
วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีกับการพัฒนาเศรษฐกิจ
พูดกันถึงเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแล้วไทยก็ไม่ใช่จะไม่มีอะไรเสียทีเดียว ก็เห็นมีความพยายามในการไปพูดในที่ต่างๆ และการกำหนดนโยบายอยู่เหมือนกัน ดังที่รัฐบาลได้มีนโยบายเพิ่มงบประมาณในการวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจาก 0.2% ของ GDP (Gross Domestic Product) เป็น 1% ของ GDP ซึ่งก็นับได้ว่าเป็นการเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว และทำให้เห็นว่ารัฐบาลเริ่มจะหันมาให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ว่าเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพียงแต่ยังขาดมาตรการต่างๆที่จะมาดำเนินการ หรือทำให้องค์กรที่เกี่ยวข้อง หรือเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ดำเนินงานออกมาอย่างเป็นรูปธรรม
พูดกันถึงเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแล้วไทยก็ไม่ใช่จะไม่มีอะไรเสียทีเดียว ก็เห็นมีความพยายามในการไปพูดในที่ต่างๆ และการกำหนดนโยบายอยู่เหมือนกัน ดังที่รัฐบาลได้มีนโยบายเพิ่มงบประมาณในการวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจาก 0.2% ของ GDP (Gross Domestic Product) เป็น 1% ของ GDP ซึ่งก็นับได้ว่าเป็นการเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว และทำให้เห็นว่ารัฐบาลเริ่มจะหันมาให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ว่าเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพียงแต่ยังขาดมาตรการต่างๆที่จะมาดำเนินการ หรือทำให้องค์กรที่เกี่ยวข้อง หรือเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ดำเนินงานออกมาอย่างเป็นรูปธรรม
ที่ผ่านมาก็มีการพูดถึงเรื่องนวัตกรรมและการสร้างสรรค์กันพอสมควร แต่น่าจะเป็นลักษณะศิลปกรรมและจิตรกรรม หรือเป็นเรื่องทางสังคมเสียมากกว่า หรืออีกอย่างก็คือยังมีความเข้าใจกันไปคนละทิศละทาง ทำให้ยังไม่เห็นอะไรที่เป็นรูปธรรมมากนัก
ลองมาดูประเทศอื่นๆ กันบ้าง โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาอย่างเราๆ ซึ่งที่จริงผู้เขียนพยายามจะหาตัวเลขการยื่นขอหรือการจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ มากกว่าตัวเลขที่จะนำมาเล่าให้กันฟังต่อไปนี้ แต่หาไม่ได้ในประเทศที่ผู้เขียนจะนำมายกตัวอย่าง ก็เลยต้องใช้ตัวเลขการตีพิมพ์รายงานผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์แทน การที่ผู้เขียนพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ตัวเลขรายงานผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ ก็เพราะงานวิจัยนั้นอาจไม่ได้ถูกนำไปพัฒนาต่อจนเป็นสินค้าหรือบริการเข้าสู่ตลาด เป็นผลดีกับเศรษฐกิจและการแข่งขันของประเทศก็ได้ แต่กลับเป็นรายงานที่วางอยู่บนหิ้งเฉยๆ อย่างที่ผู้อ่านหลายๆ ท่านคงเคยได้ยินแล้ว ซึ่งก็จะไม่มีประโยชน์อะไร อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงคราวที่หาตัวเลขการจดสิทธิบัตรไม่ได้ ก็เห็นจะต้องอนุโลมนำตัวเลขรายงานผลการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์มาแทน ซึ่งที่จริงท่านผู้อ่านที่ทราบเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาหลายท่านก็คงเถียงเหมือนกันว่า ตัวเลขการจดสิทธิบัตรที่จริงก็ไม่ได้บอกว่าจะมีการนำไปพัฒนาต่อจนมาเป็นสินค้าหรือบริการเข้าสู่ตลาด เพราะมีผลงานวิจัยมากมายที่จบอยู่แค่การจดสิทธิบัตร พอได้สิทธิบัตรแล้วก็จบ และแถมยังมีสิทธิบัตรมากมายที่เขาเรียกว่าเป็นสิทธิบัตรขยะ เอาไปทำอะไรก็ไม่ได้ บางทีแค่การพิสูจน์แนวคิด (Proof Of Concept) ก็ไม่ผ่านแล้ว ซึ่งผู้เขียนก็เห็นด้วย
