
เปิดแผน"แก้รธน."ลงมติวาระ3ต้นส.ค.
โอกาสที่ประชามติจะถึงครึ่งตอบได้เลยว่าไม่ง่าย แต่ต้องทำไม่มีทางเลือกอื่น นี่เป็นทางออกที่ดีที่สุด
หมายเหตุ : คำกล่าวของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้กล่าวระหว่างงานเลี้ยงสังสรรค์สัมพันธ์สื่อมวลชน ถึงทิศทางการเมืองไทยในปี 2556
สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงทิศทางการเมืองไทยกับรัฐสภา ปี 2556 โดยมองว่าการเมืองขณะนี้มีทิศทางดีขึ้น หลังน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา ใช้เวลา 2-3 อาทิตย์ เพื่อศึกษาร่วมกับทุกภาคส่วน และไม่เกิน 1 เดือน จะมีหลักการว่าแนวโน้มทำประชามติ หรือ ประชาเสวนา ควบคู่กัน ถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงแปลว่าไม่เร่งด่วน ถือเป็นทางออกที่ดี
ทั้งนี้ เห็นด้วยกับแนวทางของนายกฯ แต่ไม่จำเป็นต้องพูดอะไร นอกจากไม่เห็นด้วย ส่วนประเด็นที่ไม่เห็นด้วยหลายอย่างไม่พูด แต่ถ้าสิ่งที่ไม่เห็นด้วย ไม่พูดแล้วทำให้ชาติบ้านเมืองเสียหาย เช่น ลงมติวาระ 3 จำเป็นต้องพูด แม้พูดไปแล้วจะมีพรรคพวกหมั่นไส้ ก็ยอม เพราะไม่ยึดประโยชน์ส่วนตัว ยึดประโยชน์ประเทศเป็นหลัก หากแนวทางที่ให้ลงประชามติ ทำให้ประเทศเดินลงเหว ประชาชนทั้ง 65 ล้านคน เดินลงเหวไปด้วย
“หากตอนนั้นเดินหน้าลงวาระ 3 จะเกิดเหตุการณ์อะไรบ้างก็ไม่ทราบ แต่ 65 ล้านคนพากันเดินลงเหว จะเห็นแก่ตัว ไม่พูดก็ได้ สถานการณ์ตอนนั้นตีกินตามน้ำก็ทำได้ แต่ทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะเท่ากับเป็นการเห็นแก่ตัว จึงออกมาให้ความเห็นแย้ง ยอมรับว่ามีพรรคพวกหมั่นไส้ เรียกได้ว่านอนก่ายหน้าผากก็นับตีนไม่ทั่วถ้วนแล้ว”
เมื่อผ่านจุดวิกฤตมาได้ ทำให้ประเทศอยู่รอดปลอดภัยถึงทุกวันนี้ หากตอนนั้นเดินหน้าลงมติแก้รัฐธรรมนูญ วาระ 3 ไม่ทราบว่าความเสียหายอะไรจะเกิดบ้าง แต่หลุดพ้นวิกฤตมาได้ ก็ภาคภูมิใจในความเป็นตัวตน ทำในสิ่งที่ควรต้องทำ ถือประสบความสำเร็จ หากไม่ตัดสินใจแบบนั้นประเทศชาติลำบาก
ส่วนที่หลายคนห่วงเรื่องเสียงที่จะมาใช้สิทธิ์ถึงครึ่งหรือไม่ ถ้าไม่ถึงครึ่งของผู้ใช้สิทธิ์ทั้งประเทศ ผู้มาใช้สิทธิ์ต้องไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 23 – 24 ล้านคน ถ้าถามว่าเป็นไปได้ยากหรือไม่ ตอบตรงๆ ยาก เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีคนมาใช้สิทธิ์ 70% คือ พวกชอบและไม่ชอบรัฐบาล ชอบรัฐบาลคะแนนไม่ถึง 50 ถ้าคนไม่ชอบไม่ออก โอกาสถึง 50 ยาก
