posttoday
วัฒนธรรมความรวยที่เปลี่ยนไป

วัฒนธรรมความรวยที่เปลี่ยนไป

04 ธันวาคม 2555

ถ้าท่านมีโอกาสเดินเข้าไปดูหนังสือในร้านหนังสือใหญ่ๆ ตามศูนย์การค้า นอกจากหนังสือประเภทนวนิยายรักๆ ใคร่ๆ

โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์

ถ้าท่านมีโอกาสเดินเข้าไปดูหนังสือในร้านหนังสือใหญ่ๆ ตามศูนย์การค้า นอกจากหนังสือประเภทนวนิยายรักๆ ใคร่ๆ ที่ฝรั่งเรียกว่า นวนิยายโรแมนซ์แล้ว หนังสืออีกประเภทหนึ่งที่วางขายกันมาก เห็นจะได้แก่หนังสือประเภทสอนคนให้เล่นหุ้น เล่นทอง วิธีรวยทางลัด ทำอย่างไรถึงจะรวยง่ายๆ โดยไม่ต้องทำงาน ประวัติและผลงานของนักเก็งกำไร อะไรทำนองนี้

ความจริงหนังสือประเภทนี้ก็เป็นหนังสือที่มีสาระน่าอ่าน เป็นหนังสือที่สร้างความหวังให้ผู้คนในยามที่บ้านเมืองกำลังมีปัญหา เศรษฐกิจคุ้มดีคุ้มร้าย วันหนึ่งมีข่าวดี หุ้นขึ้น อีกวันถัดมามีข่าวร้าย หรือมีใครออกมาพูดว่า ข่าวที่ว่าดีเมื่อวันก่อนไม่ดีจริง หุ้นก็จะตก การซื้อหามาอ่านก็ไม่ใช่เป็นเรื่องเสียหาย ถ้ามีสตางค์ซื้อ เพราะแต่ละเล่มราคาเป็นร้อยขึ้นไป

สิ่งที่น่าคิด คือ ในขณะที่เรากำลังเป็นห่วงเรื่องความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยปัญหาเรื่องการจ้างงาน ถ้าค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นทั่วประเทศวันละ 300 บาท ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ คุณภาพด้อยลง สินค้าส่งออกโดยทั่วไปยกเว้นสินค้าบางประเภท เช่น ยานยนต์ ซึ่งนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนและบริหารจัดการมีปัญหา ขาดการพัฒนาด้านเทคโนโลยี การกระตุ้นให้คนในชาติสนใจที่จะรวยด้วยการเล่นหุ้น ซื้อลอตเตอรี่ เล่นตัวเลขดัชนีราคาหุ้น และสินค้าโภคภัณฑ์ ส่งเสริมการเก็งกำไร จะช่วยให้มีการลงทุนในธุรกิจใหม่ และพัฒนาธุรกิจให้ก้าวหน้าขึ้นหรือไม่

โดยส่วนตัว ผมอยากเห็นหนังสืออีกประเภทหนึ่งวางขายในร้านขายหนังสือมากกว่านี้ เช่น หนังสือประเภทวิธีทำอย่างไรให้เป็นเถ้าแก่อู่ซ่อมรถ ทำอย่างไรจะทำให้ธุรกิจร้อยล้านกลายเป็นธุรกิจพันล้าน ทำอย่างไรอายุไม่ถึง 30 ถึงจะเป็นเจ้าของกิจการ ทำอย่างไรจะผลิตเฟอร์นิเจอร์จากไม้ธรรมชาติที่อยู่คู่บ้านไปถึงลูกหลาน ทำอย่างไรถึงจะเจียระไนพลอยให้แวววาวแต่ไม่เสียน้ำหนัก เป็นต้น