คราวนี้ลองมาดูตัวเลขกัน ท่านผู้อ่านเห็นแล้วก็จะถึงบางอ้อกันละว่า ทำไมประเทศอย่างอิหร่านถึงลุกขึ้นมาจะทดลองโน่นนี่ เล่นเอาสหรัฐต้องลุกขึ้นมาเต้นไปด้วย ก็ตั้งแต่ปี 2539–2551 ประเทศอิหร่านมีผลงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นถึง 18 เท่าตัว ถ้าดูผลงานวิจัยที่ทำเป็นรายงานหมื่นกว่าฉบับ ก็ไม่นับว่ามากเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น แต่ประเทศอย่างอิหร่านซึ่งดูเงียบๆ ปิดๆ กลับมีผลงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และถ้าทราบเหตุผลต่อไปว่าเกิดอะไรขึ้น ท่านผู้อ่านก็น่าจะงงกับชีวิตได้แล้ว เพราะผลงานวิจัยที่อิหร่านทำร่วมกับสหรัฐ ใช่แล้วสหรัฐ ผู้เขียนไม่ได้เขียนชื่อประเทศผิด เห็นเขาฮึ่มๆ กันอยู่นะ แต่ความสัมพันธ์ของนักวิทยาศาสตร์ของทั้ง 2 ประเทศนี้ กลับดำเนินไปด้วยดี และมีผลงานวิจัยร่วมกันเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า เรื่องของนักวิทยาศาสตร์เขาไม่มีความขัดแย้งเหมือนเรื่องการเมือง ผู้เขียนเคยไปเยี่ยมชมศูนย์ทดลองที่เซิร์น (CERN–European Council For Nuclear Research) ซึ่งอยู่ชายแดนประเทศสวิตเซอร์แลนด์ต่อกับฝรั่งเศส เป็นการทดลองอนุภาคให้วิ่งวนๆ แล้วก็ชนกันแตก นัยว่าเพื่อดูเป็นตัวอย่างของโลกที่แตกออกมาว่ามีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง ที่นั่นมีนักวิทยาศาสตร์จากหลายประเทศ รวมทั้งจากสาธารณรัฐประชาชนจีน และจากไต้หวัน พวกเขาทำงานร่วมมือกันอย่างดียิ่ง ไม่มีรังเกียจรังงอนว่าเป็นชาติไหนภาษาใด นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้เขามองว่าการเติบโตทางวิทยาศาสตร์โดยการร่วมมือกันนั้น เป็นเรื่องที่ประเทศต่างๆ ในโลกจะต้องร่วมมือกัน และเป็นการแก้ปัญหาในระดับโลก จะเห็นได้ว่าผลงานวิจัยร่วมที่ได้รับการตีพิมพ์ในช่วงปีหลังๆ นี้ เพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 3 จากเดิมที่มีเพียง 1 ใน 4
นอกจากนี้ ประเทศกำลังพัฒนาอย่างจีน บราซิล และอินเดีย ก็หันมาทำการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วกลับมีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลดลง เช่น สหรัฐ ลดลงจาก 26% เป็น 21% ขณะที่จีนมีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์เพิ่มจาก 4.4% เป็น 10.2% ทำให้จีนไต่จากอันดับที่ 6 มาเป็นอันดับที่ 2
ดังนั้น สำหรับประเทศไทย ถ้าหากต้องการจะก้าวกระโดด และต้องการให้ขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นจริงๆ ก็เห็นจะต้องหันมาทุ่มเทในเรื่องของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างจริงจัง โดยต้องไม่สะดุดขาตัวเองเสียก่อน แต่ถามว่ายากไหม ต้องยอมรับว่ายากแน่นอน เพราะไม่ใช่แต่ปัญหาในเรื่องของงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีสารพันปัญหาอีก ในเรื่องใหญ่ๆ ที่เห็นกันชัดๆ ก็ปัญหาในเรื่องกำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชั้นสูง หันไปทางไหนก็ดูจะเวิ้งว้างเอาทีเดียว ซึ่งคงจะพูดถึงในฉบับนี้ไม่ได้แล้ว เนื่องจากเนื้อที่ไม่พอ เพราะต้องร่ายยาวกันอีกพอสมควรทีเดียว เนื่องจากเป็นเรื่องระดับชาติอีกเช่นกัน