ดังนั้น โอกาสที่ประชามติจะถึงครึ่งตอบได้เลยว่าไม่ง่าย แต่ต้องทำไม่มีทางเลือกอื่น นี่เป็นทางออกที่ดีที่สุด ทำดีที่สุดแล้ว ผลค่อยว่ากัน อย่างที่เลวร้ายสุด คือ ปะชาชนมาใช้สิทธิ์ไม่ถึงครึ่ง ไม่เป็นไร ตกก็ตก เสนอใหม่แก้รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ไม่เห็นเป็นไร ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย หากไม่ทำขัดรัฐธรรมนูญต้องมีทางออก เพื่อลดความขัดแย้ง สร้างความเข้าใจประชาชน การปกครองในระบอบประชาธิปไตยต้องกลับไปที่ประชาชน
กรณีบ้านเมืองตอนนี้ใครจะให้คำตอบ หลายสี เห็นแย้ง ถือธงคนละสี พูดกันอย่างไรไม่เข้าใจ ไม่มีทางพูดแล้วเข้าใจกัน ในระบอบประชาธิปไตย คือ ทางออกให้ประชาชนทั่วประเทศ ตอบแทน ผลออกมาอย่างไร เป็นข้อสรุปของประชาชนทั่วประเทศ ต้องยอมรับ หากไม่ยอมรับเรียกว่าอันธพาลแล้ว
ทางออกที่ดีที่สุด คือ เห็นด้วยทุกประการที่รัฐบาลจะดำเนินการ หลายคนทักท้วงว่า แล้วจะมีผู้มาใช้สิทธิ์เกินครึ่งหรือไม่ ทำไปเสียงเวลาเปล่า ซึ่งมองว่า อย่างไรก็แล้วแต่สิ่งที่เถียง รัฐธรรมนูญ วาระ 3 ที่ค้างอยู่ ทางออก มี 2 ทาง คือ 1.ทำประชามติทั้งก่อนและหลังแก้รัฐธรรมนูญ และ 2.ทำประชามติหลังยกร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ หรือทางที่ 3. ถือเป็นไปไม่ได้ คือ ให้โหวตคว่ำรัฐธรรมนูญ
สำหรับทางเลือกที่ 2 จะต่างอะไรที่หลายคนกังวลว่าถ้าประชามติไม่ถึง 50% ก็จะตก ถ้าตกตอนนี้ก็ตก ดีกว่าร่างมาแล้วประชามติตก ทำตอนนี้ ได้รู้ก่อน ตกก่อน ดังนั้น เห็นด้วยทุกประการกับการทำประชามติ เพราะเป็นทางออกที่ดี แม้สถานการณ์เลวร้าย คือ ตกก็ต้องตก แต่ทำแล้วสามารถลดความขัดแย้งของคนทั้งประเทศ ใครจะอ้างอะไรไม่มีเหตุผลรองรับ คนจะเข้าใจว่าหาเรื่อง หากไม่ทำประชามติ มีปัญหาแน่นอน
ทั้งนี้ คำชี้แนะของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งขอย้ำว่าไม่ใช่คำวินิจฉัย หากไม่ฟัง แล้วดันทุรังโหวตวาระ 3 วันนั้นมีสื่อมาขอสัมภาษณ์ แต่ไม่อยากพูดอะไรมาก จึงตั้งเป็นข้อสังเกตว่า มีถนนคอนกรีตให้วิ่ง ไม่วิ่ง จะไปวิ่งถนนลูกลัง ซึ่งถนนลูกลัง คือ การไม่ทำประชามติ ลงมติวาระ 3 เลย แต่ไม่ลงทันที ขอเวลา 2-3 เดือน แต่บอกว่าวาระ 3 จะลงช่วงเดือนมี.ค. – เม.ย. หากลงมติวาระ 3 ช่วงนั้นไม่ใช่เวลา 2-3 เดือน แต่กลายเป็น 4-5 เดือนแล้ว ถือว่าเสียเวลาไปเปล่าๆ
หากใช้เวลาไปทำประชามติก็จบ ไหนๆ ต้องจ่ายเวลาตรงนี้ไปอยู่แล้ว ก็มาลงมติโหวตวาระ 3 โดยไม่ลงประชามติ ถามว่าลงแล้วจะจบหรือไม่ ไม่จบหรอก จะมีคนไปยื่น มาตรา 68 อีก ต้องรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกรอบ ซึ่งไม่รู้ต้องใช้เวลาเท่าไร สรุปแล้วใช้เวลา 4 -5 เดือน ถึงโหวตวาระ 3 โดยไม่ทำประชามติ
