
กำลังของคนไทยมีไหม
พูดถึงกำลังคนเดี๋ยวท่านผู้อ่านจะคิดว่าจะไปรบกับใคร ซึ่งที่จริงไม่ใช่เรื่องของการรบทัพจับศึกที่ไหน แต่แม้ไม่ถึงขั้นการรบก็อาจถือเป็นน้องๆ ของการรบก็ได้ เพราะมันคือการแข่งขัน แม้จะไม่มีการฆ่ากันเลือดกระฉูด แต่การแข่งขันกันในทางการค้าโลก ก็ไม่ใช่จะเบาๆ เพราะย่อมมีผลต่อเศรษฐกิจ ทำให้พัฒนามากขึ้นหรือลดลง และมีผลต่อประชากรได้ทั้งทางบวกและทางลบ ถ้าประเทศไหนไม่หากลยุทธ์มาต่อสู้ดีๆ เพื่อให้ตัวเองพัฒนามากขึ้นไปอีก หรืออย่างน้อยก็รักษาตำแหน่งเดิมไว้ ก็มีหวังจะถดถอยลงไปเรื่อยๆ ที่ถอยนี่ก็เพราะถูกประเทศอื่นๆ เขาแซงไป เหมือนที่ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา ประสบอยู่เวลานี้
พูดถึงกำลังคนเดี๋ยวท่านผู้อ่านจะคิดว่าจะไปรบกับใคร ซึ่งที่จริงไม่ใช่เรื่องของการรบทัพจับศึกที่ไหน แต่แม้ไม่ถึงขั้นการรบก็อาจถือเป็นน้องๆ ของการรบก็ได้ เพราะมันคือการแข่งขัน แม้จะไม่มีการฆ่ากันเลือดกระฉูด แต่การแข่งขันกันในทางการค้าโลก ก็ไม่ใช่จะเบาๆ เพราะย่อมมีผลต่อเศรษฐกิจ ทำให้พัฒนามากขึ้นหรือลดลง และมีผลต่อประชากรได้ทั้งทางบวกและทางลบ ถ้าประเทศไหนไม่หากลยุทธ์มาต่อสู้ดีๆ เพื่อให้ตัวเองพัฒนามากขึ้นไปอีก หรืออย่างน้อยก็รักษาตำแหน่งเดิมไว้ ก็มีหวังจะถดถอยลงไปเรื่อยๆ ที่ถอยนี่ก็เพราะถูกประเทศอื่นๆ เขาแซงไป เหมือนที่ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา ประสบอยู่เวลานี้
และก็อย่างที่ผู้ที่เขียนเคยเขียนไปแล้วว่า ถ้าจะให้เราแข่งขันได้ดีขึ้นทัดเทียมอาเซียนด้วยกันอย่างมาเลเซีย ผู้เขียนไม่พูดถึงสิงคโปร์ ที่เขาแซงโค้งไปนานแล้วชนิดไม่เห็นฝุ่น แล้วก็ไม่อยากพูดถึงประเทศอย่างเวียดนาม หรือฟิลิปปินส์ ซึ่งเขากำลังจะแซงเรา ก็เลยยกมาเลเซีย ซึ่งที่จริงก็แซงเราไปแล้วในบางเรื่อง แต่ถ้าประเทศไทยคิดว่าจะยังพยายามกลับไปอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าปัจจุบัน ประเทศไทยก็ต้องก้าวกระโดดให้ได้ และปัจจัยที่จะช่วยให้ก้าวกระโดดได้ดีอย่างหนึ่งก็คือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
งบประมาณการทำวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รัฐบาลก็ได้มองเห็นการณ์ไกลและให้เพิ่มขึ้นแล้วจาก 0.2% ของ GDP เป็น 1% ของ GDP แนวนโยบายของกระทรวงวิทยาศาสตร์เองก็มีวางไว้แล้วที่จะให้เอกชนเข้ามาลงทุนด้านวิจัยพัฒนาเพิ่มขึ้น โดยกลับอัตราส่วนกัน จากที่รัฐบาลเป็นผู้ลงทุน 60-70% และเอกชนลงทุน 30-40% เป็นรัฐบาลลงทุน 30% เอกชนลงทุนเรื่องวิจัยพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 70% ถ้าทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี ไทยก็น่าจะพลิกฟื้นขึ้นมาได้บ้าง
แต่ปัญหาใหญ่ที่หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งภาคเอกชนพบกันอยู่เวลานี้ ก็คือปัญหากำลังคน จะเห็นได้ว่าบางบริษัทที่มีขนาดใหญ่ถึงกับหันมาตั้งโรงเรียนเอง บางบริษัทก็ร่วมมือกับมหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานภายใต้การกำกับของรัฐบาลเพื่อสร้างบุคลากรที่ต้องการขึ้นมา เรียกว่าพอจบก็ไปทำงานให้เขาได้เลย ไม่ใช่ยังก๊อกๆ แก๊กๆ ต้องฝึกงานกันอยู่ โรงเรียนอย่างปัญญาภิวัฒน์ หรืออื่นๆ จึงเกิดขึ้น เรียกว่าเอกชนต้องหันมาช่วยตัวเองกันแล้ว ไม่เช่นนั้นก็ไม่ทันการณ์
