
ปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ รมต.พงศ์เทพ กล้าทำหรือไม่?
พวกเราคนไทยได้พูดคุยกันตลอดมาว่า ระบบการศึกษาของไทยได้มีปัญหามาเป็นเวลานาน จนก่อให้เกิดผลกระทบต่อปัญหาต่างๆ ในปัจจุบัน เช่น ปัญหาบัณฑิตจบมาแล้วไม่มีงานทำ เพราะกระทรวงศึกษาธิการไม่ได้กำหนดการเปิดสอนหลักสูตรที่ตรงกับความต้องการของประเทศ ปัญหาคุณภาพชีวิตของครูอาจารย์ที่มีหนี้สินมากมาย ปัญหาบัณฑิตไม่มีคุณภาพเพราะการปล่อยให้เกิดปัญหาก่อนแล้วค่อยแก้ไขของ สกอ. ปัญหาการขาดแคลนวัสดุเครื่องมือในการเรียนการสอนของโรงเรียนรัฐบาล โดยเฉพาะในชนบท ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกประเทศเพียงแต่ในประเทศไทยนั้นช่องว่างระหว่างโรงเรียนใน กทม.กับโรงเรียนในชนบทมีความแตกต่างกันมากจริงๆ
พวกเราคนไทยได้พูดคุยกันตลอดมาว่า ระบบการศึกษาของไทยได้มีปัญหามาเป็นเวลานาน จนก่อให้เกิดผลกระทบต่อปัญหาต่างๆ ในปัจจุบัน เช่น ปัญหาบัณฑิตจบมาแล้วไม่มีงานทำ เพราะกระทรวงศึกษาธิการไม่ได้กำหนดการเปิดสอนหลักสูตรที่ตรงกับความต้องการของประเทศ ปัญหาคุณภาพชีวิตของครูอาจารย์ที่มีหนี้สินมากมาย ปัญหาบัณฑิตไม่มีคุณภาพเพราะการปล่อยให้เกิดปัญหาก่อนแล้วค่อยแก้ไขของ สกอ. ปัญหาการขาดแคลนวัสดุเครื่องมือในการเรียนการสอนของโรงเรียนรัฐบาล โดยเฉพาะในชนบท ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกประเทศเพียงแต่ในประเทศไทยนั้นช่องว่างระหว่างโรงเรียนใน กทม.กับโรงเรียนในชนบทมีความแตกต่างกันมากจริงๆ
ดังนั้น หากคนในวงการศึกษาและประชาชนท่านๆ พิจารณาอย่างกว้างๆ ในประเด็นเรื่องงบประมาณจะเห็นว่า กระทรวงศึกษาธิการนั้นประกอบด้วย 2 หน่วยงานหลักๆ คือ หน่วยงานที่มีความขาดแคลนด้านงบประมาณ และหน่วยงานที่มีงบประมาณเพียงพอจนเหลือเฟือ
หน่วยงานที่ขาดแคลนงบประมาณ ได้แก่ หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการศึกษาในระดับภาคบังคับทั้งหลายที่ต้องรับผิดชอบนักเรียนในปริมาณมาก เช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา เป็นต้น ที่ไม่สามารถหารายได้อื่น (นอกงบประมาณแผ่นดิน) จำนวนมากได้ แต่ต้องอาศัยงบประมาณแผ่นดินเป็นหลัก ทำให้เครื่องมือด้านงบประมาณในการแปลงนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไปเป็นนโยบายสาธารณะนั้น เป็นปัญหาสำคัญอันหนึ่งด้านการศึกษาของทุกรัฐบาล
ขณะที่หน่วยงานที่มีงบประมาณเพียงพอ (แต่มักบอกว่าขาด) ได้แก่ หน่วยงานที่สามารถหารายได้อื่น (นอกงบประมาณ) จำนวนมากได้ ได้แก่ สถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ที่มีรายได้จากการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการ เป็นต้น กระผมขอยกตัวอย่าง เช่น มหาวิทยาลัยมหิดลที่ได้รับงบประมาณแผ่นดินในปี 2556 จำนวนงบประมาณ 1 หมื่นกว่าล้านบาท ขณะที่ใช้งบประมาณเงินรายได้ (นอกงบประมาณแผ่นดิน) อีกกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท รวมเป็นงบประมาณเกือบ 4 หมื่นล้านบาท (ที่มา : สรุปมติที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยมหิดล ครั้งที่ 8/2555) ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดปกติ เพราะมหาวิทยาลัยมหิดลมีโรงเรียนแพทย์ถึง 2 โรงเรียน คือ โรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งย่อมมีรายรับรายจ่ายที่สูงอยู่แล้ว แต่จะเห็นว่างบประมาณแผ่นดินที่ได้รับนั้นคิดเป็นประมาณร้อยละ 25 เท่านั้น และหากพิจารณาจริงๆ ก็จะพบว่า รายได้จากการเรียนการสอนนั้นมีจำนวนน้อยมาก และการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยในกำกับที่ออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยมหิดล ก็นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่จะสามารถอยู่ได้ด้วยตนเองได้ในอนาคต แต่มหาวิทยาลัยที่มีข้อจำกัดในด้านงบประมาณ เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏ เป็นต้น เขาจะทำอย่างไร ถึงจะหางบประมาณที่เพียงพอล่ะ
