
เพิ่มผลิตภาพ-ปรับสวัสดิการทางรอดค่าจ้าง 300 บาท
โดย...วิทยา ปะระมะ
โดย...วิทยา ปะระมะ
การบังคับใช้ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้หาเสียงไว้ ถือเป็นการขึ้นค่าจ้างแบบก้าวกระโดด กระชากโครงสร้างธุรกิจเมืองไทย ชนิดที่ผู้ประกอบการปรับตัวแทบไม่ทัน
ปี 2556 ผลกระทบจะชัดเจน คำถามคือรัฐบาลตั้งรับในทุกมิติแล้วหรือยัง
ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า ภายหลังรัฐบาลขึ้นค่าจ้างแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือการเพิ่มผลิตภาพแรงงานให้ทันต้นทุนค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น เพราะถ้าไม่ปรับอะไรเลยจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อาจลดลง 2%
อย่างไรก็ตาม เท่าที่ติดตามสถานการณ์ในขณะนี้ พบว่าภาคเอกชนมีการปรับตัวในระดับหนึ่ง แต่จำเป็นต้องมีมาตรการจากภาครัฐเข้าไปเสริม เช่น การช่วยในเรื่องการเทรนนิงฝีมือแรงงาน และระยะยาวจำเป็นต้องมีการเอาค่าซื้อเครื่องจักรมาหักลดหย่อนภาษี
“ธุรกิจเอสเอ็มอีจะได้รับผลกระทบ เพราะจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าเพิ่ม ดังนั้นรัฐต้องเข้าไปช่วยในเรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้า และการสนับสนุนด้านการทำตลาด รวมทั้งควรมีการลดผลกระทบในทันทีด้วยการชดเชยส่วนต่างค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น อย่างน้อยที่สุดช่วยอุดหนุนประมาณ 25% ก็ยังดี พอจะลดต้นทุนธุรกิจได้ 23% ให้พอมีกำไร” ยงยุทธ กล่าว
ในมุมมองของนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิพากษ์ว่า การปรับค่าจ้างขั้นต่ำรอบนี้เป็นความดันทุรังของคนอวดดี และเมื่อเดินหน้ามาจนสุดทางเช่นนี้แล้ว ก็ยากที่จะแก้ไขบรรเทาผลกระทบที่จะตามมา โดยการขึ้นค่าจ้างต้องแยกเป็น 2 ประเด็น คือ 1.ความไม่เป็นธรรมในการจ้าง 2.โครงสร้างที่เหลื่อมล้ำของระบบอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม จุดบอดของนโยบายนี้ คือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำของโครงสร้างค่าจ้างในแต่ละอุตสาหกรรม ซึ่งมีต้นทุนค่าจ้างไม่เท่ากัน พอไปบังคับใช้ค่าจ้างอัตราเดียวกันทุกอุตสาหกรรม จะทำให้บางอุตสาหกรรมอยู่ในฐานะลำบาก
นักวิชาการรายนี้ กล่าวอีกว่า เคยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหานี้ตั้งแต่ตอนที่พรรคเพื่อไทยกำลังหาเสียง รวมทั้งเสนอว่าธุรกิจเล็กๆ ไม่จำเป็นต้องขึ้นค่าจ้างเท่ากับบริษัทใหญ่ๆ แต่ต้องมีสวัสดิการ เช่น จัดให้มีที่พักฟรีใกล้ที่ทำงาน ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าเดินทาง ค่าที่พัก
“ถ้าช่วยเรื่องที่พัก คนงานจะประหยัดค่าเดินทางและค่าเช่าได้ถึง 30% ของรายได้ เมื่อบวกกับขึ้นค่าจ้างสัก 10% ก็เท่ากับได้ขึ้นค่าจ้าง 40%” ณรงค์ อธิบาย
