
แนบหูฟังครม.กังวล24ล้านเสียงประชามติ
ส่องที่ประชุมครม.ถกยาว 50 นาทีประเมินเสียงลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ กังวลอาจไม่ถึง24ล้านเสียง
โดย....ขำ เคืองใจ
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 55 มีมติให้ตั้งคณะทำงานศึกษาแนวทางการประชามติก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญมาตรา 165 ประกอบด้วย พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม จารุพงษ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย พงษ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกฯและรมว.ศึกษาธิการ วราเทพ รัตนากร รมต.สำนักนายกฯ และ อัชฌาพร จารุจินดา เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกา
“คณะทำงานชุดนี้จะไปศึกษาแนวทางกฎหมายประชามติ โดยกำหนดหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบ ในการยกร่างประกาศต่างๆที่รองรับการทำประชามติ คาดภายใน 2-3 สัปดาห์ เสนอกลับให้ที่ประชุมครม.เห็นชอบ เมื่อได้มติครม.จะได้ไปหารือกับประธานสภาและประธานวุฒิสภา เห็นชอบ ก่อนที่ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา ดำเนินการประชามติภายใน 120 วันต่อไป คาดว่าน่าจะประชามติได้ประมาณเดือน เม.ย.หรือพฤษภาคม56” วราเทพ รัตนากร รมต.สำนักนายกฯ เปิดเผยภายหลังประชุมครม.
มติครม.ที่ออกมาล่าสุด หากย้อนไปติดตามการประชุม ทำให้เห็นถึงอาการห่วงกังวลของคนในรัฐบาลยิ่งนัก เพราะไม่ง่ายเลยต่อการตามหาเสียงมหาประชาชนให้ออกมาประชามติรัฐธรรมนูญอย่างพร้อมเพียง
ก่อนที่ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเข้าห้องประชุม พิชิต ชื่นบาน ทีมงานด้านกฎหมายพรรคเพื่อไทย หอบแฟ้มเอกสารเข้าพบและพูดคุย ซึ่งหนีไม่พ้นการติวเข้มเส้นทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เมื่อเข้าสู่วาระการประชุม พล.ต.อ.ประชา รมว.ยุติธรรม รายงานต่อที่ประชุมโดยอ้างถึงการประชุมแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งทุกฝ่ายเห็นด้วยที่จะให้มีการจัดทำประชามติ
จากนั้นยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า อยากรับฟังความคิดเห็นจากครม. เสียงดังมาจากฟากหนึ่งของห้อง ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ รมช.พาณิชย์และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) สอบถามว่า ตอนนี้มีความสับสนถึงการนับจำนวนผู้ออกเสียงประชามติยึดแบบไหนกันแน่ อัชฌาพร จึงกล่าวขึ้นมาว่า การประชามติต้องยึดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 165 วรรคแรก และดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการลงประชามติ ปี 2552 ซึ่งมาตรา 9 ระบุว่า ต้องมีผู้มาใช้สิทธิประชามติเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ และ ต้องได้จำนวนเสียงประชามติเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ
ครม.ได้อภิปรายอย่างกว้างขวางใช้เวลานานกว่า 50 นาที ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญต่อจำนวนเสียงที่จะมาลงประชามติ จะได้เกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิทั่วประเทศหรือไม่ เพราะถ้าไม่ถึงกึ่งหนึ่ง การประชามติจะตกไปโดยปริยาย ทำให้จารุพงษ์ รมว.มหาดไทย แจ้งต่อครม.จากทะเบียนผู้มีสิทธิลงคะแนนทั่วประเทศอายุเกิน 18 ปี มีจำนวน 46 ล้านเสียง ซึ่งจะมีการประกาศตัวเลขอย่างเป็นทางการสิ้นเดือนธันวาคมนี้ โดยจะมีผู้มีสิทธิอายุเกิน 18 ปี เพิ่มขึ้นอีก 7 แสนคน จะทำให้ผู้มีสิทธิ จำนวน 46.7 ล้านคน
"การลงประชามติต้องมีผู้มาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งประมาณ 24 ล้านคน ถ้ามาไม่ถึง 24 ล้านการประชามติตกไป แต่ถ้ามาถึง 24 ล้าน ต้องดูว่าจะมียอดผู้ลงคะแนนเห็นด้วยแก้ไขรัฐธรรมนูญถึงเกิน 12 ล้านเสียงหรือไม่"
ทันทีที่จารุพงษ์อธิบายยอดตัวเลข พล.ต.อ.ประชา กล่าวถึงพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กำลังออกมารณรงค์ให้ประชาชานอย่าไปสิทธิลงประชามติ อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นการปิดกั้นสิทธิประชาชน ทั้งนี้ ครม.สายเพื่อไทยสนับสนุนว่า ถือว่าเป็นการกระทำการที่ผิดกฎหมาย เป็นผลให้ พล.ต.อ.ประชา ได้ทีตอยกย้ำ “ ประชาธิปัตย์กำลังก้าวพลาดอีกครั้งหนึ่ง”
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมครม.คงหารืออย่างเคร่งเครียด ต่อประเด็นมาตรการทางกฎหมายกับผู้ที่ออกมารณรงค์ให้ร้ายไม่ให้ไปประชามติ ในที่สุด นายกฯ กล่าวว่า ขอให้คณะทำงานไปศึกษาประเด็นดังกล่าวด้วย โดยจะต้องรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิประชามติมากๆ โดยต้องเน้นให้ความสำคัญว่า “ นี่คือการลงประชามติครั้งแรกของประเทศ ที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย “และต้องบอกกับประชาชนด้วยว่า ถ้าไม่ไปใช้สิทธิจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เราจะพลาดโอกาสสำคัญ เพราะนี่คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง"
ก่อนหน้านี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ไม่ได้เข้าร่วมประชุมครม. โดยแจ้งว่ามีอาการเจ็บคอ ลาป่วย แต่หลังจากครม.เสร็จสิ้นการประชุม ร.ต.อ.เฉลิม ได้เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับให้สัมภาษณ์ว่า การประชามติก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องได้เสียงถึง 24 ล้านคน ซึ่งเป็นไปได้ยาก ส่วนที่ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย พยายามตีความว่า ต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิเท่านั้น "ผมไม่ขอวิจารณ์ ไม่รู้ว่าตีความอย่างไรให้ไปตีระนาดเถอะ"
เป็นการส่งสัญญาณทิ้งท้าย ผ่านเซียนการเมืองอย่างป๋าเหลิม "ประชามติ รธน. ยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา"







