
จุดเสี่ยงพท.โจทย์ใหญ่ยิ่งลักษณ์ ปี 2556
แม้รอดพ้นจากภัยพายุธรรมชาติในปี 2555 แต่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลับต้องฝ่ามรสุมการเมืองนับครั้งไม่ถ้วน
แม้รอดพ้นจากภัยพายุธรรมชาติในปี 2555 แต่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลับต้องฝ่ามรสุมการเมืองนับครั้งไม่ถ้วน
โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช
ทั้งม็อบนางเลิ้ง ร่าง พ.ร.บ.ปรองเดือด ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมถึงปมแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ร้อนข้ามปี รอบปีที่ผ่านมานายกฯ หญิง สอบผ่านต่อภาวะการเป็นผู้นำหรือไม่ และอะไรคือความท้าทายในปีถัดไป
สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเมินการบริหารงานของ “ยิ่งลักษณ์” ในปี 2555 ว่า มีพัฒนาการสื่อสารต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น หากเทียบกับช่วงแรกที่ได้รับเลือกตั้งให้เป็นนายกฯ อย่างไรก็ตามสำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจในฐานะหัวเรือรัฐบาล ต้องถือว่าสอบไม่ผ่าน เพราะปัดหน้าที่การชี้แจงต่อสภาให้รัฐมนตรีมากเกินไป สะท้อนว่า “ยิ่งลักษณ์” ยังมีความรู้ความเข้าใจในนโยบายของรัฐไม่มากพอ
จุดนี้เองอาจกลายเป็นจุดอ่อนลามต่อเนื่องไปถึงปีหน้า ที่หลายนโยบายของรัฐบาลจะเริ่มส่งผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น หากผู้นำฝ่ายบริหารยังไม่เข้าใจตัวนโยบายอย่างถ่องแท้ก็ยากที่จะหาวิธีการแก้ปัญหาได้
อย่างไรก็ตาม สิริพรรณ ระบุว่า ช่วงปีที่ผ่านมาเห็นสัญญาณภาวะผู้นำของยิ่งลักษณ์พุ่งสูงขึ้น จากการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่แต่งตั้ง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็น รมว.คมนาคม การไม่เลือกปรับ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รมว.คลัง ออกจากผัง ครม. รวมถึงการเลือกผู้ท้าชิงผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคเพื่อไทย ที่สุดท้ายไม่ปรากฏชื่อของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นแคนดิเดต เหล่านี้ล้วนแสดงถึงการตัดสินใจในพรรคและรัฐบาลที่นายกฯ เริ่มกุมอำนาจมากยิ่งขึ้น ไม่อยู่ภายใต้การชี้นำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เพียงอย่างเดียว
สำหรับแรงปะทะจาก “ขั้วตรงข้าม” นั้น สิริพรรณ มองว่า หายห่วง เพราะยิ่งลักษณ์สามารถรักษาจุดแข็งไม่ตอบโต้ทางการเมืองในลักษณะใช้ภาษาเหน็บแนม หรือใช้คำคมโวหารโจมตีฝ่ายตรงข้ามได้เป็นอย่างดี แต่ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่า คือ การรับมือจาก “ขั้วเดียวกัน” เพราะท่าทีการปรองดองกับกลุ่มชนชั้นนำอนุรักษนิยมของยิ่งลักษณ์ กำลังจะทำลายแนวร่วม “แดงอุดมการณ์” ที่เริ่มส่งสัญญาณผิดหวังต่อการปฏิรูปประชาธิปไตยของรัฐบาลเพื่อไทย
“คำถามที่พรรคเพื่อไทยต้องตอบแนวร่วมตัวเองให้ได้ขณะนี้ คือ คุณปรองดองกับกลุ่มชนชั้นนำเพื่ออะไร หากต้องการเพียงความอยู่รอดของรัฐบาล เพื่อที่สุดท้ายแล้วจะได้ดึงคุณทักษิณกลับประเทศบอกได้เลยว่าไม่มีทาง เพราะกลุ่มอำนาจเก่าไม่มีทางยอมปรองดองจนถึงขั้นยอมให้ทักษิณกลับมา รวมถึงเขาจะไม่ปรองดองจนถึงขั้นยอมให้คุณปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางอำนาจในสังคมผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับที่พวกเขาหวงแหนเป็นอย่างยิ่ง”
