
จับตามังกรเปลี่ยนโลก เศรษฐกิจขยาย คู่ค้าเพิ่ม
ถือเป็นอีกหนึ่งข้อเท็จจริงที่ตอกย้ำให้ทุกประเทศทั่วโลกยอมรับกันอีกระลอกว่า พญามังกรแห่งแดนตะวันออกอย่างประเทศจีนนี้
ถือเป็นอีกหนึ่งข้อเท็จจริงที่ตอกย้ำให้ทุกประเทศทั่วโลกยอมรับกันอีกระลอกว่า พญามังกรแห่งแดนตะวันออกอย่างประเทศจีนนี้
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ถือเป็นอีกหนึ่งข้อเท็จจริงที่ตอกย้ำให้ทุกประเทศทั่วโลกยอมรับกันอีกระลอกว่า พญามังกรแห่งแดนตะวันออกอย่างประเทศจีนนี้ กำลังขยับไต่อันดับเข้าใกล้ความเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน
ติดแต่เพียงแค่ยังคงเป็นรองพญาอินทรีอย่างสหรัฐในแง่ของการสร้างเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลก และนวัตกรรมเทคโนโลยีต่างๆ ในแทบจะทุกๆ ด้าน ไล่เรียงตั้งแต่รถยนต์ การอวกาศ คอมพิวเตอร์ อาวุธยุทโธปกรณ์ ยาและเวชภัณฑ์ หรือกระทั่งผลิตภัณฑ์และบริการด้านการเงิน
ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงยืนยันล่าสุดก็คือรายงานของสำนักข่าวเอพีที่อาศัยข้อมูลการค้าการลงทุนของประเทศต่างๆ 180 ประเทศ จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จนพบว่า ภายในช่วงระยะ 5 ปี จีนได้ก้าวแซงสหรัฐขึ้นครองตำแหน่งคู่ค้ารายใหญ่ของประเทศต่างๆ ทั่วโลกมากที่สุด โดยรวมถึงพันธมิตรเหนียวแน่นของแดนลุงแซมอย่าง เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย
เรียกได้ว่า ย้อนหลังไปเมื่อปี 2549 สหรัฐยังคงครองตำแหน่งคู่ค้ารายใหญ่ของประเทศต่างๆ มากถึง 127 ประเทศ ขณะที่จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่เพียง 77 ประเทศเท่านั้น ทว่าในปี 2554 จีนและสหรัฐก็สลับตำแหน่งกันเรียบร้อยแล้ว โดยจีนขยับขึ้นเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของประเทศต่างๆ ถึง 124 ประเทศ ส่วนสหรัฐกลับลดจำนวนลง โดยเหลือประเทศที่ยังคงมีสหรัฐเป็นพันธมิตรทางการค้าอันดับหนึ่งอยู่เพียง 76 ประเทศ
ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาจากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของบรรดานานาประเทศ ตัวเลขการค้ากับจีนต่อจีดีพีจากเดิมโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 3% ในปี 2547 ได้เพิ่มขึ้นมาถึง 12.4% เมื่อปี 2554 ซึ่งนับว่าสูงกว่าและเร็วกว่าตัวเลขการค้ากับสหรัฐต่อจีดีพีในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว
สรุปให้เข้าใจง่ายขึ้นคือ จีนในปัจจุบันอยู่ในสถานะตลาดการค้าการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งมีศักยภาพในการบริโภคอย่างเต็มเปี่ยมที่เหลือเพียงไม่กี่แห่งบนโลกในขณะนี้ เห็นได้จากตัวเลขการเติบโตของจีดีพีที่นักวิเคราะห์หลายสำนักคาดการณ์ว่าปีนี้จีนจะโตได้ในระดับ 7.4–7.5%
เป็นตัวเลขที่ถือว่าอยู่ในระดับสูง ท่ามกลางสภาพการณ์ของตลาดส่วนใหญ่ โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วอย่างยุโรปและสหรัฐที่การคาดการณ์การเติบโตในปีนี้หล่นฮวบติดลบ หรือไม่เกิน 2%
สถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงทำให้หลายประเทศส่วนใหญ่ไม่อาจมองข้ามจีนได้อีกต่อไป และตัดสินใจเดินหน้าเข้าหาจีนอย่างไม่มีอาการลังเลเพื่อเจรจาทำการค้าด้วยในที่สุด
จีนจึงกลายเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของเกือบทุกประเทศไปโดยปริยาย จนอาจจะเรียกว่า วินาทีนี้คือนาทีทองของจีน เพราะถนนทุกสายกำลังปูทางหรือหาทางมุ่งหน้าสู่ดินแดนหลังม่านไม้ไผ่แห่งนี้ และเป็นไปตามที่ มอริซิโอ คาร์ดีนาส รัฐมนตรีการคลังโคลัมเบีย กล่าวว่า ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกได้ย้ายไปอยู่ฝั่งตะวันออกเสียแล้ว
อย่างไรก็ตาม สำหรับนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญที่เฝ้าตามติดสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิดในช่วงหลายปีที่ผ่านมาต่างลงความเห็นตรงกันว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนไม่เพียงแต่ทำให้พญามังกรแห่งนี้กลายเป็นเป้าหมายและจุดสนใจของนักลงทุนจากทุกประเทศทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังทำให้จีนครอบครองอิทธิพลและอำนาจที่สามารถเปลี่ยนแปลงกระแสแนวโน้มต่างๆ ของโลกได้เลยทีเดียว
เพราะแม้ประเด็นด้านการค้าการลงทุนอาจจะเทียบไม่ได้กับประเด็นด้านการเมืองและการทหารในแง่ของความสนใจจากสาธารณะ แต่เศรษฐกิจและการค้าก็ยังคงถือได้ว่าสำคัญมากสำหรับคนส่วนใหญ่ เนื่องจากหมายถึงการจ้างงานและการยกระดับมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น
ขณะที่นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งมองว่า เศรษฐกิจการค้าสามารถนำมาใช้เป็นพลังหนุนทางการเมือง ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลหรือผู้นำของประเทศต่างๆ ย่อมรับฟัง หรือกระทั่งเชื่อฟังประเทศที่ซื้อสินค้าของตนเอง จนทำให้การขู่ว่าจะหยุดสั่งซื้อสินค้ากลายเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากข้อมูลตัวเลขทางเศรษฐกิจและความคิดเห็นของนักวิเคราะห์จากหลายสำนักทั่วโลก การเปลี่ยนแปลงที่จีนกำลังนำมานี้หมายรวมถึงด้านชีวิตความเป็นอยู่ การบริโภคสินค้า แนวโน้มทิศทางการค้าการลงทุน และการสร้างงานจ้างงานในประเทศต่างๆ ทั่วโลก
สำหรับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงแรกสุด นักวิเคราะห์ลงความเห็นว่า การมีจีนเป็นผู้บริโภคสินค้ารายใหญ่ ทำให้ประชาชนในแถบตะวันตก ทั้งอเมริกา ละตินอเมริกา หรือกระทั่งยุโรป เดินหน้าเปลี่ยนวิถีและวิธีในการทำการเกษตรมากยิ่งขึ้น ขณะที่บางประเทศหมายรวมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนาให้พัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีของประเทศบราซิล ที่เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ส่วนใหญ่พร้อมใจเปลี่ยนทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ให้เป็นฟาร์มเพาะถั่วเหลืองเพื่อส่งออกให้กับจีน โดย อเจนอร์ วีเซนเต เปลิสซา ซึ่งครอบครองพื้นที่เลี้ยงสัตว์และปลูกถั่วเหลืองถึง 5.43 