posttoday
ยุทธการ "ขุนแลกขุน" บันไดสู่ความรุนแรง

ยุทธการ "ขุนแลกขุน" บันไดสู่ความรุนแรง

14 พฤศจิกายน 2555

ไม่มีใครปฏิเสธว่าการเมืองในเวลานี้กำลังเข้าสู่จุดสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อทุกอย่างกำลังเข้ามาปะดังกันในช่วงปลายเดือน พ.ย.นี้

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ไม่มีใครปฏิเสธว่าการเมืองในเวลานี้กำลังเข้าสู่จุดสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อทุกอย่างกำลังเข้ามาปะดังกันในช่วงปลายเดือน พ.ย.นี้ ก่อนปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญทั่วไปวันที่ 28 พ.ย.

การปะทะกันทางการเมืองที่เกิดขึ้นผ่านการถอดยศร้อยตรี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้านหนึ่งย่อมมองได้ว่าเป็นความพยายามของฝ่ายรัฐบาลที่ต้องการเตะตัดขาเพื่อทำลายความเชื่อถือก่อนเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

แต่ในทางปฏิบัติ พรรคเพื่อไทยมีเจตนาต้องการจัดการให้ผู้นำฝ่ายค้าน จบอนาคตทางการเมือง

เหตุผลประการสำคัญที่มารองรับสมมติฐานนี้มาจากการลงนาม โดย พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ภายใต้คำสั่งให้“ปลดออกจากราชการ” การใช้ไม้นี้จะมีผลต่อการตีความสถานภาพ สส.ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

รัฐธรรมนูญมาตรา 102 (6) กำหนดให้สส.ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามจากการ “เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ”

ฟากพรรคเพื่อไทยทราบดี ว่าประเด็นนี้คงไม่มีผลอะไรต่อการเดินหน้าอภิปรายไม่ไว้วางใจ แม้ว่าขณะนี้จะมีเครือข่ายไปยื่นให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยก็ตาม

ถึงอย่างไรเสียมีความเป็นไปได้ยาก ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยได้ทันภายใน 1012 วันก่อนการอภิปราย ซึ่งสอดรับกับท่าทีของ“สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” ประธานสภา ซึ่งยืนยันชัดเจนว่า “การอภิปรายยังสามารถดำเนินการได้จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย”

เพียงแต่ว่าเป้าใหญ่ของพรรคเพื่อไทยอยู่ที่ต้องการเผด็จศึกพรรคประชาธิปัตย์ โดยพลิกดูข้อกฎหมายก็มีความเป็นไปได้อย่างมากที่พรรคเพื่อไทยวาดหวังเอาไว้เช่นกัน

พรรคเพื่อไทยกำลังพยายามทำให้กรณีถอดยศมีความคล้ายคลึงเพื่อเทียบเคียงกับกรณีของ “ยงยุทธ วิชัยดิษฐ” ซึ่งต้องโบกมือลาจากทุกเก้าอี้ ภายหลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดในคดีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ เมื่อครั้งในฐานะรองปลัดกระทรวงมหาดไทย

อย่าลืมเมื่อครั้งเกิดกรณียงยุทธ มีความพยายามจะอ้างว่ายังสามารถดำรงตำแหน่งได้ เพราะรับอานิสงส์จาก พ.ร.บ.ล้างมลทิน ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา เมื่อปี 2550

ยุทธการ "ขุนแลกขุน" บันไดสู่ความรุนแรง

 

ทว่าสุดท้ายเมื่อพลิกดูข้อกฎหมายแล้ว พรรคเพื่อไทยก็รับสภาพว่ายงยุทธไม่ได้ไปต่อ เหตุที่กฎหมายล้างมลทิน ล้างแค่โทษแต่ไม่ได้ล้างความผิด การที่จะช่วยให้ยงยุทธกลับมามีหน้ามีตาในการเมืองได้จนกว่าจะมีกฎหมายนิรโทษกรรม เป็นผลให้พรรคเพื่อไทยเร่งใช้กลยุทธ์จัดการกับอภิสิทธิ์ให้เด็ดขาด เพื่อหวังทำลายความเข้มแข็งของพรรคประชาธิปัตย์ แทบไม่ต้องนึกภาพเลยหากพรรคการเมืองที่เก่าแก่พรรคนี้ขาดอดีตนายกฯ คนนี้จะเป็นอย่างไร ซึ่งประโยชน์ทางการเมืองจะตกอยู่ที่พรรคเพื่อไทยแบบเต็มๆ