ขณะที่เมื่อมองในภาพรวมของทั้งกระทรวงศึกษาที่ประกอบด้วย 5 หน่วยงานหลัก ที่อิหลักอิเหลื่อกันมาเป็นเวลานานแล้วตั้งแต่การปฏิรูประบบราชการสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แม้ว่าเวลาที่ผ่านมาคนในกระทรวงศึกษาธิการเองก็พยายามพูดออกมาดังๆ หลายครั้ง ว่า โครงสร้างมันมีปัญหา แต่ทั้งรัฐบาลขิงแก่ รัฐบาลจมูกชมพู่ รัฐบาล ณ ห้องดอนเมือง หรือรัฐบาลฝ่ายแค้น ต่างก็เมินเฉยต่อการปฏิรูประบบการศึกษา ที่สำคัญในรัฐบาลแม่หญิงคนงามนี้ก็เปลี่ยนรัฐมนตรีเป็นว่าเล่น ทำอย่างกับว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือทางการเมืองไปเสียอย่างงั้น
ซึ่งการเปลี่ยนโครงสร้างและระบบการบริหารนี้ควรจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่ต้องแยก ส่วนที่เป็นการศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาออกจากส่วนที่เป็นการศึกษาระดับปริญญา เฉกเช่น ประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลกเขาทำกัน เพราะทั้งเรื่องงบประมาณที่แตกต่างกัน การประเมินวิทยฐานะที่มีบริบทต่างกัน (เอาอาจารย์มหาวิทยาลัยไปตั้งเกณฑ์ประเมินการสอนครูสอนอนุบาล ประถมศึกษา ก็เลยวุ่นวายอย่างนี้แหละครับ) เป็นต้น ดังนั้นการแยกทบวงมหาวิทยาลัยออกมาเช่นเดิมหรือในรูปแบบอื่น รวมทั้งปรับปรุงการบริหารระบบการศึกษาใหม่จะทำให้เราเห็นได้ชัดเจนว่า งบประมาณที่ลงไปเพื่อการศึกษาในขั้นพื้นฐานจริงๆ นั้นเป็นเท่าใด และการบริหารงานของหน่วยงานทั้งสองระบบนั้นก็แตกต่างกันค่อนข้างมาก หรือการให้ชุมชนมีส่วนร่วมมากขึ้นในการสนับสนุนการศึกษา เป็นต้น กระผมขอยกตัวอย่างในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่โรงเรียนจะได้รับการสนับสนุนด้านสิ่งก่อสร้างครุภัณฑ์จากรัฐบาลกลาง แต่งบประมาณด้านการเรียนการสอนจะให้รัฐบาลของแต่ละรัฐหรือหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบ
แต่ปัญหาที่จะเกิดขึ้น หากมีการปรับโครงสร้างและระบบการบริหารก็คือ ไม่ใคร่มีใครอยากเป็นรัฐมนตรีทบวงมหาวิทยาลัยหรอกครับ เพราะไม่สามารถควบคุมมหาวิทยาลัยได้ เช่น กระทรวง หรือกรมอื่นๆ ซึ่งทำให้รัฐมนตรีต้องเสียเงินซื้อลิปมันเรื่อยๆ (เพราะอดอยากปากแห้ง ...ฮา...)
ซึ่งการรวมหน่วยงานทั้ง 5 เช่นนี้ ย่อมเป็นเค้กก้อนมหึมา ที่ขอแค่จิ๊บๆ ก็เยอะกว่ากระทรวงอื่นๆ แล้ว ยกตัวอย่างเช่น การทุจริตครุภัณฑ์การศึกษาของสำนักงานอาชีวะฯ เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้รัฐมนตรีทั้งสองต้องกระเด็นออกจากตำแหน่งก่อนผู้กระทำผิดเสียอีก (ฮา...) อะไรก็เกิดขึ้นได้ในประเทศนี้ครับ
ปัญหาที่ผมเห็นในตอนนี้ก็คือ ผู้นำสูงสุดของกระทรวงศึกษาธิการจะทำได้หรือไม่ และท่านจะทำอะไรในช่วงการบริหารนี้ เพราะเมื่อดูจากนโยบายการบริหารงานของท่านแล้วจะเห็นว่า เป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมมากๆ โดยท่านขาดข้อที่สำคัญข้อหนึ่งที่ปรากฏในนโยบายของรัฐบาลด้านการศึกษาไปก็คือ “การปรับปรุงโครงสร้างระบบบริหารการศึกษา โดยการกระจายอำนาจสู่พื้นที่ให้เสร็จสมบูรณ์ โดยเริ่มจากพื้นที่ที่มีความพร้อม” (ที่มา : นโยบายรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, 2554) และที่สำคัญหากพิจารณาในอดีตด้านการเมืองของท่าน เราไม่สามารถตอบได้ว่าท่านมีผลงานที่เด่นชัด เป็นรูปธรรมในด้านใดเป็นพิเศษ ซึ่งภาพลักษณ์ของ รมต.พงศ์เทพ เทพกาญจนา ในมุมมองผมก็คือ คุณชวน หลีกภัย ในพรรคเพื่อไทยนั่นเอง ที่ลอยตัวเหนือทุกปัญหาและเป็นสุภาพบุรุษทางกฎหมาย (แต่คุณชวนเขามีผลงานนะครับ) อีกทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการฯ เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช ก็มาจากสายปกครองอีกต่างหาก ผมก็ได้แต่หวังว่า ท่านทั้งสองจะนำบทวิเคราะห์ของผมนั้นไปผลักดันและขับเคลื่อนระบบการศึกษาไทยให้พัฒนายิ่งกว่ารัฐมนตรีคนอื่นๆ ที่ผ่านมา จนทำให้บทความนี้ผิดไปนะครับ... เฮ้อ...อนาคตประเทศไทย!!!!







