
ไทยจ่อทำเอฟทีเออียูพณ.ยันได้ประโยชน์
ชง ครม.อังคารหน้าอนุมัติกรอบเจรจาเอฟทีเอไทยอียู 17 ประเด็น
ชง ครม.อังคารหน้าอนุมัติกรอบเจรจาเอฟทีเอไทยอียู 17 ประเด็น
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 4 ธ.ค.นี้ กระทรวงพาณิชย์จะเสนอร่างกรอบการเจรจาตกลงการค้าเสรีไทยสหภาพยุโรป (อียู) พร้อมทั้งรับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วน และให้นำร่างกรอบเจรจาดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาตาม มาตรา 190 วรรคสาม
ทั้งนี้ กรอบเจรจาเอฟทีเอไทยอียู จะครอบคลุม 17 ประเด็น ซึ่งการเจรจาอาจแยกเป็นรายฉบับ ได้แก่ 1.การค้าสินค้า 2.พิธีการศุลกากร 3.กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า 4.มาตรการเยียวยาการค้า 5.มาตรการปกป้องด้านดุลชำระเงิน 6.มาตรการสุขอนามัย 7.อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า 8.การค้าบริการ 9.การลงทุน
10.การระงับข้อพิพาท 11.ทรัพย์สินทางปัญญา 12.การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ 13.ความโปร่งใส 14.การแข่งขัน 15.การค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน 16.ความร่วมมือ และ 17.อื่นๆ
ในเอกสารที่จะนำเสนอต่อ ครม. ระบุถึงรายงานจากภาคประชาสังคมห่วงทำ FTA ไทยอียู กระทบสิทธิเข้าถึงยา เปิดทางนำเข้าเหล้าและบุหรี่เพิ่มขึ้นกระทรวงพาณิชย์ว่า จากการรับฟังความเห็นในภาพรวมการทำเอฟทีเอไทยอียูพบว่า ประเด็นที่หลายฝ่ายโดยเฉพาะภาคสังคมมีความเป็นห่วง ได้แก่ การมีข้อผูกพันเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่เกินกว่าข้อตกลงไว้ในองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ที่จะก่อให้เกิดการผูกขาดการเกษตรอย่างครบวงจร กระทบความหลากหลายทางชีวภาพ และวิถีชีวิตเกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะอุปสรรคต่อการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาและการเข้าถึงยาประจำของประชาชน
การเปิดเสรีเครื่องดื่มสินค้าแอลกอฮอล์และบุหรี่ จะทำให้มีการบริโภคเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างกว้างขวาง และการสูญเสียฐานทรัพยากรของประเทศ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่า ไทยมีความจำเป็นต้องทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับอียู เพราะจะสร้างโอกาสให้ไทยเป็นศูนย์กลางของอียูทั้งด้านการค้าและการลงทุนในอาเซียน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และภาคบริการ
พร้อมทั้งเป็นการแก้ไขการถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร(จีเอสพี) ของอียู ซึ่งไทยจะถูกตัดสิทธิจีเอสพีทั้งหมดในปี 2558 อีกทั้งการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีดังกล่าว ยังเป็นการป้องกันการย้ายฐานลงทุนของนักลงทุนอียู และส่งเสริมให้ไทยขยายฐานลงทุนไปอียูด้วย
“ปัจจุบันอียูอยู่ระหว่างเจรจาเอฟทีเอกับ 3 ประเทศในอาเซียน คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม ดังนั้น หากไทยไม่มีความตกลงเขตการค้าเสรีกับอียู อาจทำให้สินค้าส่งออกของไทยแข่งขันกับสินค้าทั้ง 3 ประเทศไม่ได้ ซึ่งมีผลต่อการย้ายฐานการลงทุนยองอียูไปยังชาติอาเซียนอื่นที่ทำเอฟทีเอกับอียู”กระทรวงพาณิชย์ระบุ