ผมรู้จักช่างซ่อมประปาคนหนึ่งในหมู่บ้านตั้งแต่เมื่อย้ายเข้ามาในหมู่บ้านเมื่อประมาณ 30 กว่าปีที่แล้ว แกรับติดตั้งซ่อมท่อประปา ปั๊มน้ำ ท่อซิงก์ โถชักโครก จนเป็นที่รู้จักของคนทั้งหมู่บ้าน แต่เดี๋ยวนี้เป็นเจ้าของร้านขายฮาร์ดแวร์ตึกแถว 5 ห้อง หน้าหมู่บ้าน ขายสินค้าฮาร์ดแวร์ทุกอย่าง ตั้งแต่แหวนและนอตตัวเล็กๆ จนถึงปั๊มน้ำและรถเข็นปูน มีปั๊มลมเล็กๆ ติดไว้หน้าร้าน รับจ้างสูบลมจักรยานชาวบ้านครั้งละ 5 บาท ซึ่งผมรู้สึกว่าค่อนข้างจะแพง แต่ก็ดีกว่าต้องซื้อสูบมาทำเอง เพราะชาวบ้านรุ่นเดียวกันตอนนี้ก็เข้าสู่วัยเกษียณกันหมด ไม่อยากเสี่ยงก้มหน้าก้มหลังสูบลมจักรยานเอง เพราะพลาดท่าพลาดทางต้องไปนอนโรงพยาบาลแพงกว่ากันแยะ สรุปแล้วแกก็รวยไป มีลูกน้องช่วยงานอีก 2-3 คน เดี๋ยวนี้ใครเรียกให้ไปทำท่อซิงก์ก็คงไม่ไป เพราะยุ่งเก็บเงินกับนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่หน้าร้าน ไม่ต้องวิ่งรอกไปทำงานที่นั่นบ้างที่นี่บ้างเหมือนผม

เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับการจราจรไปวันหนึ่งๆ เป็นที่น่าอิจฉา

ที่เล่าให้ฟังก็เพราะผมคิดว่า เศรษฐกิจไทยในอนาคตจะเข้มแข็งขึ้นได้ต้องสร้างคำนิยมในการสร้างความรวยของคนไทยไม่ให้มุ่งรวยทางลัด หรือรวยจากการเก็งกำไร แต่มุ่งทำงานเพื่องาน เพื่อสร้างสินค้าที่มีคุณภาพ สร้างธุรกิจของตัวเองเหมือนคนยุคเก่าหลายคนที่ผมรู้จัก แต่ถ้าใช้มาตรฐานของคนสมัยนี้ก็ต้องบอกว่า เป็นคนบ้างาน คือ มุ่งมั่นทำงาน ส่วนถ้าทำงานแล้วเกิดรวยขึ้นมาก็เป็นอะไรที่น่าภาคภูมิใจ แต่ที่ภูมิใจที่สุด คือ ภูมิใจในความสำเร็จที่มีโอกาสได้ทำงานได้สร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ และท้ายสุดได้เป็นนายของตัวเอง คือ เป็นเจ้าของกิจการหรือเป็นเถ้าแก่

เนื่องจากคนที่อยากเป็นเถ้าแก่นั้นจะต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมายมหาศาลกว่าจะประสบความสำเร็จ คือ ต้องล้มๆ ลุกๆ หลายครั้ง คนที่จะเป็นเถ้าแก่จึงควรเริ่มต้นความพยายามตั้งแต่อายุยังน้อย ประมาณว่าไม่เกิน 35-40 เพราะถ้าอายุมากกว่านั้น ถ้าล้มแล้วอาจไม่มีโอกาสและเวลาที่จะลุกใหม่

ผมมีเพื่อนหลายคนที่เรียนหนังสือมาด้วยกันจากโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์ พอจบโรงเรียนก็เลือกที่จะทำงานขายหรือเซลส์แมนมากกว่าที่จะทำงานนั่งโต๊ะ พอทำงานหาประสบการณ์พักหนึ่ง ก็เริ่มทำธุรกิจของตนเอง ทำไปแล้วไม่ประสบความสำเร็จก็กลับไปทำงานเป็นลูกจ้างใหม่ พอทำไปเรียนรู้ประสบการณ์จากบทเรียนที่ได้รับ ก็ออกมาทำธุรกิจของตัวเองใหม่ จนท้ายที่สุดก็ตั้งหลักได้ ค่อยๆ ขยายธุรกิจจนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทมหาชนก็หลายคน

