
ต้องโปร่งใส
เป็นประเด็นต่อเนื่องมานับสัปดาห์แล้ว สำหรับการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก หรือทีพีพี
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
เป็นประเด็นต่อเนื่องมานับสัปดาห์แล้ว สำหรับการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก หรือทีพีพี
ฝ่ายนักธุรกิจก็สนับสนุนเต็มที่ให้เข้าร่วม เพราะเล็งเห็นว่าจะได้มากกว่าเสีย ส่วนเอ็นจีโอรวมไปถึงนักวิชาการบางฝ่ายก็ออกโรงทัดทาน เพราะเล็งเห็นว่าจะเสียมากกว่าได้ แถมฝ่ายที่เสียยังเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ทั่วประเทศและคนยากจน โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิบัตรยา
ส่วนตัวแล้ว ดิฉันเห็นว่าเป็นเรื่องดีที่มีการลงข่าวแสดงความเห็นทั้งสองฝ่าย เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ว่า การมาของผู้นำสหรัฐ มีอะไรมากกว่าแค่ภาพการไปวัดโพธิ์ หรือมาจับมือกับไทยในฐานะเพื่อนเก่าแก่
แต่ก็คงจะดีกว่านี้หากรัฐบาลหรือฝ่ายที่สนับสนุน ออกโรงชี้แจงให้รายละเอียดคร่าวๆ มากกว่านี้ว่า ไทยจะได้อะไรกันแน่จากทีพีพี
ปัจจุบันมีเหตุผลสนับสนุนการทำทีพีพีจากหลายฝ่าย ทั้งเพื่อไม่ให้ตกขบวน เพื่อหนุนเศรษฐกิจประเทศ โดยเฉพาะภาคการส่งออกอาหารและสินค้าเกษตร แต่กลับไม่มีฝ่ายใดให้รายละเอียดมากกว่านี้ว่านอกจากธุรกิจส่งออกแล้ว ประชาชนชาวไทยที่ไม่ใช่เจ้าของกิจการส่งออกจะได้หรือเสียมากกว่ากัน
เพราะจีดีพีไม่ได้กระทบต่อชีวิตของชาวบ้านมากกว่ายารักษาโรค และหลายสิ่งรอบตัวที่เกี่ยวพันกับทรัพย์สินทางปัญญา
ดร.ศุภชัย พาณิชภักดิ์ เลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรืออังค์ถัด ได้แสดงความเห็นที่น่าฟังเอาไว้ว่า ไม่มีความจำเป็นที่ไทยต้องเร่งรีบเจรจาทีพีพี เพราะไทยควรต้องศึกษาผลดีและผลเสียให้ชัดเจนก่อน เช่น ธุรกิจประกันภัยที่สหรัฐเข้ามาลงทุนในไทยได้ แต่ไทยไปสหรัฐไม่ได้ เพราะมีข้อกีดกันทางการค้ามากมาย
ตัวอย่างนี้เป็นเพียงแค่รายละเอียดปลีกย่อยเล็กๆ เท่านั้น ลองคิดดูว่าสมัยที่ไทยเจรจาเอฟทีเอกับสหรัฐหรือญี่ปุ่นนั้น มีการถกเถียงรายละเอียดปัญหาปลีกย่อยกันมากแค่ไหน แถมนี่ไม่ใช่เอฟทีเอทวิภาคี แต่เป็นพหุภาคีกับ 11 ชาติเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้ไทยแค่ประกาศเจตนารมณ์ว่าต้องการเข้าร่วมเท่านั้น ไม่ใช่การลงนาม ซึ่งยังต้องผ่านกระบวนการเจรจากันเป็นปีๆ ก่อนว่าจะลงนามเข้าร่วมหรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่าต้องผ่านมาตรา 190 ในสภาด้วย เพราะเข้าข่ายเดียวกับเอฟทีเอ
กว่าจะถึงตอนนั้น ได้แต่หวังว่ารัฐบาลจะแสดงความจริงใจด้วยการยอมเปิดเผยรายละเอียดผลได้ผลเสียให้มากขึ้น เหมือนเมื่อครั้งที่มีการเจรจาเอฟทีเอไทยญี่ปุ่น ซึ่งมีทั้งเอกสารและการทำสมุดปกขาวชี้แจง และมีเวทีเสวนาที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง
เพราะแค่เหตุผลว่า “กลัวตกขบวน” นั้น เริ่มจะเป็นคำกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยเข้าไปทุกที







