
กรีซ:ประชานิยม...แห่งความฉิบหาย(1)
ผมเคยเขียนบทความที่ชื่อ “กรีซ ประเทศฉิบหาย...ช่างมัน ขอให้ข้า...ชนะก่อน” ลงในโพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 7 ก.ค. 2554
โดย...วีรพงษ์ ชุติภัทร์
ผมเคยเขียนบทความที่ชื่อ “กรีซ ประเทศฉิบหาย...ช่างมัน ขอให้ข้า...ชนะก่อน” ลงในโพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 7 ก.ค. 2554 (อ่านได้ที่ http://www.doctorwe.com/posttoday/20110707 ) ที่ได้พูดถึงบรรดานักการเมืองของกรีซที่ทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้ตนเองได้มาซึ่งชัยชนะในการเลือกตั้งให้จงได้
ดังนั้น มาตรการประชานิยมแบบสุดโต่งจึงถูกขุดขึ้นมามาตรการแล้วมาตรการเล่า ซึ่งมันได้สร้าง “ความฉิบหาย” อย่างรุนแรงให้แก่ประเทศที่น่าอยู่มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ทุกวันนี้ “ความฉิบหาย” ดังกล่าว ได้แพร่ระบาดเข้าไปเกือบทุกอณูของผู้คนชาวกรีกทั้งประเทศแล้ว ผมจึงอยากขอลำดับเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อให้คุณผู้อ่านสามารถเข้าใจถึงความหนักหนาอย่างแสนสาหัสของ “ความฉิบหาย” ที่มันเป็นอยู่จริงๆ ในเวลานี้ ดังนี้ครับ
หนึ่ง ประชานิยมแบบ ‘สุดโต่ง’ เป็นอย่างไร ?
ในอดีต...กรีซมีพรรคใหญ่ที่ยึดครองเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอยู่ 2 พรรค คือ พรรค Panhellenic Socialist Movement ซึ่งมักจะเรียกพรรคนี้ว่า พรรค PASOK และอีกพรรคหนึ่งคือพรรคประชาธิปไตยใหม่ ซึ่งมักจะเรียกกันว่า พรรค ND ทั้งสองพรรคต่างใช้นโยบายประชานิยมอย่างเต็มพิกัด เพื่อเอาชนะในการเลือกตั้งตลอดมา เริ่มจาก...
ปี 2539 มีการสัญญาว่า...กรีซจะได้เป็นสมาชิกสหภาพการเงินยุโรป สัญญาว่า...ดอกเบี้ยจะถูก สัญญาว่า...ทุกคนจะมีงานทำ สัญญาว่า...ทุกคนจะได้ค่าแรงเพิ่ม จากนั้นรัฐบาลกรีซก็ได้สร้างปาฏิหาริย์โดยการลดอัตราเงินเฟ้อจาก 15% เหลือเพียง 3% และทำให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจอีกหลายตัวดีขึ้นจนเข้าเกณฑ์ของกลุ่มประเทศในยูโรโซน
ปี 2544 กรีซจึงได้เข้าเป็นสมาชิกและได้ใช้เงินสกุลยูโรเป็นเงินสกุลหลักของประเทศ รัฐบาลจึงประกาศอัตราค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นปีละ 3% ทุกปี มียกเว้นภาษีทั้งหมดสำหรับการซื้อรถยนต์คันใหม่ และไม่มีการขึ้นค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา และสาธารณูปโภคอื่นๆ เพื่อเป็น “การเอาใจ... แบบสุดๆ” แก่ประชาชนชาวกรีก แต่ภายหลังกลับพบว่า รัฐบาลกรีซ “ตกแต่งตัวเลข” ในเอกสาร ทำให้เข้าเกณฑ์ของสหภาพยุโรป แต่ในความเป็นจริง กรีซ...ยังคงมีเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่
ปี 2547 สัญญาว่า...กรีซจะได้จัดกีฬาโอลิมปิก สัญญาว่า...กรีซจะได้ใช้ “อินเทอร์เน็ตแห่งชาติ” สัญญาว่า...ทุกคนจะมีงานทำ สัญญาว่า...ทุกคนจะได้ค่าแรงเพิ่ม ในปีนี้เองที่ประเทศกรีซได้เป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกสมดั่งใจปรารถนา แต่ค่าใช้จ่ายรวมที่ใช้ในการจัดอยู่ที่ 7,000 ล้านยูโร ทะลุงบประมาณเดิมที่ตั้งไว้กว่าสองเท่า
