
ราคา LPG : ปัญหาอมตะที่ไม่มีวันตาย
...มนูญ ศิริวรรณ
เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2553 คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) กระทรวงพลังงาน ที่มีท่าน รมว.พลังงาน เป็นประธานคณะกรรมการ ได้พิจารณาการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ในประเทศ และได้มีมติเกี่ยวกับแนวทางแก้ปัญหา LPG ขาดแคลน 4 ประการ คือ
1.การเพิ่มความสามารถในการนำเข้า ด้วยการบริการจัดการคลังก๊าซ LPG ของ ปตท. ที่เขาบ่อยา จ.ชลบุรี ให้สามารถรับ LPG นำเข้าได้ 110,000 ตันต่อเดือน (จากปัจจุบันที่ 88,000 ตันต่อเดือน) และอนุมัติให้ ปตท. เช่าคลังลอยน้ำ (Floating Storage) ชั่วคราว ทำให้รับการนำเข้าได้เพิ่มขึ้น 44,000 ตันต่อเดือน รวมขีดความสามารถทั้งสิ้นเป็น 154,000 ตันต่อเดือน ซึ่งจะเพียงพอกับปริมาณนำเข้า LPG ในปีนี้ที่ประมาณว่าจะอยู่ระหว่าง 110,000154,000 ตันต่อเดือน
2.เลื่อนการปิดซ่อมบำรุงประจำปีของโรงแยกก๊าซธรรมชาติบางแห่งออกไปเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิต LPG ในประเทศ
3.บริหารจัดการการใช้ LPG ในประเทศผ่านมาตรการจูงใจรถแท็กซี่ให้เปลี่ยนการใช้ LPG มาเป็น NGV จำนวน 20,000 คัน ซึ่งสามารถลดปริมาณความต้องการใช้ก๊าซ LPG ในปีนี้ลงได้ 140,000 ตัน และให้เร่งป้องกันการลักลอบส่งออก LPG ไปยังประเทศเพื่อนบ้านตามพรมแดน (ราคา LPG บ้านเราถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากมีการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาอุดหนุน และตั้งราคาต่ำกว่าราคาในตลาดโลก ทำให้มีการลักลอบส่งออกตามแนวชายแดน เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านต้องนำเข้า LPG ตามราคาในตลาดโลกโดยไม่มีการอุดหนุน)
4.เพิ่มปริมาณการจัดหา LPG ในประเทศ โดยเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่ขนอม โดยใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้โรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 4 (ซึ่งอยู่ที่ขนอม) สามารถเดินเครื่องผลิต LPG ได้เพิ่มขึ้น แต่การใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มมากขึ้นจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. สูงขึ้น ดังนั้น กบง. จึงเห็นชอบให้ชดเชย กฟผ. โดยลดราคาก๊าซธรรมชาติให้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวสามารถลดภาระเงินกองทุนน้ำมันจากการนำเข้า LPG น้อยลงได้ถึง 200 ล้านบาทต่อเดือน (แต่ไม่ได้ระบุว่าค่าก๊าซธรรมชาติที่ลดให้ กฟผ. เป็นเงินเท่าไร และใครเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งคงต้องน้อยกว่า 200 ล้านบาทต่อเดือนแน่นอน)
นอกจากนี้ ยังจะหารือกับทางโรงกลั่นน้ำมันให้เปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงในการกลั่นจาก LPG ไปใช้ก๊าซธรรมชาติแทน เพื่อที่จะได้นำก๊าซ LPG ที่โรงกลั่นผลิตได้มาขายแทนการใช้เอง ซึ่งจะเพิ่มปริมาณ LPG ในประเทศได้
อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนชนิดเชื้อเพลิงดังกล่าวทำให้โรงกลั่นน้ำมันมีต้นทุนที่สูงขึ้น ที่ประชุม กบง. จึงเห็นชอบให้จ่ายเงินชดเชยราคาต้นทุนที่สูงขึ้นให้กับโรงกลั่น (ไม่ได้ระบุว่าเป็นเงินเท่าไรและจ่ายโดยใคร แต่เข้าใจว่าจะจ่ายโดยกองทุนน้ำมัน) เพราะกองทุนน้ำมันลดภาระการชดเชยการนำเข้า LPG ได้ประมาณ 38.37 ล้านบาท ไม่ระบุว่าระยะเวลาเท่าใด แต่เข้าใจว่าต่อเดือน)
จะเห็นว่ามาตรการทั้งหมดนั้นเป็นมาตรการที่แก้ปัญหาการขาดแคลน LPG ที่ปลายเหตุทั้งสิ้น เพราะต้นเหตุแห่งปัญหา คือการตั้งราคา LPG ที่ไม่เหมาะสมและไม่อ้างอิงราคาในตลาดโลก ทำให้ LPG ในบ้านเราราคาถูกจนเกินไป ในขณะที่ราคาน้ำมันนั้น อ้างอิงราคาในตลาดโลก และมีราคาสูงขึ้นโดยลำดับ จึงทำให้มีผู้หันมาใช้ LPG แทนน้ำมันกันเป็นจำนวนมาก ทั้งในการคมนาคมและในอุตสาหกรรม ตลอดจนการลักลอบส่งออกตามแนวชายแดน ประกอบกับราคา LPG ที่ต่ำทำให้ไม่เกิดจิตสำนึกในการประหยัดพลังงาน ในการใช้ LPG ในภาคครัวเรือน ทำให้ความต้องการ LPG ในประเทศเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด
