
ปรองดองมติ
สวัสดีปีใหม่ 2556 ขอให้ทุกท่านส่งความปรารถนาดีถึงกัน และร่วมจิตอธิษฐานให้ประเทศไทยในปีนี้มีความสุขสงบ
สวัสดีปีใหม่ 2556 ขอให้ทุกท่านส่งความปรารถนาดีถึงกัน และร่วมจิตอธิษฐานให้ประเทศไทยในปีนี้มีความสุขสงบ
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
สวัสดีปีใหม่ 2556 ขอให้ทุกท่านส่งความปรารถนาดีถึงกัน และร่วมจิตอธิษฐานให้ประเทศไทยในปีนี้มีความสุขสงบ รักใคร่ปรองดองกัน และเอื้อเฟื้อช่วยเหลือกันให้คนไทยอยู่ดีกินดี
ขอให้รัฐบาลล้มเลิกการทำประชามติเพียงเพื่อจะเอาไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะนั่นจะมีแต่ทำให้สังคมไทยเกิดการแตกแยก แต่ควรจะทำประชามติเพื่อสร้างความปรองดอง อย่างที่ผู้เขียนเรียกว่า “ปรองดองมติ” ซึ่งปรองดองมตินี่เองจะนำไปสู่การแก้ไขสิ่งอื่นๆ ได้โดยง่าย อย่าว่าแต่แก้ไขรัฐธรรมนูญเลย หากคิดจะแก้ไขสิ่งต่างๆ ที่ยุ่งยากกว่านี้ก็สามารถกระทำได้เพียงพลิกฝ่ามือ ขอเพียงแต่ให้มี “ความปรองดอง” อันเป็นพื้นฐานแห่งความสำเร็จของทุกสิ่งทุกอย่าง
ความปรองดองมีความหมายอย่างตรงไปตรงมาว่า การคืนดีและลืมเรื่องร้ายๆ ที่เคยมีระหว่างกัน อย่างเช่น กรณีของญาติพี่น้อง หรือเพื่อน หรือสามีภรรยา ที่อาจจะมีเรื่องบาดหมางแค้นเคืองกัน หากจะปรองดองกันก็ต้องรู้จักขอโทษ ซึ่งอีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องยินยอมให้อภัย พร้อมทั้งต้องปรับตัวปรับใจเข้าด้วยกัน แล้วเริ่มความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นใหม่ เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข
ในวิชารัฐศาสตร์มีคำอยู่คำหนึ่งที่บางท่านอาจจะไม่คุ้นเคย คือคำว่า “บาดแผลสังคม” (Social Wounded) หรือ “แผลเป็นทางประวัติศาสตร์” (Historical Tumors) ที่มีความหมายอย่างเดียวกันว่า ความเจ็บปวดหรืออดีตอันเลวร้ายที่เกิดขึ้นแก่คนในชาติ อันได้แก่ สงครามและภัยพิบัติต่างๆ ย่อมจะฝากอดีตเป็นฝันร้ายของผู้คนให้หวาดระแวงและหวั่นกลัว แต่เพื่อที่จะอยู่ในโลกนี้และพัฒนาประเทศต่อไป หลายชาติก็ต้อง “ทำใจ” และก้าวข้ามอดีตอันหดหู่และน่ากลัวเหล่านั้น แม้ว่าจะยังมองเห็นแผลเป็นหรือไม่อาจที่จะลบร่องรอยอันเลวร้ายนั้นออกไปได้
ทุกประเทศล้วนแต่มีแผลเป็นทางประวัติศาสตร์ แต่อาจจะแตกต่างที่ขนาดว่าเล็กหรือใหญ่ สภาพตื้นหรือลึก และจำนวนมากหรือน้อย อย่างกรณียิวกับมุสลิมที่เป็นแผลฉกรรจ์ เพราะความยาวนานและแผ่ขยายไปทั่วโลก แต่กรณีความขัดแย้งในเรื่องรัฐธรรมนูญของคนไทยน่าจะเป็นเรื่องเล็ก เพราะเพิ่งเกิดได้เพียง 34 ปี และจำกัดอยู่ในเฉพาะหมู่คนที่รักหรือเกลียดทักษิณเท่านั้น ซึ่งถ้าจะเป็นแผลก็แค่ฟกช้ำดำเขียว ยังไม่บาดลึกถึงขั้นเป็นแผลเป็นแต่อย่างใด
หากหันมองดูรอบตัวไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ลาว กัมพูชา มาเลเซีย พม่า และเวียดนาม ล้วนแต่ฝากบาดแผลให้แก่ประเทศไทย หรือถ้าจะมองด้วยความเป็นธรรมไทยเรานี่แหละน่าจะเป็นฝ่ายที่ฝากแผลให้กับเพื่อนบ้านเหล่านี้เป็นส่วนใหญ่ แต่ในปัจจุบันเราก็ยกเอาอดีตอันเลวร้ายนั้นไว้เบื้องหลัง แล้วหันหน้ามาจับมือช่วยกันพัฒนาภูมิภาคอาเซียนอย่างเข้มแข็ง แม้แต่ในวงการกีฬาที่เต็มไปด้วยคนคลั่งชาติคลั่งพวก ก็ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเหมือนในอดีต ซึ่งเมื่อสัก 30 ปีก่อนนั้นเวลาที่ไทยแข่งฟุตบอลกับพม่า จะมีสภาพไม่ต่างกับสงครามยุทธหัตถีนั่นเลยทีเดียว
ในกรณีของพม่าก็มีบาดแผลทางสังคมที่ร้าวลึกมากๆ นั่นคือเรื่องของทหารกับอองซานซูจี ที่บาดหมางมาตั้งแต่รุ่นพ่อของซูจีคืออูอองซาน ที่ถูกทหารอีกฝ่ายหนึ่งฆ่าตายภายหลังที่เป็นผู้นำในการปลดแอกจากการปกครองของอังกฤษได้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซูจีเองพร้อมด้วยครอบครัวก็ต้องระหกระเหินอยู่นอกประเทศหลายสิบปี พอได้โอกาสกลับมาในปี 2531 ที่รัฐบาลพม่าลองให้มีการเลือกตั้งซูจีก็ชนะ แต่ก็ถูกทหารเบี้ยวยกเลิกการเลือกตั้งนั้นเสีย ทั้งยังกักกันซูจีไว้บนเกาะกลางแม่น้ำเหมือนนักโทษอีกเกือบ 20 ปี กระทั่งต้นปี 2555 ที่ผ่านมาทหารก็ให้มีการเลือกตั้ง (ตามแรงบีบของโลกภายนอก) อีกครั้ง ซูจีก็ได้ออกมามีบทบาทอีก ซึ่งตลอดเวลา 60 กว่าปีในชีวิตที่เต็มไปด้วยขวากหนามของเธอนี้ เราจะเห็นว่าเธอช่างอดทนและยิ้มรับมาได้โดยตลอด
เมื่อเดือน พ.ค.ปีกลาย ผู้เขียนกับเพื่อนร่วมรุ่นที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ รวมกันได้ 6 คน ได้เดินทางไปท่องเที่ยวบริเวณภาคกลางของเวียดนาม โดยให้บริษัททัวร์จัดเส้นทางที่เน้น “ซากสงคราม” เป็นการเฉพาะ ได้แก่ กวางบินห์ กวางตรี เว้ และดานัง ซึ่งอยู่ในรอยเขตแดนที่แยกเวียดนามเป็นเหนือใต้เมื่อ 60 กว่าปีก่อนนั้น และมีสงครามล้างผลาญกันอยู่กว่า 20 ปี สิ่งที่เห็นมากที่สุดตามรายทางก็คือ “สุสาน” ที่มีอยู่เป็นร้อยๆ แห่ง แต่ละแห่งมีขนาดใหญ่ที่น่าจะมีศพฝังเรียงรายอยู่ในแต่ละสุสานนั้นหลายพันร่าง ได้แวะเยี่ยมสมรภูมิที่สำคัญ 3 แห่ง และพิพิธภัณฑ์สงครามอีก 2 แห่ง ตอนกลางคืนที่ต้องพักอยู่ในเมืองเหล่านี้ จึงเหมือนนอนอยู่ท่ามกลาง “ซากศพ”
อย่างไรก็ตาม เมืองเหล่านี้ก็มีการพัฒนาไปมาก การท่องเที่ยวก็มีมาตรฐาน ประชาชนก็ร่วมมือกับทางการในการพัฒนาโดยรอบด้าน (นี่น่าจะเป็นข้อดีของเผด็จการคอมมิวนิสต์ที่ประชาชนให้ความยำเกรงและเชื่อฟัง) ที่เมืองกวางตรีที่ยับเยินที่สุดจากสงคราม “สุนัขรับใช้” ภายใต้การชักใยระหว่างสหรัฐกับรัสเซีย ก็เห็นมีฝรั่งนักท่องเที่ยวชาติเหล่านั้นเดินขวักไขว่เต็มเมืองไปหมด ผู้เขียนคุยกับแม่ค้าเจ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่งที่น่าจะมีอายุราว 70 ปี แน่นอนว่าจะต้องมีชีวิตในวัยหนุ่มสาวอยู่ในช่วงสงครามกลางเมืองอันโหดร้ายนั้น