ทำให้ในปีนั้นกรีซขาดดุลงบประมาณสูงถึง 5.3% และก่อให้เกิดหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอีกมหาศาล แต่ประชาชนมีความสุข เพราะมีงานทำและได้ค่าจ้างสูงตรงกับที่สัญญาไว้ นอกจากนั้นรัฐบาลยังใช้งบประมาณต่อไปอย่างไม่ยั้งมือ เช่น โครงการ “อินเทอร์เน็ตแห่งชาติ” ที่ใช้เงินสูงถึง 210 ล้านยูโร และเชื่อว่าจะเป็นระบบอินเทอร์เน็ตสาธารณะที่ดีที่สุดในยุโรป
ปี 2552 ช่วงปลายของรัฐบาลได้มีการออกนโยบายอย่างมากมาย เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลงบประมาณอย่างมโหฬาร รัฐบาลจึงประกาศไม่ขึ้นเงินเดือนและไม่มีการรับข้าราชการเพิ่ม ส่งผลให้ประชาชนของกรีซที่เสพติดกับมาตรการประชานิยมทำการต่อต้าน และท้ายที่สุดรัฐบาลก็แพ้การเลือกตั้ง
ในปีเดียวกันพรรคฝ่ายค้านสัญญาว่า...จะมีการขึ้นค่าแรงต่อไป สัญญาว่า...จะไม่มีการลดค่าแรง สัญญาว่า...580 อาชีพจะเกษียณก่อนวัยที่อายุ 50 ปี พรรคฝ่ายค้านจึงชนะการเลือกตั้งและได้เป็นนายกรัฐมนตรี นโยบาย “เกษียณก่อนวัย”...ทำได้จริง ประชาชนกรีกที่มีอาชีพจำนวนกว่า 580 อาชีพ เกษียณได้เมื่อผู้หญิงอายุได้ 50 ปี และผู้ชายอายุได้ 55 ปี และพบว่า กรีซได้จ่ายเงินบำนาญให้แก่ประชาชนสูงถึง 7 แสนคน หรือคิดเป็น 14% ของแรงงานทั้งหมด โดยกรีซมีตัวเลขเฉลี่ยของอายุเกษียณอยู่ที่ 61 ปี ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขเฉลี่ยของคนเกษียณอายุที่ต่ำที่สุดในกลุ่มสมาชิกสหภาพการเงินยุโรป
สอง ในที่สุดกรีซก็ไม่สามารถหนีพ้น ‘กรรม...ที่ก่อไว้’
ปี 2553 รัฐบาลเริ่มพบว่า รัฐบาลไม่สามารถหาเงินมาจ่ายสำหรับพันธบัตรของกรีซที่ครบอายุได้ ดังนั้นกรีซจึงขอความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรปและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) หลังจากการเจรจา 10 วันเต็ม ได้ข้อสรุปว่าทั้งสองฝ่ายจะให้เงินกู้แก่กรีซเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1.1 แสนล้านยูโร
แต่ “เงินกู้จำนวนมหาศาล” ดังกล่าวไม่ได้มาฟรีๆ มันต้องแลกกับการที่กรีซจะต้องลดการขาดดุลงบประมาณครั้งใหญ่ และการออกมาตรการในการรัดเข็มขัดอย่างเข้มข้น เช่น การไม่ขึ้นเงินเดือนทั้งภาครัฐ เอกชน และการงดจ่ายเงินโบนัสเป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน การเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 21% ไปเป็น 23% และการเพิ่มภาษีสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงอีก 10% เป็นต้น
หลังการประกาศมาตรการ ประชาชนชาวกรีกก็แสดงความโกรธแค้นออกมาอย่างทันควัน คนนับหมื่นนับแสนในกรุงเอเธนส์หยุดงานและออกมาประท้วงต่อมาตรการดังกล่าว ทั้งเมืองเอเธนส์กลายเป็นอัมพาตหลายต่อหลายครั้ง ปัญหาการเป็นหนี้สินล้นพ้นตัวของกรีซยังคงต้องดำเนินต่อไปจนถึงเวลานี้
เมื่อต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ประชาชนชาวกรีกกว่า 2.5 หมื่นคน ก็ได้ร่วมกันแสดงพลังความโกรธแค้นต่อการมาเยือนกรีซเพียง 6 ชั่วโมงของอังเกลา แมร์เกิล นายกรัฐมนตรีหญิงเหล็กแห่งเยอรมนี โดยมีผู้ประท้วงคนหนึ่ง ที่ตะโกนออกมาว่า “Merkel, we are a free nation and not your colony” แปลตามความได้ว่า “แมร์เกิล... เราเป็นชาติที่มีอิสรภาพ ไม่ใช่อาณานิคมของคุณ”
เสียงประท้วงดังกล่าว อาจบอกว่า จงอย่าใช้มาตรการรัดเข็มขัด “เยี่ยงทาส” กับคนกรีกอีกต่อไป
ติดตาม กรีซ : ประชานิยม...แห่ง “ความฉิบหาย” ตอนจบได้ในโพสต์ทูเดย์...เร็วๆ นี้ครับ