เมื่อโหวตเสร็จ เขาจะยื่นมาตรา 68 อีก 2 -3 เดือน ศาลถึงจะตัดสินรวมเวลาก็เป็น 6 – 7 เดือน แต่ถ้าลงตั้งแต่ตอนนี้ รู้ไปเลย ใช้เวลา 5 เดือนก็จบ จบเร็วกว่า และไม่มีปัญหา นี่คือ ถนนคอนกรีตที่พูด แต่ถ้าเลือกไม่ประชามติ จบช้าและมีปัญหา คือ ถนนลูกลัง ดังนั้น สนับสนุนนายกฯใช้แนวทางออกที่ถูกต้อง คือ วิ่งบนถนนคอนกรีตดีกว่า ถึงเร็วกว่า ไม่มีปัญหา ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี ทางออกประเทศไทยตอนนี้เดินมาถูกทาง
ส่วนร่างพ.ร.บ.ปรองดอง ยอมรับว่าตอบแทนไม่ได้ เพราะมีหน้าที่แค่เป็นบุรุษไปรษณีย์ ประธานรัฐสภาทำอะไรไม่ได้เลย ขั้นตอนอยู่ที่สส.ยื่นมา ตรวจสอบถูกต้อง บรรจุเข้าระเบียบวาระ จะพูดเมื่อไรแล้วแต่สมาชิก เช่น พรรคเพื่อไทย พรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน ถ้าทั้งหมดเอาอย่างไร ก็ต้องเอาอย่างนั้น เป็นอื่นไม่ได้ ถ้าไม่เอาด้วย จะโดนข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ซวยอีก ดังนั้น สมาชิกว่าอย่างไร ก็ว่าตามนั้น ไม่มีทางเลือกอื่น
อย่างไรก็ดี เชื่อว่าทางออกเรื่องนี้ รัฐบาลโดยเฉพาะนายกฯ คงคิดไม่ต่างกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้น เมื่อเห็นทางออกของรัฐธรรมนูญแล้ว ก็เห็นทางออกของพ.ร.บ.ปรองดองเหมือนกัน สรุปโดยรวมทั้งหมด ทิศทางการเมืองของประเทศไทยตอนนี้ เป็นไปแนวทาง ที่ส่วนตัวเห็นด้วยว่าถูกต้องแล้ว เป็นเรื่องลดความขัดแย้ง แล้วถามความเห็นของประชาชนว่าอย่างไร ก็เอาตามนั้น จะเป็นเสียงข้ามาก ข้างน้อย ต้องยอมรับเสียงประชาชนทั้งไประเทศ นั่นคือข้อสรุป คำตอบสุดท้ายของแนวทางประชาธิปไตย
สำหรับความเห็นต่อกระบวนการทำประชามติ ส่วนตัวให้ดีที่สุดอยากให้ฝ่ายวิชาการเป็นกลาง รับหน้าที่เจ้าภาพ มากกว่าใช้อำนาจฝ่ายปกครอง และเพิ่มอีก คือ ทำความเข้าใจเรื่องประชาเสวนา ไหนๆ จะทำมีเวลาพอ บอกได้เลยว่า 1 เดือนสำหรับคณะทำงานที่จะศึกษาแล้วเข้า ครม.ประกาศในราชกิจจา มีเวลา 4 เดือนเป็นขั้นตอนตามกฎหมาย ทำประชามติ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นเจ้าภาพ
ดังนั้น เห็นๆ ว่า 1 เดือนบวก 4 เดือน ทั้งนี้ 4 เดือนอาจจะไม่จบ อาจมีคนคัดค้าน ฟันธงว่ามีคนค้านแน่นอน ก็บวกเวลาไปอีก 1 เดือน รวมแล้วจะใช้เวลา 6 เดือน และนับจากวันนี้จะไปจบทีเดือนมิ.ย.ช่วงปิดสมัยประชุม ช่วงปลายเม.ย. แต่เรื่องประชามติจะไปจบประมาณภายในเดือน มิ.ย. ดังนั้น สมัยประชุมต่อไปวันที่ 2 ส.ค. มีช่องว่าง 1เดือนเศษ และหากไม่มีปัญหาอะไรแทรกซ้อน การลงมติวาระ 3 ในวันศุกร์แรกของเดือนส.ค. หมอดูฟันธง
“หากไม่มีอุปสรรคอะไร มีเวลารอ 6 เดือนมากพอที่จะทำประชาเสวนาไหน จะทำก็ให้ทำอย่าจริงใจ เอาทุกตารางนิ้ว ไหนๆ จะเสียงเงิน 2 พันล้านอยู่แล้ว ทำให้ประชาชนเข้าใจจะได้เลิกทะเลาะ หากทำเป็นพิธี ไม่จบ ประชาชนไม่เข้าใจ มั่วกันอย่างที่เห็น หากทำอย่างลงลึก ครอบคลุมทุกตารางนิ้วทุกอย่างจบ”