ในฐานะที่เคยทำงานเป็นผู้บริหารระดับสูงสุดในหน่วยงานธุรกิจขนาดแสนล้านมาแล้ว ผมคิดว่าการเป็นผู้บริหารในองค์กรเหล่านั้นง่ายกว่าการเป็นเถ้าแก่ในบริษัทเล็กๆ ของเพื่อนผมเป็นไหนๆ เพราะอย่างน้อยผมก็มีทรัพยากรขององค์กรทั้งคน ทั้งชื่อเสียง ทั้งเงินและระบบงานขององค์กรเหล่านั้นสนับสนุน แต่เพื่อนผมเหล่านั้นต้องวิ่งเต้นหาเงินตัวเป็นเกลียวมาหล่อเลี้ยงธุรกิจ ต้องทำอย่างไรให้ลูกค้าเชื่อถือ ทำอย่างไรถึงจะได้คนดีมาร่วมงาน แต่ไม่มีกำลังจะจ่ายเงินเดือนและสวัสดิการได้ระดับเดียวกับธุรกิจขนาดใหญ่ ทำอย่างไรถึงจะลดต้นทุนให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับคู่แข่งที่มีคำสั่งการผลิตสูงกว่าต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่า และทำอย่างไรจะดูแลครอบครัว เพราะต้องทำงานทุกวันไม่มีวันหยุดเหมือนลูกจ้างบริษัทใหญ่ๆ

ทั้งหลายทั้งปวงที่ว่ามา ถ้าไม่มีแรงจูงใจซึ่งในอดีตอย่างน้อยที่โรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์ที่ผมเรียนจบมาสมัยนั้น ก็มีค่านิยมของนักศึกษาที่ต้องการจบออกมาแล้วเป็นเถ้าแก่มากกว่าเป็นลูกจ้าง ทั้งๆ ที่มีบริษัทมากมายอยากได้ไปเป็นพนักงาน เพราะพิมพ์ดีดก็เป็น พูดและเขียนภาษาอังกฤษก็ได้ และส่วนใหญ่พูดภาษาจีนเป็นอีกต่างหาก จึงมักได้รับข้อเสนอและเงินเดือนดีๆ ก่อนจะจบ แต่ก็ยังเลือกไปเป็นเซลส์แมนเพื่อหาประสบการณ์ที่จะไปตั้งตัวเป็นเถ้าแก่

นี่เองคือสาเหตุที่ผมอยากเห็นหนังสือประเภทที่ว่าวางขายคู่ขนานไปกับหนังสือประเภทรวยทางลัด ทำอย่างไรเก็งกำไรแล้วจะรวย เพราะผมคิดว่าปัญหาเศรษฐกิจโลกขณะนี้เกิดจากการให้

ว่าแล้วไปตีกอล์ฟกับบรรดาเถ้าแก่อายุ 60-70 ต่อไปดีกว่า เพราะเดี๋ยวนี้เขาเลือกที่จะหาความสุขจากผลงานในอดีตมากกว่าที่จะเดินหาความสุขฟังเสียงเครื่องจักรในโรงงานแล้ว

ส่วนบรรดาเสี่ยหรือทายาททั้งหลายส่วนใหญ่ก็เป็นนักลงทุนในหุ้น ในทอง ในสารพัดดัชนีที่เปิดให้ใช้เงินเตี่ยลงทุน เพราะเห็นแล้วว่าการรวยอย่างเตี่ยต้องใช้เวลาทั้งชีวิต สู้รวยทางลัดดีกว่า รวยงาน รวยเร็ว และไม่เหนื่อยด้วย

ส่วนคนที่ไม่ใช่เสี่ยอ่านหนังสือรวยทางลัดแล้วก็เป็นลูกจ้างเขาต่อไปเพื่อไปเล่นหุ้น เก็งทอง จะปล่อยให้ประเทศนี้มีแต่นักเก็งกำไรอย่างนั้นหรือครับ

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่