posttoday
วิธีช่วยเหลอชาวนาที่โปร่งใสมีประสิทธิภาพและไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

วิธีช่วยเหลอชาวนาที่โปร่งใสมีประสิทธิภาพและไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

28 ธันวาคม 2555

เมื่อตอนที่นักวิชาการจากนิด้า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ ออกมารวมตัวกันยื่นหนังสือถึงประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้ยับยั้งหรือยุติโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดปัจจุบัน เพราะเห็นว่าเป็นการขัดกับรัฐธรรมนูญที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน และกำลังสร้างความเสียหายให้แก่ระบบเศรษฐกิจของไทยอย่างมหาศาลนั้น ผู้ที่สนับสนุนรัฐบาลในนโยบายนี้จะพากันต่อว่าและด่าทอนักวิชาการเหล่านี้ว่าเป็นคนไม่เห็นอกเห็นใจเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ที่กำลังได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลให้ลืมตาอ้าปากได้และรายได้ฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น

เมื่อตอนที่นักวิชาการจากนิด้า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ ออกมารวมตัวกันยื่นหนังสือถึงประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้ยับยั้งหรือยุติโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดปัจจุบัน เพราะเห็นว่าเป็นการขัดกับรัฐธรรมนูญที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน และกำลังสร้างความเสียหายให้แก่ระบบเศรษฐกิจของไทยอย่างมหาศาลนั้น ผู้ที่สนับสนุนรัฐบาลในนโยบายนี้จะพากันต่อว่าและด่าทอนักวิชาการเหล่านี้ว่าเป็นคนไม่เห็นอกเห็นใจเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ที่กำลังได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลให้ลืมตาอ้าปากได้และรายได้ฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น

นักวิชาการเหล่านี้ก็ตอบโต้ว่า รัฐบาลต่างหากที่กำลังใช้อำนาจรัฐดำเนินนโยบายที่ทำลายระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว โดยเอาเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา เป็นตัวประกัน ทุ่มทรัพยากรของประเทศซึ่งเป็นของทุกคน ไม่ใช่ของนักการเมืองคนใดคนหนึ่งในรัฐบาลเพียงเพื่อบรรลุผลในระยะสั้นในรูปแบบของการได้เสียงสนับสนุนทางการเมืองจากเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

อย่าลืมว่านักเศรษฐศาสตร์กว่า 100 คน ที่ร่วมลงชื่อในหนังสือถึงศาลรัฐธรรมนูญนี้ เป็นผู้ที่คลุกคลีกับการสอนและวิจัยในปัญหาเศรษฐกิจมาเป็นเวลาอันยาวนาน และมิใช่เป็นผู้ที่จะได้ผลประโยชน์ทางการเมืองเหมือนกับการกระทำของรัฐบาล ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น นักเศรษฐศาสตร์ไม่ว่าจะร่ำเรียนมาจากสำนักไหนก็ตาม จะเห็นตรงกันว่าการกระทำทุกอย่างในทางเศรษฐศาสตร์ล้วนแล้วแต่มีการได้อย่างเสียอย่าง (TradeOff) ทั้งสิ้น ข้อสรุปของวิชาเศรษฐศาสตร์คือการหาจุดสมดุลที่ดีที่สุดในการตัดสินใจหรือการกระทำที่จะได้อรรถประโยชน์สูงสุดภายใต้การใช้ทรัพยากรของสังคมน้อยที่สุด

ปัญหาที่มักจะตามมาก็คือว่าอรรถประโยชน์ข้าวต้นนี้หมายถึงอรรถประโยชน์ของใคร? แน่นอนว่าคำตอบที่ถูกต้องคือ อรรถประโยชน์ของคนทั้งประเทศ แต่ความจริงคือว่า คนในประเทศมีหลากหลายประเภท มีความรู้ความสามารถที่แตกต่างกัน จะให้คนทั้งหมดเหมือนกันได้อย่างไร?

วิธีการที่เหมาะสมและเป็นธรรม คือการให้โอกาสในการดำรงและดำเนินชีวิตของทุกคนในสังคมให้เท่าเทียมกันไว้ก่อน เปิดโอกาสให้แต่ละคนแข่งขันกันตามความสามารถของแต่ละคนก่อน และเมื่อสภาวะแวดล้อมในโอกาสและการแข่งขันไม่เป็นเช่นนั้น ก็จะเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะเข้ามาแทรกแซงเพื่อแก้ไขความไม่เป็นธรรมดังกล่าว

ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลกในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การแทรกแซงทางเศรษฐกิจโดยรัฐซึ่งเป็นลักษณะหลักของระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมวางแผนส่วนกลางนั้น ถึงแม้ในทางทฤษฎีจะพิสูจน์ได้ว่าไม่ต่างจากระบบทุนนิยมเสรีที่จะบรรลุถึงจุดสมดุลของการใช้ทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ในทางปฏิบัติมักเป็นไปได้ยาก เพราะผู้นำในระบบสังคมนิยมไม่สามารถล่วงรู้ถึงความต้องการของประชาชนทุกคนในประเทศได้ และนอกจากนี้อำนาจที่ตกอยู่ในมือของผู้นำจำนวนไม่กี่คนยังเป็นช่องทางการทำทุจริตในตำแหน่งหน้าที่อีกด้วย

