posttoday
ปีหน้าทองขาขึ้น-น้ำมันไม่แน่ศก.โลกซึมยาว-การเมืองไม่นิ่ง

ปีหน้าทองขาขึ้น-น้ำมันไม่แน่ศก.โลกซึมยาว-การเมืองไม่นิ่ง

25 ธันวาคม 2555

เป็นที่จับตามองอยู่เสมอสำหรับความเคลื่อนไหวของภาวะตลาดสินค้าโภคภัณฑ์

เป็นที่จับตามองอยู่เสมอสำหรับความเคลื่อนไหวของภาวะตลาดสินค้าโภคภัณฑ์

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

โดยเฉพาะราคาทองและน้ำมัน เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าการลงทุนใน 2 ช่องทางดังกล่าว ถือเป็นเครื่องมือสำคัญของเหล่าบรรดานักลงทุนเพื่อใช้บริหารจัดการกับความเสี่ยงต่อการลงทุนท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง

เริ่มจากทิศทางราคาทองในปีหน้าที่ได้รับการคาดการณ์ว่าจะเป็นช่วงขาขึ้นอย่างแรง จนทำให้ราคาน่าจะมีแนวโน้มพุ่งขึ้นต่อเนื่อง จนไปแตะถึงระดับที่ 1,925 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ในช่วงไตรมาส 4 ปีหน้า หรือเพิ่มขึ้นจากราคาปัจจุบันราว 11%

ทั้งนี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของบรรดาประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลกโดยรวมที่ยังคงย่ำแย่อยู่และน่าจะลากยาวต่อไปอีกอย่างน้อย 2 ปี โดยเฉพาะในสหรัฐ ยุโรป รวมถึงญี่ปุ่น น่าจะเป็นตัวกดดันให้เหล่าบรรดารัฐบาลและธนาคารกลางในประเทศเหล่านี้ยังคงใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและนโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อไปอีกนาน และกล้าที่จะแบกรับเงินเฟ้อมากขึ้น เพื่อหวังกอบกู้เศรษฐกิจที่ย่ำแย่อย่างหนัก

เห็นได้จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพิ่งจะประกาศเพิ่มวงเงินในการใช้นโยบายการผ่อนปรนเชิงปริมาณรอบที่ 3 (คิวอี 3) เพื่อเข้าซื้อสินทรัพย์และพันธบัตรต่อเดือนเพิ่มอีก 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา จนทำให้วงเงินที่ใช้ในคิวอี 3 เพิ่มไปอยู่ที่ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมกันนี้ เฟดยังได้ย้ำอีกว่า การดำเนินนโยบายดังกล่าวจะทำต่อไปจนกว่าอัตราการว่างงานของชาวอเมริกันจะลดลงต่ำกว่าระดับที่ 6.5% จากปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 7.7%พร้อมขยายเพดานเงินเฟ้อไม่เกิน 2.5%

ล่าสุด ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เพิ่งออกมาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์เพิ่มเติมอีกเป็นครั้งที่ 5 ในปีนี้ ด้วยจำนวนเงินอีก 10 ล้านล้านเยน (ราว 3.7 ล้านล้านบาท) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จนส่งผลให้โครงการช่วยซื้อสินทรัพย์ดังกล่าวมีวงเงินรวมแล้วทั้งหมด 101 ล้านล้านเยน (ราว 37.3 ล้านล้านบาท) แล้วในขณะนี้ และมีแนวโน้มว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่นน่าจะเพิ่มการกดดันให้บีโอเจเดินหน้าออกมาตรการการเงินเชิงรุกต่อไป ด้วยการเสนอให้กำหนดเป้าเงินเฟ้อขึ้นไปอยู่ที่ 2% จากเดิมที่ 1% ล่าสุดนั้น อาเบะ ได้ออกมาขู่แล้วว่าจะแก้ไขกฎหมายของบีโอเจ หากไม่ดำเนินการตามข้อเสนดังกล่าวภายในเดือนหน้า

ด้วยเหตุนี้ จึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่เหล่านักลงทุนจากทั่วโลกจะแห่แหนหันไปลงทุนในตลาดทองคำมากขึ้นในปีหน้า เพราะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยเพื่อหลบเลี่ยงผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้ออันเกิดจากการใช้นโยบายผ่อนปรนทางการเงินของเหล่าบรรดาประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลกเหล่านี้

เห็นได้จากทิศทางราคาทองคำโลกในปีนี้ที่เพิ่มขึ้นไปแล้วถึง 6% จากปีที่แล้ว ไปอยู่ที่ 1,665 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ความเคลื่อนไหวของเหล่าบรรดานักลงทุนรายใหญ่ของโลกอย่าง กองทุนโซรอส ฟันด์ แมเนจเมนต์ ก็ได้หันมาเพิ่มการลงทุนในทองคำแล้วถึง 49% ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ขณะที่ กองทุนพอลสัน แอนด์ โค ก็เข้าไปเก็งกำไรในกองทุนทอง เอสพีดีอาร์ โกลด์ ทรัสต์ ถึง 3,660 ล้านเหรียญสหรัฐ แล้วในช่วงเวลาเดียวกัน