ในอดีตประเทศไทยผลิต LPG ได้พอใช้และยังเหลือส่งออกได้ด้วยจึงไม่เป็นปัญหามากนัก แต่ปัจจุบันเราต้องนำเข้า LPG ตามราคาตลาดโลก (ประมาณ 724 เหรียญสหรัฐต่อตัน ตามราคาเดือน ก.พ. 2553 และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อยๆ) โดยต้องนำเข้าประมาณ 1.11.5 แสนตันต่อเดือน รวมแล้วปี 2553 เราอาจต้องนำเข้า LPG ถึง 1.31.8 ล้านตัน ซึ่งกองทุนน้ำมันต้องมีภาระชดเชยการนำเข้าให้ ปตท. ถึง 1,6062,017 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 19,00024,000 ล้านบาทต่อปี (ถ้าราคา LPG ในตลาดโลกไม่เพิ่มมากกว่านี้)
คำถามมีว่าเงินกองทุนน้ำมันมาจากไหน คำตอบคือมาจากผู้ใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์เป็นส่วนใหญ่ เพราะปัจจุบันเงินที่ไหลเข้ากองทุนน้ำมันอย่างเป็นกอบเป็นกำคือมาจากผู้ใช้น้ำมันเบนซิน 95 และ 91 โดยเรียกเก็บเข้ากองทุนฯ สูงถึงลิตรละ 7.50 บาท และ 6.70 บาท ตามลำดับ ผู้ใช้แก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ซึ่งถือเป็นพลังงานทดแทนก็ยังถูกเรียกเก็บเข้ากองทุนฯ ลิตรละ 2.80 บาท และ 1.40 บาท ตามลำดับ ส่วนผู้ใช้น้ำมันดีเซล B2 ถูกเรียกเก็บลิตรละ 85 สตางค์ โดยนำไปชดเชยให้ผู้ใช้น้ำมันเบนซิน B5 ลิตรละ 80 สตางค์ ก็ถือว่าหมดกันไปเพราะยอดขายของ B2 กับ B5 พอๆ กัน
ดังนั้น ผู้ใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์จึงเป็นผู้อุดหนุนราคา LPG รายใหญ่ ไม่ใช่รัฐบาลอย่างที่ประชาชนเข้าใจกัน รัฐบาลเพียงแต่จับแพะชนแกะโดยตัวเองไม่ได้ควักสตางค์แต่อย่างใด จึงต้องถามว่ามีความชอบธรรมเพียงใดที่รัฐบาลเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ (ซึ่งไม่ใช่คนรวยทั้งหมด) ไปอุดหนุนผู้ใช้ก๊าซ LPG (ซึ่งไม่ใช่คนจนทั้งหมด โดยเฉพาะในภาคขนส่ง, อุตสาหกรรม และปิโตรเคมี ซึ่งเป็นคนรวยและประกอบกิจการค้าธุรกิจและอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งควรจะใช้พลังงานในราคาตามตลาดโลก เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันกับชาติอื่น)
ผมเองในฐานะผู้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์รู้สึกว่า การกระทำของรัฐบาลไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง ผมยินดีเสียเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อไปสนับสนุนเสถียรภาพของราคาน้ำมันไม่ให้ขึ้นลงมากๆ ตามวัตถุประสงค์ดั้งเดิมของกองทุนน้ำมัน หรือจะเอาไปใช้ในเรื่องการขนส่งมวลชน เช่น รถไฟฟ้า หรือปรับปรุงถนนหนทาง ลดปัญหาการจราจรติดขัด รณรงค์ให้มีการประหยัดพลังงาน ฯลฯ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่สาธารณชนและผู้ใช้รถใช้ถนน
แต่ผมไม่ยินดีให้รัฐบาลนำเงินของผมไปอุดหนุนคนรวยที่ใช้รถคันใหญ่ แต่ไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำมันเลยต้องหันมาใช้ LPG หรือไปอุดหนุนโรงงานอุตสาหกรรมที่หันมาใช้ LPG แทนน้ำมันเพราะราคาถูกกว่าน้ำมันเตา (ซึ่งเป็นเรื่องโง่เขลาที่สุดที่ประเทศไทยทำให้ราคา LPG ถูกกว่าราคาน้ำมันเตา) หรือไปอุดหนุนให้คนในประเทศเพื่อนบ้านได้ใช้ LPG ในราคาถูก หรืออุดหนุนพ่อค้าแม่ค้าขายอาหารหรือข้าวแกง เพื่อไม่ให้ขึ้นราคา (ตามข้ออ้างของรัฐบาล) แต่ในที่สุดก็ขึ้นราคาทั้งๆ ที่ราคา LPG ไม่ได้แพงขึ้นแต่อย่างใด
อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนี้ผมไม่ตำหนิกระทรวงพลังงานหรือ กบง. เพราะ รมว.พลังงาน หรือ กบง. ต้องปฏิบัติตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพราะ กพช. มีนโยบายตรึงราคา LPG ไปจนถึงสิ้นเดือน ส.ค. (ความจริงตรึงมาหลายปีแล้วโดยขยายเวลาออกไปทีละ 6 เดือน พอครบก็ต่ออายุออกไปเรื่อยๆ ไม่มีใครกล้าขึ้นราคาเพราะกลัวเสียคะแนนนิยม) ซึ่งพอถึงสิ้นเดือน ส.ค. ก็อาจมีการแยกตลาด LPG ออกเป็น 2 ตลาด คือ ตลาดขนส่งและครัวเรือน กับตลาดอุตสาห กรรมและปิโตรเคมี โดยอาจลอยตัวราคา LPG ในภาคอุตสาหกรรมและปิโตรเคมี แต่ตรึงราคาในส่วนของขนส่งและครัวเรือนต่อไป
การกระทำดังกล่าว ปัญหาก็คงไม่จบหรอกครับ เพราะจะมีปัญหาลักลอบใช้เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งปัญหา ผมถึงบอกว่าราคา LPG เป็นปัญหาอมตะที่ไม่มีวันตายยังไงละครับ !!! m