หมื่นเอเคอร์ หรือมีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของแมนฮัตตัน กล่าวว่า ครึ่งหนึ่งของถั่วเหลืองที่เก็บเกี่ยวได้ทั้งหมดกว่า 2.1 หมื่นตัน ส่งออกไปยังจีนอย่างเดียว พร้อมยอมรับว่าตนเองและเพื่อนบ้านใกล้เคียงกำลังลงทุนซื้อเครื่องจักรและพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะปลูกเพื่อปรับปรุงให้สามารถป้อนตลาดจีนที่นับวันจะเพิ่มปริมาณความต้องการถั่วเหลืองสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น
เช่นเดียวกับในสหรัฐ ผู้ส่งออกถั่วเหลืองรายใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยปริมาณส่งออกเฉพาะจีนประเทศเดียวที่ 24 ล้านตัน มูลค่า 1.21 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยแนวโน้มความนิยมที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เฉพาะพื้นที่เพาะถั่วเหลืองในรัฐไอโอวา ซึ่งมีอยู่ที่ 3,500 เอเคอร์ เมื่อ 8 ปีที่แล้ว ขยายเป็น 4,000 เอเคอร์ในปัจจุบัน
ทั้งนี้ นอกจากสินค้าด้านการเกษตรที่หลายๆ ประเทศผลิตขายส่งจีนอย่างเป็นล่ำเป็นสันแล้ว การที่เศรษฐกิจของจีนเติบโตขึ้น แม้จะมีผ่อนแรงบ้าง ส่งผลให้ผู้บริโภคของจีนเริ่มมีสถานะและกำลังซื้อเพียงพอที่จะช่วยให้สินค้าแบรนด์หรูหลายยี่ห้อในตลาดสามารถรักษายอดขายไว้ได้ในปัจจุบัน
ฟลอเรนซ์ คาธีอาร์ด เจ้าของชาโตว์ สมิธ โอว์ต ลาฟีย์ ในเมืองเปสซัค เลียวยง หนึ่งในไวน์ยี่ห้อหรูจากแคว้นบอร์กโดซ์ ประเทศฝรั่งเศส ยอมรับว่า จีนในขณะนี้คือลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของตนเอง โดย 25% ของยอดขายไวน์เป็นของจีน ขณะที่ เวโรนิก ซองเดอร์ส ผู้จัดการทั่วไปของไวน์แบรนด์หรู ชาโตว์ โอว์ต-เบย์ลีย์ กล่าวว่า ศักยภาพของจีนอยู่ที่ขนาดของประเทศที่อัดแน่นไปด้วยประชากรจำนวนมหาศาล ซึ่งมีกำลังในการบริโภคเพิ่มมากขึ้น
ขณะที่แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงประการต่อมา คือ การที่ทุกประเทศพร้อมปรับตัวและทำความเข้าใจกับจีน เหตุเพราะการที่จีนเฟื่องฟูและเติบโตอย่างแข็งแกร่งส่งผลให้จีนได้รับความนิยม จนกระทั่งบรรดาบริษัทต่างชาติทั้งหลาย ตลอดจนพ่อแม่ผู้ปกครองแห่แหนส่งพนักงานหรือบุตรหลานให้เรียนภาษาจีนเพิ่มมากขึ้น
เรียกได้ว่า จีนอาจไม่จำเป็นต้องเดินเข้าหาใคร เพราะทุกคนยินดีและพร้อมจะเดินหรือปรับตัวเข้าหาจีน
หลักฐานยืนยันเล็กๆ ก็คือ โรงเรียนสอนภาษาจีนเล็กๆ ของ แนนซี ซิง ในเกาหลีใต้ ซึ่งจากเดิมที่มีนักเรียนทั้งหมดอยู่เพียง 15 คน ในปี 2547 ปัจจุบันโรงเรียนดังกล่าวมีจำนวนนักเรียนมากกว่า 60 คน โดยที่มีผู้คนสนใจสมัครเข้ามาเรียนเพิ่มมากขึ้นทุกวัน
ส่วนการเปลี่ยนแปลงอีกประการที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้ก็คือการที่จีนค่อยๆ เปลี่ยนสถานะจากผู้ส่งออกสินค้าไปเป็นนักลงทุนรายใหญ่ในต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้จีนมีบทบาทและมีอิทธิพลในประเทศนั้นๆ มากยิ่งขึ้น
