
เรเมืองเรื่อง "รัฐธรรมนูญ" วังวนแห่งความขัดแย้ง
10 ธ.ค.ของทุกปี เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นวันรัฐธรรมนูญ ในด้านพัฒนาการของรัฐธรรมนูญของไทยตลอด 80 ปีที่ผ่านมา
10 ธ.ค.ของทุกปี เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นวันรัฐธรรมนูญ ในด้านพัฒนาการของรัฐธรรมนูญของไทยตลอด 80 ปีที่ผ่านมา
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้ามองในประเด็นเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชนก็ได้รับการแก้ไขปรับปรุงให้มีทิศทางที่ดีขึ้นมาตลอด โดยเฉพาะการมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540
สิ่งที่ได้รับการปรับปรุงอย่างชัดเจนที่สุดคือ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และ ระบบการตรวจสอบถ่วงดุล
รัฐธรรมนูญ 2540 วางแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่ต้องยึดหลัก “ความเท่าเทียมกัน” โดยความเท่าเทียมกันนี้รัฐมีหน้าที่กระจายทรัพยากรอย่างยุติธรรม เช่น การให้ประชาชนเข้าถึงการศึกษาภาคบังคับ หรือการให้ประชาชนได้รับโอกาสในที่ดินทำกินเพื่อให้สามารถเลี้ยงตัวเองโดยไม่ต้องเป็นภาระของประเทศ เป็นต้น
ส่วนระบบการตรวจสอบถ่วงดุล รัฐธรรมนูญไทยถูกออกแบบให้ฝ่ายการเมืองในฐานะผู้เข้าสู่อำนาจรัฐต้องผ่านการกลั่นกรองอย่างเข้มข้นเพื่อให้ได้บุคคลที่ดีมีความสามารถปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ
จนกลายเป็นที่มาของการเกิดองค์กรตามรัฐธรรมนูญมากมาย ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองผู้ตรวจการแผ่นดิน ดังจะเห็นได้จากในอดีตที่ผ่านมามีหลายคดีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องตกเก้าอี้เพราะระบบนี้มาแล้ว
แม้ว่าในช่วงหนึ่งประเทศไทยจะได้ขึ้นชื่อว่ามีรัฐธรรมนูญที่ดีสุดฉบับหนึ่งของโลกภายหลังการมีรัฐธรรมนูญ 2540 และเป็นความหวังว่าประเทศไทยจะได้ไม่ต้องกลับไปอยู่วังวนของความขัดแย้งรุนแรงเหมือนเหตุการณ์เดือน ต.ค. 2514 หรือเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
แต่สุดท้ายความขัดแย้งก็เกิดขึ้นอย่างฝังรากลึกโดยที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนจนนำมาสู่การรัฐประหารในปี พ.ศ. 2549
สมคิด เลิศไพฑูรย์ อดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ได้บรรยายเอาไว้ในหนังสือ “พิศรัฐธรรมนูญ” ของสถาบันพระปกเกล้า ถึงปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2540ว่ามีด้วยกัน 4 ประการ คือ 1.ปัญหาการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน 2.ปัญหาเรื่องการผูกขาดอำนาจรัฐและการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม 3.การขาดคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และ 4.ปัญหาการแทรกแซงองค์กรตรวจสอบทำให้ระบบตรวจสอบไม่มีประสิทธิภาพ
ดังนั้น รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นฉบับที่18 จึงมีเจตนารมณ์ที่ต้องการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อลดช่องโหว่ของกฎหมายที่เป็นปัญหามาจากรัฐธรรมนูญ 2540 ตัวอย่างที่เห็นได้เด่นชัดจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอยู่ที่ “การลดการผูกขาดอำนาจรัฐและขจัดการใช้อำนาจหน้าที่ไม่เป็นธรรม” ก่อนกลายเป็นที่มาของข้อกำหนดหลายประการ ดังตัวอย่างพอสังเขปต่อไปนี้
การกำหนดวาระนายกรัฐมนตรีให้อยู่ได้ไม่เกิน 8 ปี