เมื่อพรรคเพื่อไทยเล่นเกมแรงส่งผลให้พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีทางเลือก ต้องเอาคืนแบบ “แรงมา-แรงไป”

ยุทธการตอบโต้นั้น พรรคประชาธิปัตย์กระทำการผ่านการยื่นถอดถอนรัฐมนตรี 4 คน “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี “พล.อ.อ.สุกำพล” รมว.กลาโหม และ “พล.ต.อ.ชัจจ์กุลดิลก” รมช.มหาดไทย

เป้าใหญ่อยู่ที่ “ยิ่งลักษณ์” ด้วยข้อหา“ละเว้นปฏิบัติหน้าที่” ในฐานะที่นายกฯ เป็นผู้บริหารสูงสุดตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน แต่กลับปล่อยให้เกิดการบริหารราชการแผ่นดินที่เกิดความเสียหาย ทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคม

พรรคประชาธิปัตย์วางประเด็นนี้เอาไว้ว่า จะใช้กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เคยทำหนังสือเตือนให้ทบทวนนโยบายจำนำข้าว เพราะอาจสร้างความเสียหายและภาระทางงบประมาณให้กับประเทศจำนวนมาก แต่รัฐบาลกลับเพิกเฉย

โดยขณะนี้ก็เริ่มประจักษ์แล้ว หลังจากมีท่าทีจากภาควิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิหลายฝ่ายต่างลงความเห็นไปในทำนองเดียวกัน ว่านโยบายนี้ส่งผลเสียในระดับรุนแรงแก่ประเทศ โดยเฉพาะการก่อหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาลในระยะยาว

จังหวะนี้เองที่น่าจะเป็นผลให้ ป.ป.ช. มีความเห็นในทำนองมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลได้สร้างความเสียหายจริง โดยไม่ได้ยับยั้งดำเนินการความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เป็นเหตุให้ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดนายกฯ พร้อมกับส่งเรื่องให้วุฒิสภาถอดถอนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 273 พร้อมกับให้อัยการสูงสุดฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อดำเนินคดีอาญาได้ด้วย

ที่สำคัญถ้า ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดยิ่งลักษณ์ขึ้นมา มาตรา 272 บัญญัติว่า “ผู้ดำรงตำแหน่งที่ถูกกล่าวหาจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติ” ตรงนี้เองที่ก่อให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง

ต่อให้นายกฯ ผ่านด่านวุฒิสภาได้ เนื่องจากสถิตที่ผ่านมาฟ้องว่า วุฒิสภาชุดนี้ไม่สามารถถอดถอนนักการเมืองได้แม้แต่คนเดียว แต่ในกรณีที่ต้องนำคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาฯ ถ้าเกิดศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องนายกฯ ก็ยุติปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวเช่นกัน เท่ากับว่าหนีไม่พ้นภาวะสุญญากาศอยู่ดี

เว้นเสียแต่ข้อกล่าวหาทั้งหมดนี้ ป.ป.ช.จะมีความเห็นว่าไม่มีมูล

แผนบันไดหลายขั้นเหล่านี้เอง นำมาซึ่งความเชื่อของพรรคเพื่อไทยและกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ว่ากำลังมีขบวนการล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ผ่านกระบวนการองค์กรอิสระ

โดยมีม็อบกลุ่มองค์การพิทักษ์สยามของ พล.อ.ประสิทธิ์ แก้วประสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ เป็นปัจจัยกดดันสำคัญให้เกิดปรากฏการณ์ซ้ำรอยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นปช. จึงต้องปลุกม็อบแดงให้ออกมาต้านม็อบสนามม้าไว้ก่อน

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการใช้ยาแรงแบบ“ขุนแลกขุน” ของแต่ละฝ่ายค้าน กำลังสร้างความหวาดผวา ว่าการเมืองจะเข้าสู่อารมณ์ความรุนแรงอีกครั้ง และยากเกินจะคาดเดาว่าความเสียหายจะมหาศาลขนาดไหน

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69