ผู้ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการใช้ค่าจ้างอัตราเดียวทุกอุตสาหกรรม คือ กลุ่มธุรกิจที่ใช้แรงงานอย่างเข้มข้น (Labour Intensive) หรือมีต้นทุนเรื่องคนสูง เช่น ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจสิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ รวมทั้งธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีต้นทุนเพิ่มขึ้น
ณรงค์ แนะนำว่า ทางออกในการบรรเทาผลกระทบยังมีอีกทาง คือ การลดต้นทุนค่าขนส่ง ซึ่งทุกวันนี้ภาคธุรกิจมีต้นทุนขนส่งสินค้าประมาณ 18% ขณะที่มีต้นทุนค่าจ้างเฉลี่ย 15% เท่านั้น
“ทุกวันนี้ไปมองกันที่ค่าจ้างอย่างเดียว แต่เรื่องลดต้นทุนค่าขนส่งทำไมไม่ทำกัน ต้นทุนขนส่งสามารถลดได้ด้วยการบริหารจัดการราคาน้ำมัน ซึ่งต้นทุนค่าขุดและค่าภาคหลวงในไทยโคตรถูก แต่ดันไปขายในราคาตลาดโลก อ้างว่าทุกอย่างเป็นไปตามกลไกตลาด ถ้าลดตรงนี้ได้ ต้นทุนการทำธุรกิจก็จะต่ำลงมาอีก” ณรงค์ กล่าว
อีกมุมหนึ่ง ณรงค์ บอกว่า รัฐบาลยังดูแลลูกจ้างไม่เพียงพอ ยกตัวอย่างเทียบกับภาคเกษตร ซึ่งสร้างรายได้ประมาณ 12% ของจีดีพี แต่แรงงานในภาคเกษตรมีกองทุนช่วยเหลือในด้านต่างๆ ถึง 15 กองทุน แต่ลูกจ้างในภาคอุตสาหกรรมซึ่งสร้างรายได้ต่อจีดีพีมากกว่าภาคเกษตร ต้องทำงานวันละ 812 ชั่วโมง แต่รัฐช่วยเหลือคนกลุ่มนี้น้อยมากเมื่อเทียบกับแรงงานภาคเกษตร
ทางด้านกลุ่มลูกจ้าง แม้ว่าจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบาย แต่ก็ยังมีความไม่มั่นใจว่าจะ “ได้” จริงหรือไม่?
ขณะที่ผู้มีส่วนได้เสียจากนโยบายนี้ ชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ตั้งข้อสังเกตว่า แม้รัฐบาลจะผลักดันจนทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท มีผลเกิดขึ้นได้ แต่ระหว่างทางก็ยังมีอีกหลายสิ่งที่ยังต้องดูแลผู้ใช้แรงงานมากกว่านี้ คำถามแรกก็คือ แน่ใจได้อย่างไรว่าลูกจ้างจะได้ขึ้นค่าจ้างจริงๆ
“ยังไม่ต้องพูดว่าขึ้นค่าจ้างแล้วนายจ้างจะอยู่ได้หรือไม่ได้ คนที่อยู่ได้ ถามว่าเขาเต็มใจจ่ายหรือเปล่า จากประสบการณ์ในรอบการปรับขึ้นค่าจ้างวันที่ 1เม.ย. 2555 ที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่ามีการซิกแซ็ก เอาสวัสดิการต่างๆ ค่าอาหาร ที่พัก ค่าเดินทาง มารวมเป็นค่าจ้างขั้นต่ำด้วย ทำให้ตัวเงินที่ลูกจ้างได้จริงไม่เต็มจำนวน” ชาลี ตั้งข้อสังเกต
ดังนั้น การดูแลของรัฐในขั้นแรกคือต้องมีมาตรการสร้างความมั่นใจแก่ลูกจ้างว่าจะได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างทุกคน
ขณะเดียวกันเชื่อว่าจะมีลูกจ้างบางส่วนที่ถูกนายจ้างปลดออกหรือเลิกจ้าง เนื่องจากลดต้นทุนธุรกิจหรือทำธุรกิจต่อไปไม่ไหว ในจุดนี้รัฐบาลยังไม่มีมาตรการใดๆ ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการช่วยเหลือลูกจ้างกลุ่มดังกล่าวนอกเหนือจากการจ่ายเงินชดเชยว่างงานตามที่กฎหมายกำหนด