ถ้าหันมาดูโครงสร้างบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และผู้สำเร็จการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งผู้เขียนได้ข้อมูลมาจากบทความของคุณนนทวัฒน์ มะกรูดอินทร์ ที่เขียนลงในหนังสือ Horizon ตอนที่เขียนไว้ว่า “Scientists, where are you” และ สวทน. (สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ) นำมาแจกในงานงานหนึ่ง ก็จะพบว่าเรามีผู้สำเร็จการศึกษาในแต่ละปี 5 แสนกว่าคน (ปี พ.ศ. 2550 มีประมาณ 501,759 คน) แต่เป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์เพียง 40% หรือประมาณ 201,663 คน เทียบกับทางด้านสังคมศาสตร์ ซึ่งมีประมาณคร่าวๆ ก็คือ 60% นอกจากนี้ในจำนวน 2 แสนกว่าคนนี้ ยังเป็นผู้ที่จบในระดับปริญญาตรีหรือต่ำกว่าถึง 94% แล้วเราจะไปทำวิจัยพัฒนาอะไรกับเขาได้ล่ะ แถมถ้าดูลึกลงไปอีก กำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ของประเทศที่มีอยู่ 2.9 ล้านคนในปี พ.ศ. 2551 ก็ไม่ได้ทำงานตรงในสายที่ตัวเองเรียนมาคือวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เสียเกือบครึ่งหนึ่ง จึงส่งผลไปถึงบุคลากรที่ทำวิจัยและพัฒนา เพราะสำหรับประเทศไทยแล้ว ในปี พ.ศ. 2551 เรามีบุคลากรที่ทำงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี 67 คนต่อประชากร 1 หมื่นคน ขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกนั้นจะมีนักวิจัยพัฒนา 46 คน อยู่ในภาคเอกชน 24 คนต่อประชากร 1 หมื่นคน
ดูจากตัวเลขข้างต้น และปัญหา ตลอดจนประเด็นที่เอกชนต้องลุกขึ้นมาทำเองแล้ว จะเห็นได้ว่าปัญหาของประเทศไทยขณะนี้ในเรื่องกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งรวมไปถึงการวิจัยพัฒนา น่าจะเรียกได้ว่าอยู่ในขั้นวิกฤต
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ทราบดี และพยายามแก้ไข แต่โดยที่ดูแล้วเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน และยังมีภาคเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะหน่วยงานภาคการศึกษา จึงต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วน โดยต้องเป็นการสั่งการจากฝ่ายนโยบายระดับสูง ที่เขาเรียกว่า Top Down Policy ไม่เช่นนั้นก็คงยากที่จะประสบความสำเร็จ เนื่องจากต้องมองทั้งระบบ โดยเริ่มที่ระบบการศึกษา ต้องสร้างให้เยาวชนหันมาให้ความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยควรจะปรับปรุงไหม เพื่อให้เด็กที่มีความสามารถในเรื่องวิทยาศาสตร์ได้เข้าไปเรียนจริงๆ ไม่ใช่วัดผลอย่างเดียวเท่ากันหมดแล้วพอเข้าไปได้ก็เรียนไม่ไหว
นอกจากนี้ยังต้องปรับ Mindset ของสังคมด้วย ไม่ไปชื่นชมแต่เฉพาะการแสดง ร้องรำทำเพลง แถมยังต้องมีการสร้าง Carrier Path ให้กับผู้จบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เพื่อให้ผู้จบด้านนี้ไม่หนีไปทำงานด้านอื่น เช่น การเงิน การธนาคาร การตลาด ฯลฯ ที่ดูจะง่ายกว่า มีผลตอบแทนสูง และมีความก้าวหน้าที่เห็นได้ชัด ตรงนี้ภาคเอกชนก็ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ต้องให้ความสนใจในการทำวิจัยพัฒนาเองมากขึ้น เพราะนอกจากจะช่วยในเรื่องธุรกิจของตัวเองแล้ว ยังเป็นฐานรองรับให้ผู้ที่จบมาทางด้านนี้ให้เขามี Carrier Path ด้วย
ดูๆ ก็น่าจะเป็นความพยายามเข็นครกขึ้นภูเขา หรืออาจเป็นการเข็นเขาขึ้นครกด้วยซ้ำไป แต่หลายๆ ประเทศเขาก็พยายามทำกัน อย่าง บราซิล อินเดีย ที่ผู้เขียนเคยเขียนถึงมาแล้ว หรือแม้แต่สหรัฐที่โอบามาออกมาพูดว่าต้องสร้าง STEM (Science, Technology, Engineer, Math) เพื่อให้สหรัฐแข่งขันกับจีนได้ นั่นคือวิสัยทัศน์ของผู้นำสหรัฐ แล้ววิสัยทัศน์ของผู้นำไทยล่ะ...?