“แม้แดงฝั่งแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จะไม่กดดันรัฐบาล แต่ฝ่ายแดงอุดมการณ์ที่ให้ไอเดียเรื่องไพร่อำมาตย์กับ นปช. ตั้งแต่แรก เขาจะเริ่มผิดหวังและไม่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย แม้แดงกลุ่มนี้จะไม่มีพลังทางการเมือง แต่เขามีพลังทางความคิด และพลังทางความคิดนี้เผยแพร่อย่างรวดเร็วมากผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน”
สิริพรรณ บอกด้วยว่า หากรัฐบาลยังคงแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจรายวัน โดยปล่อยให้โครงสร้างสังคมแบบเดิมถูกดองอยู่โดยการไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ ประกอบกับนักโทษการเมืองที่เป็นประชาชนยังไม่ได้รับการปล่อยตัว หรือแม้กระทั่งได้รับสิทธิประกันตัว เชื่อได้ว่าในปีหน้ารัฐบาลจะต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันจากบุคคล 3 ฝ่าย ทั้งฝ่ายเดิมที่จ้องล้มรัฐบาล ฝ่ายที่เคยสนับสนุนแต่ผิดหวัง และฝ่ายที่หวังบางอย่างแต่ไม่ได้ตามความต้องการ
“สุดท้ายแล้วกลุ่มชนชั้นนำเขาก็ไม่ยอมปรองดองด้วย ซ้ำร้ายคุณจะเสียแนวร่วมไปด้วยในขณะเดียวกัน เพราะฉะนั้นคุณยิ่งลักษณ์จะมีวิธีการลดแรงกระเพื่อมแนวร่วมตัวเองที่ไม่พอใจแนวทางการปรองดองต่อฝ่ายตรงกันข้ามอย่างไร เป็นอีกโจทย์ใหญ่มากของรัฐบาลในปีหน้า”
ทวี สุรฤทธิกุล ประธานสาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า ยิ่งลักษณ์ ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงต่อภาวะผู้นำรัฐบาลในการบริหารประเทศ เห็นได้จากสัดส่วนการเข้าประชุมสภาน้อยมาก ทั้งที่สภาถือเป็นกลไกหลักในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย อีกทั้งยังไม่สามารถตัดสินใจต่อเรื่องสำคัญในการบริหารประเทศ สะท้อนจากหลายเรื่องยังคงมีชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามาพัวพันด้วยทุกครั้ง อีกทั้งนายกฯ ยังถูกห้อมล้อมจากรัฐมนตรีโดยเฉพาะ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่เปรียบเสมือนทำหน้าที่เกราะป้องกันนายกฯ มากกว่ามือไม้ในการบริหารประเทศ
ทวี บอกด้วยว่า ความท้าทายของรัฐบาลในปีหน้าต้องอาศัยภาวะผู้นำของนายกฯ ในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การอภิปรายงบประมาณ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เปลาะแรกที่มองข้ามไม่ได้ คือ สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่บอกว่าคนกรุงเทพฯ ยอมรับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ หากพรรคเพื่อไทยแพ้เลือกตั้ง สะท้อนให้เห็นว่าเสียงคนกรุงยังไม่เห็นด้วยและยังไม่ไว้ใจกับการดำเนินนโยบายของพรรคเพื่อไทย
“อย่าลืมว่าคน กทม. ยังเป็นเสียงสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ หากแพ้ในสนาม กทม. จะไม่ใช่แค่แพ้เลือกตั้ง แต่จะรวมไปถึงการไม่ได้แรงสนับสนุนจากคนกลุ่มนี้ ในการขับเคลื่อนตามแนวทางใดก็ตามของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการทำประชามติ หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ”