“ผู้ประกอบการพยายามพูดว่าหลังขึ้นค่าจ้างแล้วจะมีคนตกงาน 67 แสนคน แบบนี้เป็นการขู่หรือเปล่า ทำไมรัฐบาลไม่ออกมาสร้างความมั่นใจแก่ลูกจ้างว่าจะมีมาตรการรองรับอย่างไร ทีในส่วนของผู้ประกอบการ รัฐพยายามช่วยเหลือ มีการออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการขึ้นค่าจ้าง แต่ลูกจ้างที่จะถูกปลดออกไม่เห็นรัฐพูดถึงมาตรการช่วยเหลือเลย” ประธาน คสรท. กล่าว
ชาลี ย้ำว่า ผลกระทบจากการขึ้นค่าจ้างในครั้งนี้ เป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ นอกจากเงินชดเชยเลิกจ้างที่นายจ้างต้องจ่ายตามกฎหมาย และเงินชดเชยการว่างงานที่ประกันสังคมต้องจ่ายแล้ว รัฐบาลควรมีเงินอุดหนุนแก่ลูกจ้าง มีการช่วยหางานใหม่ และติดตามว่าคนที่ถูกเลิกจ้างมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร ไม่ใช่โยนให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคมเพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน รัฐยังไม่มีการพูดถึงการควบคุมค่าครองชีพซึ่งปรับตัวตามค่าจ้างขึ้นมา แถมยังเป็นตัวนำขึ้นราคาก๊าซหุงต้มในเดือน ก.พ. 2556 อีกต่างหาก การขึ้นราคาสินค้าที่จำเป็นในการใช้ชีวิต ทำให้ได้ค่าจ้างไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายที่จ่ายออกไป ยิ่งสำหรับคนที่ถูกเลิกจ้างแล้วจะถูกซ้ำเติมกับราคาสินค้าอีกด้วย
“เชื่อว่าคนที่ถูกเลิกจ้างจะมีไม่มาก แต่หากมีผลกระทบที่ร้ายแรงจริงๆ รัฐต้องหยิบเอามาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ เช่น เช็คเงินสด หรือคูปองซื้อสินค้า ออกมาใช้เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพผู้ที่ถูกเลิกจ้าง แต่มีเงื่อนไขว่า หากทำเช่นนั้นเม็ดเงินต้องจ่ายไปยังลูกจ้างโดยตรง ไม่ใช่ไปพักไว้ที่นายจ้างหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเสียก่อน” ชาลี กล่าว
นอกจากการดูแลผลกระทบที่เกิดขึ้นกับลูกจ้างในระยะสั้นแล้ว ชาลีมองว่าหน้าที่ของรัฐบาลยังไม่ได้มีแค่ขึ้นค่าจ้างแล้วจบ แต่ยังต้องผลักดันให้เกิดการใช้โครงสร้างค่าจ้าง การผลักดันให้ผู้ประกอบการปรับขึ้นค่าจ้างทุกปีตามประสิทธิภาพการทำงานของลูกจ้างแต่ละคน
“อย่าลืมว่าเมื่อขึ้นค่าจ้างวันที่ 1 ม.ค. 2556 แล้ว จะไม่มีการขึ้นค่าจ้างไปอีก 3 ปี ในช่วง 3 ปีนี้ ค่าครองชีพจะค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ เท่ากับเราถูกดองค่าจ้างเอาไว้
ดังนั้น รัฐมีการบ้านต้องผลักดันให้มีการใช้โครงสร้างค่าจ้างในสถานประกอบการ มีการปรับขึ้นค่าจ้างทุกปีตามผลงานและผลิตภาพที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งต้องลงนามรับรองอนุสัญญา ILO 87 และ 98 เพื่อรับรองสิทธิในการรวมตัวของคนงานด้วย” ชาลี สรุป