เพราะฉะนั้น แนวคิดหรือปรัชญาทางเศรษฐกิจที่ถือว่าเป็นกระบวนทัศน์ (Paradigm) ทางเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบันคือการใช้กลไกตลาดและบทบาทของเอกชนเป็นหลักในการบริหารระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยการแทรกแซงของรัฐจะทำเฉพาะที่จำเป็นเมื่อมีความล้มเหลวในกลไกตลาดหรือเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายทางสังคมที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ระบบเท่านั้น สำหรับประเทศไทย แนวคิดเช่นนี้ได้ถูกกำหนดไว้ในมาตรา 84 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ตามที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วในขณะนี้

จากกรอบแนวคิดบทบาทของรัฐที่ถูกต้องและเหมาะสมข้างต้นนี้ เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับปัญหาของชาวนาในประเทศไทยได้ เนื้อที่ของบทความนี้คงจะน้อยเกินไปที่ผู้เขียนจะสามารถอธิบายทุกเรื่องให้ครบถ้วนสมบูรณ์ได้ จึงใคร่นำเสนอแนวคิดแต่เพียงจุดเดียว คือการตอบคำถามว่า หากรัฐบาลต้องการคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ด้วยวิธีที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ (คือไม่บิดเบือนกลไกตลาด) และไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ จะทำได้หรือไม่?

สมมติว่า รัฐบาลตั้งใจไว้ก่อนแล้วว่าจะต้องช่วยชาวนารายย่อยที่มีที่ดินขนาดเล็กหรือไม่มีที่ดินเลย ต้องเช่าที่คนอื่นทำนา ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีที่ยอมรับได้ในระดับหนึ่ง รัฐบาลก็กำหนดไปเลยว่าชาวนากลุ่มเป้าหมายเหล่านี้จะได้รับการอุดหนุนในรูปเงินหรือสิ่งของจำนวนหนึ่ง ถือเป็นสิทธิขั้นต่ำหรือขั้นพื้นฐาน เช่น ครอบครัวละ 1 แสนบาทต่อปี กล่าวคือ หากชาวนาคนไหนทำนาไม่ได้เลยในปีนั้น ก็จะได้รับอุดหนุนตามสิทธิเงินอุดหนุนขั้นต่ำ 1 แสนบาท แต่เมื่อสามารถทำนาหรือมีรายได้ด้วยตนเองเพิ่มขึ้น ก็สามารถเก็บเงินส่วนที่หักภาษีเงินได้ที่จ่ายให้รัฐบาลไปแล้วไว้ได้จนถึงจุดสมดุลที่ชาวนาผู้ที่มีฐานะดีจนรัฐบาลไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่ชาวนาผู้นั้นอีกต่อไป

วิธีการนี้จะช่วยทั้งการรักษาสวัสดิการขั้นต่ำหรือขั้นพื้นฐานของชาวนาแต่ละครอบครัวและไม่มีผลกระทบต่อแรงจูงใจ (Incentives) ในการทำนาอีกด้วย รัฐบาลยังสามารถกำหนดได้ว่าจะมีความสามารถที่จะช่วยชาวนาในแต่ละปีได้อย่างไร ทั้งนี้เพราะปริมาณเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจะต้องจ่ายในแต่ละปีจะถูกกำหนดไว้ชัดเจนตามสมการง่ายๆ ดังนี้

S = M – tE

โดย S คือ งบประมาณเงินอุดหนุน (Subsidy) ที่จะให้แก่ชาวนาทั้งหมดในแต่ละปี

M คือ เงินอุดหนุนขั้นต่ำ (Minimum Income) ที่จะให้แก่ชาวนาแต่ละครอบครัวในแต่ละปี (เช่น 1 แสนบาทต่อปี)

E คือ รายได้ที่ชาวนาทำได้เอง (Earning)

และ t คืออัตราภาษีเงินได้ที่จะเก็บจากรายได้ที่ชาวนาหาได้เอง

เพราะฉะนั้นตามสูตรนี้ การอุดหนุนโดยรัฐบาลจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อชาวนามีความสามารถในการหารายได้มากขึ้น และสมมติว่าในกรณีที่รัฐบาลตั้งเงินอุดหนุนขั้นต่ำไว้ 1 แสนบาทต่อปี และอัตราภาษีที่จะเก็บจากรายได้ที่ชาวนาหาได้เองเท่ากับ 25% ก็จะหมายความว่า รัฐบาลจะบรรลุถึงจุดสมดุล คือ ไม่ต้องจ่ายเงินอุดหนุนให้ชาวนาผู้ทำนาครอบครัวนี้เมื่อชาวนาครอบครัวนี้มีรายได้ 4 แสนบาทต่อปี เงินที่จะใช้ในโครงการนี้จะน้อยกว่าเงินที่ใช้ในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลปัจจุบันเสียอีก ชาวนาก็ได้รับความช่วยเหลือเต็มเม็ดเต็มหน่วย และระบบเศรษฐกิจก็ไม่ได้รับการบิดเบือนทำให้เสียหาย

นี่เป็นเพียงตัวอย่างง่ายๆ ว่าความรู้ในทางวิชาการสามารถนำมาช่วยชาวนาไทยได้อย่างตรงไปตรงมา

และไม่เป็นช่องทางให้นักการเมืองหาประโยชน์จากโครงการเหมือนกับโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลในปัจจุบัน ซึ่งนอกจากจะผิดรัฐธรรมนูญ สิ้นเปลือง และไร้ประสิทธิภาพแล้ว ยังเป็นการทำลายอนาคตของเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม