
มาร์คเปิดโต๊ะเจรจา ต่อลมหายใจรัฐบาล
8...ทีมข่าวการเมือง
การยอมรับเงื่อนไข การเจรจา ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตามคำเรียกร้องของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดง คือการ
“ยอม” ถอยออกมาหนึ่งก้าว เพื่อแสดงให้สังคมได้มองเห็นถึง ความจริงใจ ในการคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมือง ที่ตึงเครียดอยู่ในขณะนี้ของ อภิสิทธิ์เป็นการ
“ยอม” ตามสิ่งที่ อภิสิทธิ์ ได้เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่า หากเป็นการเจรจาเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งก็พร้อมจะเจรจาเป็นการ
“ยอม” หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศบนเวทีคนเสื้อแดงว่า “การเจรจามีแต่เรื่องการยุบสภาอย่างเดียว ไม่ต้องมาพูดเรื่องของผมอีก เพราะตอนนี้อยู่ระหว่างอุทธรณ์ ขอให้เจรจาเรื่องเกี่ยวกับบ้านเมืองแท้ๆ ไม่ต้องสร้างเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น ขอให้เป็นเรื่องประชาธิปไตยและความเป็นธรรมเท่านั้น”เป็นการ
“ยอม” หลังจากที่ บรรหาร ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ตัวจริงเสียงจริง และ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลอันดับที่ 1 และ 2 ออกมาสนับสนุนแนวทาง การเจรจาเป็นการ
“ยอม” หลังจากที่ คนเสื้อแดง ประกาศว่าจะเคลื่อนพลไปที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) ในวันที่ 28 มี.ค. เพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียุบสภา โดยจะส่งตัวแทน 4 คน เข้าไปเจรจากับ อภิสิทธิ์ ใน ร.11 รอ. ด้วยมือเปล่า หากมีการปิดกั้นก็จะปีนรั้วเข้าไป และถ้าภายใน 2 ชม. ตัวแทนทั้ง 4 คนไม่ออกมา คนเสื้อแดงจะบุกเข้าไปใน ร.11 รอ. ทันที ซึ่งหากปล่อยให้สถานการณ์เดินไปทุกจุดนั้นๆ ก็ยากที่จะคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยเป็นการ
“ยอม” หลัง ประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ออกมาระบุว่า วุฒิสภาได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก จากการนำกำลังทหารเป็นจำนวนมากเข้ามาตรึงพื้นที่รอบรัฐสภา โดยมีการนำรั้วลวดหนามและบังเกอร์คอนกรีตปิดกั้นเส้นทาง เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมเป็นการ
“ยอม” ด้วยสถานการณ์และปัจจัยแวดล้อมรอบด้าน ที่ทำให้ อภิสิทธิ์ ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ จนทำให้เกิด ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ของการเมืองไทย ที่ “ผู้นำรัฐบาล” ยอมลงมานั่งหัวโต๊ะร่วมวงเจรจากับ “ผู้นำม็อบ” ซึ่งไม่ใช่ปรากฏการณ์ปกติของการเมืองไทยเป็นการ
“ยอม” เปิดโต๊ะเจรจาที่ อภิสิทธิ์ จำเป็นต้องทำ ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ตัวเอง ในการบริหารราชการแผ่นดินต่อไปเพราะนับตั้งแต่คนเสื้อแดงมารวมตัวกันชุมนุมใหญ่ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ เมื่อวันที่ 12 มี.ค. จนถึงขณะนี้กว่า 2 สัปดาห์ เป็นช่วงเวลาที่ อภิสิทธิ์ ไม่สามารถเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ
“ฝ่ายบริหาร” ได้การประชุมคณะรัฐมนตรีซึ่งปกติจะมีขึ้นทุกวันอังคาร ไม่สามารถดำเนินการได้ ต้องงดประชุมไปหนึ่งสัปดาห์ สัปดาห์ต่อมาต้องย้ายไปประชุมที่กระทรวงสาธารณสุข และยังไม่ชัดเจนว่าการประชุมครั้งหน้าจะย้ายไปใช้สถานที่ใดเป็นที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
เป็นช่วงเวลา 2 สัปดาห์ที่ พรรคร่วมรัฐบาล รู้สึกไม่สบายใจต่อสถานการณ์ทางการเมืองที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน และไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอเรื่องการยุบสภาของคนเสื้อแดง และเฝ้าดูอยู่ว่า อภิสิทธิ์ จะดำเนินการแก้ปัญหานี้อย่างไร
เป็นช่วงเวลา 2 สัปดาห์ที่ อภิสิทธิ์ ต้องย้ายไปตั้งหลักบัญชาการแก้ไขสถานการณ์ทางการเมือง ร่วมกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. อยู่ที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ภายใน ร.11 รอ.
และเป็นช่วงเวลา 2 สัปดาห์ที่ อภิสิทธิ์ ต้องระหกระเหินออกจากบ้านพักส่วนตัว ซอยสุขุมวิท 31 ไม่สามารถใช้วิถีชีวิตตามปกติกับครอบครัวได้ โดยต้องย้ายมาใช้ชีวิตกินนอนอยู่ในค่ายทหารเป็นส่วนใหญ่
ทั้งหลายทั้งปวงนี้คือเหตุผลที่ทำให้ อภิสิทธิ์ ต้องตัดสินใจยอมรับเงื่อนไขการเจรจา เพื่อฟันฝ่าอุปสรรคและประคับประคองรัฐบาลให้มีอายุยืนยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้นำรัฐบาลที่พึงกระทำ
แต่ใช่ว่าการเจรจาครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะ อภิสิทธิ์ จนมุมต่อสถานการณ์ แต่เป็นการหยิบฉวยทางเดินที่เหลืออยู่ มาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการดำรงอยู่ของรัฐบาลต่างหาก
เพราะการยอมรับเงื่อนไขการเจรจาครั้งนี้ เท่ากับเป็นการ
“ลดแรงเสียดทาน” ทางการเมือง ที่กำลังทวีความเข้มข้นและมีแนวโน้มที่จะบานปลายนำไปสู่ความรุนแรง สามารถลดความร้อนแรงลงได้ในระดับหนึ่งที่สำคัญในสายตาประชาชน อภิสิทธิ์ จะมีแต่ได้กับได้ ในแง่ของ
“การเปิดใจกว้าง” ของผู้นำประเทศที่ยอมลดตัวลงไปเจรจากับม็อบ เพื่อแสดงความจริงใจในการ “ให้ความสำคัญ” และยอมรับฟังเหตุผลของคนเสื้อแดง ในฐานะพี่น้องประชาชนคนไทยด้วยกันนอกจากนี้ เวทีการเจรจาที่มีรูปแบบคล้ายคลึงกับการโต้วาที และมีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ไปทั่วประเทศเป็นเวทีที่ อภิสิทธิ์มีความช่ำชองไม่แพ้ใคร
ดังนั้นการเปิดโต๊ะเจรจาครั้งนี้ จึงเท่ากับเป็นการกลับมานับหนึ่งใหม่ทั้งหมด การดำเนินการใดๆ ของคนเสื้อแดงตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งต้องยอมรับความจริงว่า คนเสื้อแดงอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบ เพราะสามารถกดดันไม่ให้ อภิสิทธิ์สามารถบริหารบ้านเมืองได้เป็นผลสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ จะถูกกลบเกลื่อนและลบเลือนไปจากสังคมทันที
เกมนี้จึงถือว่าเข้าทาง อภิสิทธิ์
สิ่งที่เหลือก็คือ ใครจะสามารถช่วงชิงมวลชน ผ่านหน้าจอทีวีได้มากกว่ากัน เพราะนับตั้งแต่วินาทีแรกที่การเจรจาเริ่มขึ้น สถานีโทรทัศน์ทุกช่องได้พร้อมใจกันงดรายการปกติ และถ่ายทอดสดการเจรจาครั้งประวัติศาสตร์
การเจรจาครั้งนี้ประชาชนทั่วประเทศได้มีโอกาสรับฟังเหตุและผลของทั้งสองฝ่ายแบบสดๆ ซดกันแบบหมัดต่อหมัด เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายดึงแนวร่วมมาเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของคนเสื้อแดง ดูจะไม่ได้สนใจผลสรุปที่จะได้จากวงเจรจาเพราะรู้ดีอยู่แก่ใจว่า คำตอบบรรทัดสุดท้ายที่ต้องขีดเส้นใต้สองเส้นของรัฐบาลคือ
“ไม่ยุบสภา”ดังนั้น การเจรจาครั้งนี้จึงไม่ใช่ทางออกให้กับประเทศ แต่จะเป็นเพียง นวัตกรรมใหม่ ทางการเมือง ที่ทุกฝ่ายช่วยกันสรรค์สร้างขึ้นมา ทั้งที่โดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองในการขับเคลื่อนทางการเมืองต่อไป
ขณะที่ปวงชนชาวไทยที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงก็ได้แต่เฝ้าดู
“การแสดง” ทางการเมืองของทั้งสองฝ่ายต่อไป