ตัวอย่างยืนยันที่เห็นได้ชัดที่สุดอย่างการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคของหลายๆ ประเทศในทวีปแอฟริกา โดยบริษัทสัญชาติจีนสามารถเอาชนะคู่แข่งอย่างฝรั่งเศสและเยอรมนีในการทำสัญญากับรัฐบาลอัลจีเรียเพื่อสร้างถนนทางหลวงทั่วประเทศ มูลค่ากว่า 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือการสร้างทางหลวง 6 เลน ในกรุงไนโรบีของเคนยา ซึ่งยังไม่นับรวมถึงการที่จีนเอาชนะคู่แข่งอย่างสหรัฐ ในการสร้างเขื่อนและท่าเรือของอีกหลายๆ ประเทศในแอฟริกาและเอเชีย
สตีเฟน มิโตโร เลขาธิการทั่วไปของสมาคมผู้บริโภคแห่งเคนยา ยอมรับว่า สิ่งที่ทำให้จีนมาแรงแซงหน้าคู่แข่งจากชาติตะวันตกอยู่ตรงที่จีนใช้การค้านำการเมือง และใช้การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นข้อแลกเปลี่ยน เช่น กรณีของคองโก ที่รัฐบาลจีนเซ็นสัญญายินดีสร้างโรงพยาบาล ศูนย์สาธารณสุขมากกว่า 177 แห่ง พร้อมเขื่อนพลังน้ำ รวมถึงทางรถไฟและถนนมูลค่ารวมทั้งหมดกว่า 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อแลกกับการผูกขาดที่รัฐบาลคองโกต้องส่งทองแดง 10.6 ล้านตัน และโคบอลต์อีก 6 แสนตัน แทน
ทั้งนี้ ข้อมูลจากโรเดียม กรุ๊ป บริษัทด้านการวิจัยข้อมูลจากนิวยอร์ก สรุปว่า ปีที่ผ่านมามูลค่าการลงทุนในต่างประเทศของจีนรวมทั้งสิ้น 6.76 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งแม้จะคิดเป็นเพียง 1 ใน 6 ของเงินลงทุนในต่างแดนของสหรัฐที่อยู่ในระดับสูงถึง 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แต่แนวโน้มของจีนที่เร่งเดินหน้าไปลงทุนในต่างแดนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โรเดียม กรุ๊ป คาดการณ์ว่า เงินลงทุนในต่างแดนของจีนน่าจะสูงถึง 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2563
แนวโน้มการขยับขยายด้านการลงทุนในต่างประเทศของจีนข้างต้น ส่งผลต่อทิศทางการเปลี่ยนแปลงประการสุดท้ายที่นักวิเคราะห์สรุปออกมาได้ก็คือ การที่จีนจะขยับสถานะขึ้นเป็นผู้ว่าจ้างหรือผู้สร้างงานให้กับประชาชนในพื้นที่
ย้อนหลังกลับไปเมื่อช่วงปี 2553 จีลี่ โฮลด์ดิงส์ ผู้ผลิตรถยนต์ของจีนได้เข้าซื้อกิจการรถยนต์วอลโวจากฟอร์ด มอเตอร์ส จนทำให้หลายฝ่ายวิตกว่าจะเกิดการยกเลิกการจ้างครั้งใหญ่ แต่แทนที่จีลี่จะย้ายฐานการผลิตกลับจีน ปัจจุบันบริษัทสัญชาติจีนได้ขยายการจ้างงานจาก 1.95 หมื่นตำแหน่ง เป็น 2.15 หมื่นตำแหน่ง
เช่นเดียวกันกับตลาดแรงงานในสหรัฐ ที่บริษัทร่วมทุนกับจีนเป็นผู้สนับสนุนตำแหน่งงานในสหรัฐราว 2.7 หมื่นตำแหน่ง เพิ่มขึ้นจาก 5 ปีที่แล้ว ซึ่งมีอยู่ต่ำกว่า 1 หมื่นตำแหน่ง โดยมีแนวโน้มว่าบริษัทข้ามชาติจากจีนจะเป็นเจ้าของกิจการและว่าจ้างแรงงานท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ กลายเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับแล้วว่า อิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การค้าการลงทุนของโลกมีแนวโน้มปรับเปลี่ยนทิศทางตามจีนอย่างไม่ต้องสงสัย และเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองต่อไปว่า จีนจะเปลี่ยนโลกไปในทิศทางใด