ไม่เพียงเท่านั้น เหล่าบรรดาธนาคารกลางทั่วโลกก็เดินหน้าเพิ่มการซื้อทองคำเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศแล้วเช่นกัน อาทิ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ ซึ่งเพิ่มการถือครองทองคำไป 20% หรือ 14 ตัน ในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ไปอยู่ที่ 84.4 ตัน เพื่อกระจายความหลากหลาย ซึ่งนับเป็นการซื้อทองเพิ่มเป็นครั้งที่ 4 แล้ว นับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2554 ขณะที่ธนาคารกลางบราซิล ตุรกี และคาซัคสถาน ต่างก็เพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำเช่นกัน

ทั้งนี้ แม้ว่าราคาทองคำโลกในปีหน้าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่ในทางตรงกันข้ามแนวโน้มราคาน้ำมันในปี 2556 ถูกมองจากหลายฝ่ายว่าเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และน่าจะมีความผันผวนสูงมาก เนื่องจากมีปัจจัยและตัวแปรหลายเหตุการณ์ที่ยังต้องขบคิดและรอคอยผลลัพธ์อยู่อีกเป็นจำนวนมาก และแต่ละเหตุการณ์ก็จะเกิดขึ้นตามแต่ละช่วงเวลาแตกต่างกันออกไป

ไม่ว่าจะเป็นทิศทางเศรษฐกิจโลกในภาพรวมของปีหน้า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะปัญหานิวเคลียร์อิหร่าน และความวุ่นวายในซีเรีย การฟื้นตัวเศรษฐกิจจีน อนาคตการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในญี่ปุ่น รวมไปถึงการเจรจาผ่าทางตันเพื่อแก้ปัญหาหน้าผาการคลังของสหรัฐว่าจะสามารถบรรลุผลได้ก่อนสิ้นปีนี้สำเร็จหรือไม่ แม้ว่าก่อนหน้านี้ประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) จะคาดการณ์ว่าความต้องการน้ำมันดิบในตลาดโลกในปีหน้าจะลดลงเหลืออยู่ที่ 29.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่การผลิตปัจจุบันอยู่ที่ 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน

“ราคาน้ำมันในปีหน้าจะออกมาได้ทั้งสองด้าน โดยปัจจัยที่จะกดราคาให้ลดลงน่าจะอยู่ที่เรื่องของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงซบเซาอยู่ ขณะที่ปัจจัยที่จะดึงให้ราคาเพิ่มขึ้นอยู่ที่เรื่องการเมืองและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ดังนั้นผมจึงฟันธงว่าราคาไม่มีความแน่นอน” แมทธิว พาร์ลีย์ นักวิเคราะห์อาวุโสด้านตลาดน้ำมันขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) กล่าว

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ด้านพลังงานจากไออีเอยังได้คาดการณ์ระดับราคาน้ำมันในปีหน้าไว้ด้วยว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียต (ดับเบิลยูทีไอ) น่าจะอยู่ในกรอบที่ระดับ 65100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

ความเห็นของนักวิเคราะห์จากไออีเอ สอดคล้องกับทัศนะของกลุ่มบริษัทซีพีเอ็มที่วิเคราะห์ไว้ว่าราคาน้ำมันดับเบิลยูทีไอน่าจะอยู่ในระดับ 8295 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์อาจจะตกลงเล็กน้อย โดยน่าจะอยู่ที่ระดับราวๆ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เทียบกับราคาซื้อขายล่วงในสัญญาล่วงหน้าเดือน ก.พ. ที่ตลาดไอซีอีฟิวเจอร์ ที่ลอนดอนในปัจจุบันที่ 110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการคาดเดาเหตุการณ์และตัวแปรทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองโลกในข้างต้นจะยากต่อการเดาว่าผลลัพธ์จะออกมาในทิศทางไหน แต่ปัจจัยบางอย่างที่จะส่งผลต่อราคาน้ำมันในปีหน้าที่แน่นอนและสามารถเห็นได้ชัดเจนแล้วก็คือความต้องการบริโภคและนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางของสหรัฐจะลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะการที่สหรัฐมีเทคโนโลยีที่สามารถสกัดหินน้ำมัน (เชลล์ ออยล์) ทำให้สามารถพึ่งพาแหล่งพลังงานในประเทศได้เองมากขึ้น

จึงน่าจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ชัดเจนและคาดเดาได้ว่าจะเข้ามาช่วยกดให้น้ำมันในตลาดโลกลดลงอย่างแน่นอนแล้ว แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยและตัวแปรอื่นๆ ด้วยว่าจะช่วยเกื้อหนุนและสอดรับไปกับทิศทางของสหรัฐด้วยหรือไม่

ดังนั้น จึงต้องจับตาและติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างกระชั้นชิดว่าเหตุการณ์ต่างๆ จะพลิกออกไปในทิศทางไหน

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี