
พายุเฮอริเคนสร้างชาติมหาอำนาจอเมริกา
ขณะที่ผู้เขียนนั่งปั่นต้นฉบับอยู่นี้ สหรัฐได้รับความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินจากพิษสงของภัยธรรมชาติอย่างพายุเฮอริเคน “แซนดี”
โดย...รวิภาส กล่ำทวี
ขณะที่ผู้เขียนนั่งปั่นต้นฉบับอยู่นี้ สหรัฐได้รับความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินจากพิษสงของภัยธรรมชาติอย่างพายุเฮอริเคน “แซนดี” บริเวณชายฝั่งด้านตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ โดยเฉพาะในมหานครนิวยอร์กซึ่งโดนไปเต็มๆ และยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าความเสียหายทั้งหมดจะอยู่ที่ตัวเลขเท่าไร เพราะฉะนั้นนอกจากภัยที่เกิดจากการรุกรานจากผู้ก่อการร้ายแล้วสหรัฐยังกลัวพายุเฮอริเคนมากไม่แพ้กัน
ก่อนหน้านี้ไม่กี่ปีสหรัฐก็เจอพายุเฮอริเคน “แคทรินา” กระแทกเข้าบริเวณรัฐชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศและได้รับความเสียหายมากมายมหาศาล และจนกระทั่งถึงทุกวันนี้มาตรการป้องกันหรือรองรับความรุนแรงและความเสียหายจากพายุเฮอริเคนในประเทศที่เป็นเบอร์หนึ่งของโลกก็ยังไม่สามารถถูกกำหนดออกแบบมาให้เป็นที่สมบูรณ์และสร้างความมั่นใจ และปลอดภัยให้แก่ชาวอเมริกันได้เท่าไรนัก
ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นภาพด้านลบของพายุเฮอริเคน แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าพายุเฮอริเคนบางลูกที่เคยเข้าไปสร้างความเสียหายให้แก่สหรัฐในอดีตเกือบๆ 300 ปีที่ผ่านมา จะทำให้สหรัฐกลับกลายเป็นชาติมหาอำนาจมาได้อย่างต่อเนื่อง มั่นคงและอหังการ์จนกระทั่งถึงปัจจุบัน
ช่วงปี 1812 เป็นช่วงที่สหรัฐเริ่มมีความเป็นประเทศและพยายามที่จะชักจูงให้อังกฤษซึ่งเป็นชาติมหาอำนาจทางทะเลอยู่ในขณะนั้นมีความเป็นกลางในเส้นทางการเดินเรือค้าขายทางทะเล แต่อังกฤษปฏิเสธไม่สนใจข้อเรียกร้องของสหรัฐทำให้พี่เบิ้มของโลกปัจจุบันจำเป็นต้องตัดสินใจประกาศสงครามต่อจักรวรรดินิยมอังกฤษอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่สหรัฐโชคดีอยู่หน่อยในช่วงนั้นก็คือ อังกฤษยังคงวุ่นวายอยู่กับการทำสงครามกับประเทศฝรั่งเศสเพื่อแย่งชิงความเป็นมหาอำนาจในยุโรปทำให้การส่งกำลังบำรุงมายังอเมริกาของกองทัพอังกฤษเป็นไปแบบกะพร่องกะแพร่งไม่เต็มสูบ
ในปี 1814 ปรากฏว่าจักรพรรดินโปเลียน นักรบผู้ยิ่งใหญ่ของฝรั่งเศสกลับเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำได้รับความพ่ายแพ้ต่ออังกฤษเป็นครั้งแรก ทำให้อังกฤษเริ่มฮึกเหิมและส่งกองกำลังบำรุงไปยังสหรัฐมากยิ่งขึ้นเพื่อปิดฉากการต่อต้านจากกองกำลังอเมริกัน สถานการณ์ในขณะนั้นทำให้อังกฤษต้องเปิดศึก 2 ด้านไปพร้อมๆ กันคือกับฝรั่งเศสและกับสหรัฐ ในสหรัฐนายพลผู้นำกองทัพของอังกฤษวางแผนที่จะบุกอเมริกาผ่านดินแดนที่เรียกว่า “Lake Champlain” เรื่อยลงต่ำไปยังบริเวณแม่น้ำฮัดสัน เพื่อตัดเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างมลรัฐนิวอิงแลนด์กับพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของประเทศ นอกจากนั้นยังมีแผนการบุกดินแดนที่เรียกว่า “Chesapeake Bay” ซึ่งอยู่ในเขตมหาสมุทรแอตแลนติกทางตะวันออกของสหรัฐที่ถูกขนาบสองข้างด้วยรัฐเวอร์จิเนียและรัฐแมริแลนด์ ไล่รวมไปจนถึงนิวออร์ลีนส์เพื่อควบคุมดินแดนบริเวณเส้นทางลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปีให้ได้ทั้งหมด
จากผลของการสู้รบระหว่างกองกำลังของอังกฤษกับกองกำลังของสหรัฐปรากฏว่าทหารอเมริกันสู้ทหารอังกฤษไม่ได้ทำให้ประธานาธิบดีเจมส์ เมดิสัน ในตอนนั้นกับภริยาถึงกับต้องสละทำเนียบขาวหนีเอาชีวิตรอด เนื่องจากทหารอังกฤษนอกจากจะบุกเข้ายึดทำเนียบขาวได้แล้วยังจุดไฟเผาตึกอาคารได้รับความเสียหายอย่างหนัก
ในระหว่างที่กองกำลังของอังกฤษกำลังเพลิดเพลินอยู่กับการบุกยึดทำลายอาคารทรัพย์สินของสหรัฐ อีกด้านในมหาสมุทรแอตแลนติกร่องรอยของการก่อตัวเป็นพายุเฮอริเคนกลับปรากฏอย่างชัดเจนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และดูเหมือนว่าจะมีกำลังและความรุนแรงมากมายกว่ากองทัพทั้งหมดของอังกฤษเสียด้วยซ้ำ ในขณะนั้นสัญญาณการเตือนภัยหรือเครื่องไม้เครื่องมือทางเทคโนโลยีที่จะสามารถพยากรณ์ได้อย่างคร่าวๆ ว่าจะเกิดพายุขึ้นเมื่อไร ขนาดความรุนแรงแค่ไหน ยังไม่มี รวมทั้งการตั้งชื่อพายุเฮอริเคนก็ยังไม่มีเหมือนในปัจจุบัน เพียงแต่คาดการณ์กันได้แบบรวกๆ ว่ามหันตภัยดังกล่าวมักจะเกิดขึ้นช่วงปลายเดือน ส.ค. ของทุกปี แต่ก็ไม่แน่นอน
ท้ายที่สุดพายุเฮอริเคนก็ถาโถมเข้าซัดบริเวณอ่าวเชสพีคและกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.อย่างไร้ความปรานีทำให้กองกำลังทหารอังกฤษสูญเสียไพร่พลและที่ตั้งของฐานทัพไปอย่างแทบไม่เหลือร่องรอย ไม่เพียงแต่การสูญเสียชีวิตของผู้คนในบริเวณดังกล่าว ตึกรามอาคารบ้านช่องและเสบียงกรังของกองทัพอังกฤษก็ถูกทำลายไปด้วย
หลังการสิ้นสุดของพายุเฮอริเคน จำนวนทหารของกองทัพอังกฤษเหลือไม่มาก ถึงแม้จะได้รับชัยชนะจากการรบกับกองกำลังทหารอเมริกันแต่ผู้นำกองทัพอังกฤษที่เหลืออยู่ก็ต้องถอนกำลังกลับประเทศไปในที่สุดอย่างบอบช้ำ
จากความล้มเหลวในการบุกยึดพื้นที่ต่างๆ ของสหรัฐไม่เป็นไปตามแผน เพราะปัจจัยจากภัยพิบัติธรรมชาติทำให้รัฐบาลอังกฤษจำต้องตัดสินใจเจรจาสันติภาพยุติสงครามกับสหรัฐ ซึ่งนำไปสู่สนธิสัญญาสันติภาพเกนต์ ในวันที่ 24 ธ.ค.ปี 1814 ซึ่งนับเป็นวันสิ้นสุดสงครามระหว่าง 2 ประเทศมหาอำนาจอย่างอังกฤษกับสหรัฐตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เบื้องหลังที่ทำให้อังกฤษตัดสินใจยุติสงครามกับสหรัฐ เนื่องด้วยอังกฤษเห็นว่าถ้ายังขืนดึงดันสู้รบต่อไปการสูญเสียกองกำลังจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากภัยแห่งการสู้รบและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทหารอังกฤษกลัวนักกลัวหนา นั่นก็คือพายุเฮอริเคน การหันมาเป็นมิตรและทำงานร่วมกับสหรัฐน่าจะเป็นวิธีที่ดีกว่า และนับแต่นั้นมาสหรัฐก็มีบทบาทโดดเด่นบนเวทีระหว่างประเทศมาโดยตลอด ทั้งหลายทั้งปวงมาจาก “พายุเฮอริเคน ค.ศ.1814”







