
เลขาฯหอการค้าอิสานแนะดึงทุกฝ่ายถกยุติความขัดแย้ง
เอกชนอิสานหนุนดึงทุกฝ่ายหาทางออกของประเทศเพราะความขัดแย้งทั้งหมดไม่ได้มีแค่เสื้อแดง-รัฐบาล-พันธมิตร
เอกชนอิสานหนุนดึงทุกฝ่ายหาทางออกของประเทศเพราะความขัดแย้งทั้งหมดไม่ได้มีแค่เสื้อแดง-รัฐบาล-พันธมิตร
นายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ เลขาธิการหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งของฝ่ายรัฐบาลและแกนนำกลุ่ม นปช. เมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา ว่า การเจรจาระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายได้รับความสนใจจากบรรดานักธุรกิจทุแขนงเป็นอย่างมา เนื่องจากทุกอยากที่จะเห็นการเจรจาครั้งนี้มีบทสรุปที่จะสามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจขณะนี้
แต่ในความเห็นส่วนตัวมองภาพการเจรจาร่วมกันระหว่างรัฐบาลและแกนนำกลุ่ม นปช. ในครั้งนี้แล้ว คิดว่าถึงแม้จะมีการเจรจาอีกกี่ครั้งก็คงจะไม่สามารถหาบทสรุปหรือข้อยุติที่จะนำมาซึ่งการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ เนื่องจากต่างฝ่ายต่างก็ยึดความคิดของตนเองเป็นใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่ม นปช.เองที่ยืนกรานว่ารัฐบาลจะต้องยุบสภาเพียงสถานเดียว
ขณะที่ก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าการยุบสภาครั้งนี้ทำเพื่ออะไรและจะสามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้จริงหรือไม่ หากยุบสภาแล้วสถานการณ์จะเป็นไปอย่างไร กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับทางกลุ่ม นปช.เองจะลุกฮือขึ้นมาต่อต้านอีกหรือไม่ ซึ่งหากมองตรงจุดนี้แล้วคิดว่ารัฐบาลจะได้เปรียบกลุ่ม นปช.อยู่ในส่วนหนึ่ง เพราะการหยิบยกเอาคำถามพวกนี้มาให้กลุ่ม นปช.ตอบ จะทำให้รัฐบาลเองเป็นฝ่ายที่ดูเหมือนว่ามีความจริงใจในการแก้ไขปัญหามากกว่ากลุ่ม นปช. ที่ยังยืนยันไม่ได้ว่าการยุบสภาจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดและจะไม่มีปัญหาตามมา
โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นที่น่าสนใจของทุกฝ่ายก็คือ การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มีการโทรศัพท์มาสอบถามถึงผลการเจรจา ก็ยิ่งทำให้ภาพพจน์ของกลุ่ม นปช. เป็นไปในทิศทางลบมากขึ้น เนื่องจากประชาชนที่เฝ้าติดตามสถานการณ์อยู่ จะมองว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช.ที่ทำมาทั้งหมดเป็นการทำเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่การทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง และหาก กลุ่ม นปช.ยังคงยืนยันข้อเรียกร้องเดิมคือให้รัฐบาลยุบสภาโดยทันที ก็จะได้รับการต่อต้านจากภาคประชาชนโดยเฉพาะในระดับปัญญาชน คนชั้นกลาง และภาคนักธุรกิจต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มนปช. อย่างรุนแรง จนอาจจะทำให้ปัญหาความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
นายทวิสันต์ กล่าวอีกว่า การเจรจาเพียงฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มแกนนำ นปช. เมื่อวานนี้ จริงอยู่ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นการเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ดี แต่ที่จริงแล้วต้องมองว่าสังคมไทยขณะนี้ไม่ได้มีการขัดแย้งเพียงแค่ กลุ่ม นปช. กับกลุ่มรัฐบาล ยังมีอีกหลายกลุ่มที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างเช่นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีแนวคิดตรงข้ามกับกลุ่ม นปช.มาตั้งแต่แรก
ดังนั้นไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าหากรัฐบาลยอมทำตามข้อเรียกร้องของกลุ่ม นปช.แล้ว กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะนิ่งเฉยและไม่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน ดังนั้นมองว่าการเจรจาเพื่อหาทางยุติปัญหาความขัดแย้งควรที่จะต้องมีทุกฝ่ายที่สามารถเป็นปัจจัยที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งเข้ามาร่วมเจรจาหาข้อตกลงร่วมกันมากกว่านี้ เพราะการเจรจาเพียงแค่ฝ่ายรัฐบาลกับกลุ่ม นปช. ไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชนทุกฝ่าย 2 กลุ่มจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะนำความคิดของตัวเองมาตัดสินใจแทนประชาชนทั้งประเทศ ดังนั้นการเจรจาในครั้งนี้ก็เหมือนแค่เป็นการเปิดเวทีให้แต่ละฝ่ายได้มีการแสดงความคิดเห็นและอธิบายถึงจุดยืนของตัวเอง “ดีเบส” เท่านั้น และดูเหมือนว่ารัฐบาลจะได้เสียงสนับสนุนจากประชาชนมากกว่าฝ่าย นปช.
นายทวิสันต์ฯ กล่าวต่อว่า การต่อสู้ครั้งนี้กลุ่ม นปช.เองเป็นรองรัฐบาล เนื่องจากเหตุผลที่จะเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภานั้น ยังอ่อนเกินไป เพียงแค่กล่าวหาว่ารัฐบาลเป็นลูกน้องของระบบอำมาตย์นั้นยังไม่เพียงพอที่จะทำให้รัฐบาลต้องยอมรับผิดได้ ดังนั้นหากกลุ่ม นปช.ต้องการที่จะให้รัฐบาลยุบสภาให้ได้จริงต้องนำปัญหาเรื่องของการทำงาน การบริหารประเทศที่ล้มเหลว มาเป็นแรงกดดันรัฐบาล แต่หากว่ายังใช้เหตุผลเพียงแค่นี้กดดันรัฐบาลและหากว่ารัฐบาลไม่ทำตามข้อเรียกร้อง แล้วกลุ่มนปช.จะเคลื่อนไหวต่อไป ก็เป็นเหมือนการประกาศสงครามต่อต้านรัฐบาลอย่างชัดเจน จะทำให้ประชาชนกลุ่มที่นิ่งเฉยก่อนหน้านี้
โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่มีศักยภาพและมีความสำคัญต่อประเทศออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านกลุ่ม นปช. เพราะวันนี้นักธุรกิจส่วนใหญ่มองว่า กลุ่มนปช.มีเหตุผลไม่เพียงพอที่จะทำการเคลื่อนไหวอีกต่อไป เนื่องจากไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายได้ว่ารัฐบาลควรจะยุบสภาด้วยเหตุอะไรและประเทศชาติจะได้รับผลประโยชน์อย่างไร อีกทั้งไม่สามารถรับประกันได้ว่าหลังจากรัฐบาลยุบสภาแล้วความขัดแย้งจะไม่เกิดขึ้นจนต้องส่งผลกระทบต่อธุรกิจได้
ทั้งนี้อาจจะกลายเป็นความขัดแย้งขั้นรุนแรงกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งหากเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น กลุ่ม นปช.ที่เป็นฝ่ายประกาศสงครามครั้งนี้จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ทั้งหมด ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดขณะนี้ทุกฝ่ายต้องมีความจริงใจในการเจรจา คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก และที่สำคัญการเจรจาจะต้องมีตัวแทนของทุกภาคส่วนเข้าร่วมพูดคุยตกลงกัน นายทวิสันต์ฯ กล่าว