การให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถพิจารณาวินิจฉัยการออกพระราชกำหนดทางการเงินของรัฐบาลได้เพื่อไม่ให้รัฐบาลใช้จ่ายเงินอย่างไม่มีวินัยการคลัง
การยุบพรรคการเมืองในกรณีที่มีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง
การห้ามไม่ให้ สส. และ สว. เข้าไปแทรกแซงส่วนราชการเพื่อประโยชน์ทางการเมือง
การห้ามไม่ให้รัฐบาลไปลงนามข้อตกลงระหว่างประเทศที่อาจมีผลผูกพันกับประเทศไทยโดยพลการโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา
อย่างไรก็ตาม หลังจากประเทศไทยได้บังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2550 มาเป็นเวลาประมาณ 5 ปี ปรากฏว่าความขัดแย้งก็ไม่ได้ลดลงเมื่อฝ่ายการเมืองมีความพยายามต้องการจะแก้ไขเพราะเห็นว่า“ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย เพราะเป็นมรดกของการรัฐประหาร”
ความพยายามของฝ่ายการเมืองในเรื่องนี้เองได้ส่งผลให้เกิดวิกฤตการเมือง เห็นได้ชัดในสมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชน แสดงเจตนาชัดเจนว่าต้องการแก้ไขพุ่งเป้าที่มาตรา 309 เพื่อไม่ให้มีการนิรโทษกรรมการรัฐประหารของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ
ทว่ากลับถูกท้าทายอย่างรุนแรงจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เห็นว่ามีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องถูกดำเนินคดีการทุจริต ความขัดแย้งถูกยกระดับบานปลายจนกลายเป็นการขับไล่รัฐบาลอย่างยาวนานจนในที่สุดเกิดการเปลี่ยนขั้วการเมือง
กระนั้น ใช่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่เกิดขึ้น โดยในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็สามารถดำเนินการได้สำเร็จใน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่1.การเปลี่ยนระบบเลือกตั้งจากระบบสัดส่วนตามกลุ่มจังหวัด และระบบแบ่งเขตเรียงเบอร์มาเป็นระบบบัญชีรายชื่อและเขตเดียวเบอร์เดียว และ 2.มาตรา 190 กำหนดประเภทหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่ต้องผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภา
มาในขณะนี้ กลุ่มอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณ แสดงความพยายามอีกครั้งในการล้มรัฐธรรมนูญ 2550 โดยจะเริ่มเดินเครื่องจริงจังนับจากวันนี้เป็นต้นไป โดยก่อนหน้านี้ถูกเบรกมาแล้วด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เห็นว่า “การแก้ไขทั้งฉบับต้องผ่านการประชามติ”
เป็นผลให้พรรคเพื่อไทยเบนเข็มมาใช้แนวทางการแก้ไขเป็นรายมาตรา และมีความเป็นไปได้ที่จะเริ่มจากมาตราที่เป็นขวากหนามก่อน เช่น มาตรา 68 สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งเคยเกือบทำให้รัฐบาลต้องม้วนเสื่อมาแล้ว
มาตรา 237 เพื่อตัดตอนไม่ให้ยุบพรรคการเมืองได้ง่าย ก่อนที่จะค่อยๆ ดำเนินการเซาะในมาตราอื่นๆ ด้วยพลังของเสียงข้างมากในรัฐสภากว่า300 เสียง
แผนทั้งหมดนี้จะเริ่มขึ้นทันทีที่รัฐสภาเปิดสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติในวันที่ 21 ธ.ค. พร้อมๆ กับการเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งรอบใหม่ไปในตัว เนื่องจากยังมีความแคลงใจว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นส่วนหนึ่งที่ปลดพันธนาการให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ ซึ่งคงหนีไม่พ้นความขัดแย้งระลอกใหม่ที่จะตามมา
ที่สุดแล้วเห็นได้ว่าบทเรียนที่ผ่านมาไม่ได้ช่วยอะไรเลย







