
เสธ.อ้ายยื่นผู้ตรวจการฯสอบรัฐใช้พรบ.มั่นคงมิชอบ
พล.อ.บุญเลิศ ยื่นผู้ตรวจการฯสอบรัฐใช้พรบ.มั่นคงมิชอบ ขัดรธน. จ่อร้อง ปปช.ไต่สวน นายกฯ-ครม.-ผบ.ตร. ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ใช้ความรุนแรงม็อบ
พล.อ.บุญเลิศ ยื่นผู้ตรวจการฯสอบรัฐใช้พรบ.มั่นคงมิชอบ ขัดรธน. จ่อร้อง ปปช.ไต่สวน นายกฯ-ครม.-ผบ.ตร. ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ใช้ความรุนแรงม็อบ
เวลา11.00 น.ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ผู้แทนองค์การพิทักษ์สยาม(พตส.) และภาคีเครือข่าย ได้เข้ายื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ผ่านนายศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบกรณีการประกาศ การบังคับใช้กฎหมาย การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง กระทำขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ
โดยพล.อ.บุญเลิศ กล่าวว่า การที่รัฐบาลประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงในการควบคุมการชุมนุมของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยามเมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีการสกัดกั้นไม่ให้ประชาชนเดินทางมาชุมนุม มีการใช้แก๊สน้ำตากับผู้ชุมนุม จึงเห็นได้ว่าการประกาศใช้มาตรการดังกล่าวเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุด เป็นการใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาตรวจสอบและเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาว่ากรณีการประกาศ การบังคับใช้กฎหมาย การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง กระทำขัดต่อบทบัญบัติรัฐธรรมนูญหรือไม่
พล.อ.บุญเลิศ กล่าวว่า ก่อนการชุมนุมทางกลุ่มองค์การพิทักษ์สยามได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอชุมนุมไปถึงลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ได้ขัดขวาง จนมีการประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคงในวันที่ 22 พ.ย.ทั้งที่กฎหมายดังกล่าวต่ำศักดิ์กว่ารัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิประชาชนชุมนุมได้โดยสงบปราศจากอาวุธ ทำให้พื้นที่การชมุนุมถูกตัดเป็น 2 ท่อน คนที่มาจากต่างจังหวัดถูกสกัดกั้นด้วยวิธีการต่างๆ เมื่อเข้ามาได้ก็ถูกเจ้าหน้าที่ปฏิบัติด้วยวิธีรุนแรงมีการใช้แก๊สน้ำตา 2-3 ครั้ง มีเอางูพิษมาปล่อย ทำให้ผมต้องประกาศยุติการชุมนุมเพราะเกรงประชาชนจะได้รับบาดเจ็บไปมากกว่านี้ จึงขอให้ผู้ตรวจพิจารณาเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพ.ร.บ.ความมั่นคงดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ
เมื่อถามว่า กลุ่มองค์การพิทักษ์สยามจะมีการชุมนุมอีกหรือไม่ พล.อ.บุญเลิศ กล่าวว่า องค์การพิทักษ์สยามยังอยู่โดยจะดูแลผู้ชมุนุมที่ถูกจับกุมต่อไป ส่วนการจะเคลื่อนไหวต่อไปหรือไม่มีคณะทำงานที่จะพิจารณา แต่สำหรับตนต้องยุติบทบาทเพราะได้พูดไปก่อนหน้านี้แล้วว่า “เสธ.อ้าย ได้ตายไปแล้ว” ก็อยากจะรักษาคำพูดคำไหนเป็นคำนั้น
พล.อ.บุญเลิศ ยังปฏิเสธให้ความเห็นกรณีที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีระบุว่าช่วงปีใหม่จะมีการเผชิญหน้ากันของม็อบเหลืองและม็อบแดง ว่า “ผมเป็นคนโง่ ประเมินอะไรก็ไม่ถูก”
ด้านนายศรีราชา กล่าวว่า จะรีบตรวจสอบหากพบว่าคำร้องดังกล่าวอยู่ในอำนาจหน้าที่ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินดำเนินการได้ก็จะเร่งดำเนินการต่อไป
ทั้งนี้หลังจากยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว เวลา 13.00 น.พล.อ.บุญเลิศ ก็ได้เดินทางไปยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช. ขอให้ไต่สวน ชี้มูลความผิด และดำเนินคดีอาญากับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และพล.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว กับพวกในกรณีเดียวกัน โดยเห็นว่านายกรัฐมตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลต้องบริหารบ้านเมืองให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน เคารพสิทธิเสรีภาพ การแสดงออก การชุมนุมของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงกับประชาชนจนได้รับบาดเจ็บกลับไม่สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชายุติการกระทำ จึงถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามกฎหมาย ขณะที่ครม. เป็นผู้เห็นชอบให้มีการประกาศใช้มาตรการตามพ.ร.บ.ความมั่นคง ส่วนพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ในฐานะเป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย และพวก ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงที่ได้รับนโยบายมาจากฝ่ายการเมือง เมื่อเกิดเหตุใช้ความรุนแรงกับประชาชน กลับเพิกเฉยไม่หยุดยั้งการระทำที่ก่อให้เกิดอันตรายกับประชาชน และกลับปล่อยให้มีการดำเนินการเช่นเดิมหลายครั้งถือว่าเป็นการทำร้ายประชาชนในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ราชการ อันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง กระทำหรือละเว้นการกระทำใด ๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ถือได้ว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2547







