนส่วนใหญ่มองเห็นอยู่ดี กระนั้นฉ๊ะก็ฟันฝ่าอุปสรรคมาได้ แต่เมื่อข้อจำกัดเรื่องสิทธิยังมีอยู่ ฉ๊ะจึงตัดสินใจเข้าเรียนในส่วนของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ กศน. ระหว่างนั้นฉ๊ะได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทย จ.ระนอง ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า เครือข่ายไทยพลัดถิ่น

“เป็นการรวมกลุ่มขับเคลื่อนปัญหาของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิในปี 2547 จากนั้นก็เริ่มดำเนินการประกาศตัวตน ปัญหา และข้อเรียกร้องของไทยพลัดถิ่นอย่างต่อเนื่อง จนสังคมรับรู้ว่าไทยพลัดถิ่นคือใคร และเผชิญอุปสรรคอย่างไร กระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงระดับใหญ่สู่การได้มาของ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2550 และรัฐบาลมีการประกาศให้ไทยพลัดถิ่นดำเนินการตามกฎหมายเพื่อพิสูจน์สัญชาติ ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงขั้นตอนของการยื่นเรื่องพิสูจน์สัญชาติอยู่” ฉ๊ะ อธิบาย

แต่กระบวนการยื่นพิสูจน์ในทางกฎหมายก็เกิดการคอร์รัปชันในการเรียกเงินรับรองความเป็นไทยพลัดถิ่น ทำให้ไทยพลัดถิ่นกลับคืนสู่สภาพถูกกดขี่อีกครั้ง ความหวังของฉ๊ะจึงริบหรี่ เพราะแม้เธอจะอยากเรียนมากเพียงใด แต่ขั้นตอนทางกฎหมายก็ยังไม่เอื้ออยู่ดี

“หนูอยากเรียนด้านนิเทศศาสตร์ เพื่อจะได้เป็นนักสื่อสารมวลชน รายงานข่าวเพื่อสะท้อนปัญหาในสังคมไทย จะได้เป็นกระบอกเสียงของประชาชนได้ อย่างน้อยที่สุดก็มีสิทธิรายงานข่าวที่เกิดขึ้นให้คนทั้งประเทศได้รับรู้”

ในสัปดาห์หน้า วันเสาร์ที่ 12 ม.ค. สังคมไทยให้ความสำคัญกับเด็กในฐานะวันเด็กแห่งชาติ แต่สำหรับพวกเธอเด็กไร้สัญชาตินับหมื่นคน จะพอมองเห็นแสงสว่างของความหวังรำไร แต่ดูเหมือนความฝันที่รอคอยนั้นมาถึงช้าเหลือเกิน

เพียงแค่โอกาสทางการศึกษา เพียงแค่ความหวังว่าจะได้ทำเพื่ออนาคตที่ดีกว่า ซึ่งใช่เพียงแค่ตนเอง แต่เพื่อพี่น้องผู้ร่วมชะตากรรมอีกหลายหมื่นคน

 

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์