ถามแกว่าไม่โกรธไม่เกลียดฝรั่งเหล่านั้นหรอกหรือ แกตอบว่า “ลืมไปแล้ว ทำมาหากินดีกว่า” ซึ่งก็ได้ยินคำตอบในลักษณะเดียวกันนี้จากชาวเวียดนามในเมืองต่างๆ ที่ผ่านไป แต่ที่น่าแปลกใจก็คือคนหนุ่มสาวเวียดนามในยุคใหม่ที่อาจจะเกิดไม่ทันสงครามที่สิ้นสุดลงไปในปี 2518 เมื่อผู้เขียนถามว่าในวิชาประวัติศาสตร์ได้เรียนเกี่ยวกับสงครามครั้งนั้นหรือไม่ ทุกคนก็บอกว่าเรียน บางคนบอกว่ากลัวแต่ไม่เกลียด และบางคนก็พูดอย่างน่าคิดว่า โชคดีที่พวกเขาไม่ได้เกิดในยุคนั้น
มีคำกล่าวที่อาจจะอนุโลมเป็นทฤษฎีการเมืองของประเทศไทยได้แล้วก็คือคำที่ว่า “คนไทยลืมง่าย” ซึ่งหากจะมองลงไปให้ลึกๆ น่าจะเป็นเพราะพื้นฐานทางวัฒนธรรมของคนไทยที่มีศาสนาพุทธเป็นแกนหลัก ความเมตตาและการให้อภัย จึงเป็นพฤติกรรมที่เห็นได้ทั่วไปในสังคมไทย ทั้งที่เราก็ผ่าน “บาดแผล” ในทางสังคมมาหลายเหตุการณ์ และมี “แผลเป็น” ทางประวัติศาสตร์อยู่พอควร อย่างที่ใกล้ตัวที่สุดที่คนจำนวนมากลืมไปแล้วก็คือ 14 ต.ค. 2516 6 ต.ค. 2519 และ พ.ค. 2535 โดยที่บุคคลที่เป็น “ตัวก่อการ” ก็ยังลอยหน้าลอยตาอยู่ในบ้านเมือง
มีถ้อยคำที่อาจจะฟังดูเป็นเสนียดอัปลักษณ์คือ คำว่า “การเมือง (ไทย) ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” ซึ่งก็สะท้อนภาพจริงของการเมืองไทยว่าพร้อมที่จะแปรเปลี่ยนและปรับตัวหากมีผลประโยชน์ที่เปลี่ยนไป ทั้งที่อาจจะเคยด่าทอกันถึงขั้นขุดโคตรบรรพบุรุษ หรือฟ้องร้องกันจนแทบจะไม่เผาผี หรือตบตีโดดถีบกันอย่างป่าเถื่อน แต่ก็ยังเห็นนักการเมืองเหล่านี้มาจูบปากแลกเปลี่ยนขี้ฟันกันนั้นอยู่เป็นปกติ เขียนมาอย่างนี้ก็เพื่อจะบอกเราๆ ท่านๆ ว่า นักการเมืองนั้นเขาพร้อมจะปรองดองกันอยู่แล้ว แต่ที่ยังชักเย่อกันอยู่ก็เพราะผลประโยชน์ที่ต่อรองกันยังไม่ลงตัวเท่านั้น
การทำประชามติเพื่อสร้างความปรองดองจึงไม่ใช่เรื่องยาก และไม่ต้องไปพึ่งกระบวนการตาม พ.ร.บ.ประชามติ 2552 ที่ต้องมีการไปออกเสียงเชยๆ อย่างการหย่อนบัตรเลือกตั้งนั้นด้วย ไม่ต้องผลาญเงินเป็นพันๆ ล้านบาท ไม่ต้องไปพิมพ์คู่มือ (ให้โกงกันอีก) นับสิบๆ ล้านเล่ม แต่ใช้กระบวนการทางสังคมและโครงสร้างการบริหารราชการตามที่เป็นอยู่อย่างพร้อมเพรียงนั้นแล้ว อย่างเช่น กำนันผู้ใหญ่บ้านเขาก็มีการประชุมประชาคมกับลูกบ้าน (ผ่านตัวแทนกลุ่มหรือคุ้มต่างๆ) ทุกเดือน กรุงเทพฯ ก็มีการจัดตั้งกลุ่มชุมชนมาแทนกำนันผู้ใหญ่บ้านเป็นหมื่นๆ กลุ่ม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ เขาก็มีการทำประชาคมกันเป็นประจำอยู่แล้ว
รูปแบบนี้ก็จะคล้ายๆ กับการทำประชาพิจารณ์ที่จะได้มีการพูดคุยกันให้ละเอียดรอบด้าน เป็นแบบอย่างที่อารยประเทศในระบอบประชาธิปไตยเขาใช้หาทางออกและแก้ไขปัญหากันอยู่เป็นประจำ ที่สำคัญคือมีผลอย่างหยั่งรากลึกซึ้ง งอกงามและเกิดผลดีอย่างไพศาลในระยะยาว
ถ้ารัฐบาลอยากจะอยู่ให้ยาวก็รีบทำ ณ บัดเดี๋ยวนี้







