
ถอนรากถอนโคนทุจริตยาข้าราชการ
...ทีมข่าวการเงิน
การขยายตัวของค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการและผู้รับบำนาญกระโดดพุ่งสูงกว่า 6 หมื่นล้านบาท
และอีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้าอาจได้เห็นรายจ่ายสวัสดิการข้าราชการแตะหลักแสนล้านบาท
ส่งผลให้กระทรวงการคลังและรัฐบาลนั่งไม่ติด ต้องออกมาตรการมาควบคุมเป็น
“หางว่าว”เพราะหลังจากได้
“เอกซเรย์” ค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการดูแล้วพบว่าสูง “ผิดปกติ”มีการทุจริตถึงขั้น
“ค้ากำไร” จากการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลด้วยซ้ำ!!จากข้อมูลของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง พบว่าปี 2545 การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลอยู่ที่ระดับ 2 หมื่นกว่าล้านบาท
แต่คล้อยหลังมาไม่ถึง 10 ปี ในปี 2552 การเบิกค่ารักษาพยาบาลถีบตัวไปถึง 6.1 หมื่นล้านบาท เป็นการสูงขึ้นเกือบ 3 เท่าตัว
เมื่อฉายลึกลงไปพบว่าใน 6.1 หมื่นล้านบาท เป็นค่ารักษาข้าราชการที่เป็นผู้ป่วยนอกถึง 4 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นค่ายาที่หมอสั่งจ่ายให้กับข้าราชการ
จากการสุ่มตรวจของกรมบัญชีกลาง ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกต่อค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด ได้เพิ่มจาก 46% ในปีงบประมาณ 2545 เป็น 74% ในปีงบประมาณ 2552
โดยเฉพาะค่ายา เป็นค่าใช้จ่ายที่มีสัดส่วน 80% ของค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยภายนอกทั้งหมด
นอกจากนี้ กรมบัญชีกลางได้ทำข้อมูลการสั่งจ่ายยาย้อนหลัง 10 เดือน ในปีงบประมาณ 2552 ของสถานพยาบาลของทางราชการ 31 แห่ง
พบว่าสถานพยาบาลมีการสั่งยารวม 16.6 ล้านใบ มูลค่ารวม 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นใบสั่งยาที่มีรายการนอกบัญชียาหลัก 40% คิดเป็นมูลค่า 1 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 66% ของมูลค่ายาทั้งหมด
ที่สาหัสที่สุด กรมบัญชีกลางได้สุ่ม
“สะกดรอยตาม” เส้นทางการรักษาพยาบาลของข้าราชการจำนวน 8 ราย พบว่ามีจำนวน 7 ราย ที่มีเจตนาทุจริตในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลโดยมีพฤติกรรมเวียนเทียนหาแพทย์โรงพยาบาลต่างๆ ทุกสัปดาห์ ตลอดทั้งปี ในโรคเดียวกัน เพื่อให้แพทย์จ่ายยาครั้งละมากๆ เพื่อนำยานั้นไปขายต่อ โดยข้าราชการดังกล่าวมีการเบิกจ่ายยารายละกว่า 12 ล้านบาท
จากข้อมูลดังกล่าวทำให้กรมบัญชีกลางนั่งไม่ติด เพราะเชื่อว่ากระบวนการทุจริตการเบิกค่ารักษาพยาบาลในระบบมีอีกจำนวนมาก ทั้งรายเล็กรายย่อยและรายใหญ่ แถมยังอาจมีการทำกันเป็นกระบวนการ
ทั้งข้าราชการ สถานพยาบาล แพทย์ รวมถึงบริษัทค้ายา ที่มีผลประโยชน์มหาศาล
ทำให้รัฐบาลต้องออก
“มาตรการแรง” มาตอนการเบิกจ่ายค่ารักษาที่ไม่ชอบมาพากลโดยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการควบคุมการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ โดยให้ตรวจสอบและควบคุมการเบิกจ่ายค่ายาบางกลุ่ม หรือรายการเป็นไปตามบัญชียาหลักแห่งชาติ ให้กรมบัญชีกลางไปศึกษากำหนดราคาเหมาจ่ายในการรักษาโรคผู้ป่วยนอก เพื่อตกลงราคากับสถานพยาบาล เพื่อไม่ให้ค่ารักษาบานปลาย
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการควบคุม ซึ่งรัฐบาลเห็นว่ายังไม่เพียงพอ ต้องมีมาตรการแรงอีกชุด เพื่อออกมาปราบปรามข้าราชการที่มีเจตนาทุจริตการเบิกค่ารักษาพยาบาล ทำให้ระบบโดยรวมได้รับผลกระทบเสียหาย
ทำให้กรมบัญชีกลางได้จับมือกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เพื่อให้เข้ามาร่วมตรวจสอบข้อมูล ปราบปรามทุจริต จากการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่ายา ของข้าราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
โดย ป.ป.ท. สามารถเข้ามาดูข้อมูลเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ติดตามธุรกรรมการเงินที่อาจส่อไปในทางทุจริต เพื่อดำเนินคดีกับผู้ทุจริตต่อไป
ความร่วมมือนี้ยังรวมไปถึงการจับทุจริตของสถานพยาบาล บริษัทค้ายา โดยให้ ป.ป.ท. ตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง พัสดุยาจำนวนมาก มีการเอื้อประโยชน์บริษัทเอกชนหรือไม่
เพื่อจัดทำข้อมูลและมาตรการปราบปรามทุจริตที่เป็นรูปธรรมต่อไป ถึงเป็นการฉีดยาแรงเอาผิดตั้งแต่ต้นตอจนถึงปลายตอเลยทีเดียว
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ให้เหตุผลที่ต้องดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาดว่า มาตรการทั้งหมดเป็นการส่งสัญญาณไปถึงผู้ที่จะทำการทุจริตว่ารัฐบาลจะดำเนินการเด็ดขาด เพราะถือเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา หากข้าราชการทำผิดก็มีความผิดทางวินัยและอาญา
การออกมาตรการทั้งคุมทั้งปราบของรัฐบาล มีเป้าหมายสำคัญอันดับแรกเพื่อคุมค่ารักษาพยาบาลในปีงบประมาณ 2553 ไม่เกิน 6.13 หมื่นล้านบาท เพราะทำได้ถึงขนาดนี้ รัฐบาลก็คางเหลืองแล้ว
เพราะงบที่ได้รับอนุมัติได้เพียง 4.85 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ส่วนขาดก็ต้องไปล้วงจากเงินคงคลัง เพื่อมาจ่ายสมทบ
เมื่อเป็นเช่นนี้ หากรัฐบาลไม่ใช้มาตรการที่จริงจังดังกล่าว มีการคาดกันว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าค่ารักษาพยาบาลข้าราชการจะพุ่งทะยานไปถึง 1 แสนล้านบาทต่อปี
และในแต่ละปีจะต้องใช้เงินคงคลังมาจ่ายสมทบไม่น้อยกว่าปีละ 23 หมื่นล้านบาท และที่สุดเงินคงคลังก็จะไม่มีเหลือให้ควักออกมาจ่าย ฐานะการคลังของประเทศพังทลาย และระบบรัฐสวัสดิการที่รัฐบาลนี้พยายามแทนโครงการประชานิยมก็จะไปไม่ถึงฝั่งฝัน
ทำให้รัฐบาลต้องเล่นบททั้งเหี้ยมทั้งโหดกับการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล เพื่อให้การเดินหน้าเป็นรัฐสวัสดิการ ยังมีลมหายใจเดินหน้าต่อไปได้







