
ยุทธการ "ขุนแลกขุน" บันไดสู่ความรุนแรง
ไม่มีใครปฏิเสธว่าการเมืองในเวลานี้กำลังเข้าสู่จุดสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อทุกอย่างกำลังเข้ามาปะดังกันในช่วงปลายเดือน พ.ย.นี้
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ไม่มีใครปฏิเสธว่าการเมืองในเวลานี้กำลังเข้าสู่จุดสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อทุกอย่างกำลังเข้ามาปะดังกันในช่วงปลายเดือน พ.ย.นี้ ก่อนปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญทั่วไปวันที่ 28 พ.ย.
การปะทะกันทางการเมืองที่เกิดขึ้นผ่านการถอดยศร้อยตรี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้านหนึ่งย่อมมองได้ว่าเป็นความพยายามของฝ่ายรัฐบาลที่ต้องการเตะตัดขาเพื่อทำลายความเชื่อถือก่อนเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
แต่ในทางปฏิบัติ พรรคเพื่อไทยมีเจตนาต้องการจัดการให้ผู้นำฝ่ายค้าน จบอนาคตทางการเมือง
เหตุผลประการสำคัญที่มารองรับสมมติฐานนี้มาจากการลงนาม โดย พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ภายใต้คำสั่งให้“ปลดออกจากราชการ” การใช้ไม้นี้จะมีผลต่อการตีความสถานภาพ สส.ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
รัฐธรรมนูญมาตรา 102 (6) กำหนดให้สส.ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามจากการ “เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ”
ฟากพรรคเพื่อไทยทราบดี ว่าประเด็นนี้คงไม่มีผลอะไรต่อการเดินหน้าอภิปรายไม่ไว้วางใจ แม้ว่าขณะนี้จะมีเครือข่ายไปยื่นให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยก็ตาม
ถึงอย่างไรเสียมีความเป็นไปได้ยาก ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยได้ทันภายใน 1012 วันก่อนการอภิปราย ซึ่งสอดรับกับท่าทีของ“สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” ประธานสภา ซึ่งยืนยันชัดเจนว่า “การอภิปรายยังสามารถดำเนินการได้จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย”
เพียงแต่ว่าเป้าใหญ่ของพรรคเพื่อไทยอยู่ที่ต้องการเผด็จศึกพรรคประชาธิปัตย์ โดยพลิกดูข้อกฎหมายก็มีความเป็นไปได้อย่างมากที่พรรคเพื่อไทยวาดหวังเอาไว้เช่นกัน
พรรคเพื่อไทยกำลังพยายามทำให้กรณีถอดยศมีความคล้ายคลึงเพื่อเทียบเคียงกับกรณีของ “ยงยุทธ วิชัยดิษฐ” ซึ่งต้องโบกมือลาจากทุกเก้าอี้ ภายหลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดในคดีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ เมื่อครั้งในฐานะรองปลัดกระทรวงมหาดไทย
อย่าลืมเมื่อครั้งเกิดกรณียงยุทธ มีความพยายามจะอ้างว่ายังสามารถดำรงตำแหน่งได้ เพราะรับอานิสงส์จาก พ.ร.บ.ล้างมลทิน ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา เมื่อปี 2550
ทว่าสุดท้ายเมื่อพลิกดูข้อกฎหมายแล้ว พรรคเพื่อไทยก็รับสภาพว่ายงยุทธไม่ได้ไปต่อ เหตุที่กฎหมายล้างมลทิน ล้างแค่โทษแต่ไม่ได้ล้างความผิด การที่จะช่วยให้ยงยุทธกลับมามีหน้ามีตาในการเมืองได้จนกว่าจะมีกฎหมายนิรโทษกรรม เป็นผลให้พรรคเพื่อไทยเร่งใช้กลยุทธ์จัดการกับอภิสิทธิ์ให้เด็ดขาด เพื่อหวังทำลายความเข้มแข็งของพรรคประชาธิปัตย์ แทบไม่ต้องนึกภาพเลยหากพรรคการเมืองที่เก่าแก่พรรคนี้ขาดอดีตนายกฯ คนนี้จะเป็นอย่างไร ซึ่งประโยชน์ทางการเมืองจะตกอยู่ที่พรรคเพื่อไทยแบบเต็มๆ
เมื่อพรรคเพื่อไทยเล่นเกมแรงส่งผลให้พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีทางเลือก ต้องเอาคืนแบบ “แรงมา-แรงไป”
ยุทธการตอบโต้นั้น พรรคประชาธิปัตย์กระทำการผ่านการยื่นถอดถอนรัฐมนตรี 4 คน “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี “พล.อ.อ.สุกำพล” รมว.กลาโหม และ “พล.ต.อ.ชัจจ์กุลดิลก” รมช.มหาดไทย
เป้าใหญ่อยู่ที่ “ยิ่งลักษณ์” ด้วยข้อหา“ละเว้นปฏิบัติหน้าที่” ในฐานะที่นายกฯ เป็นผู้บริหารสูงสุดตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน แต่กลับปล่อยให้เกิดการบริหารราชการแผ่นดินที่เกิดความเสียหาย ทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคม
พรรคประชาธิปัตย์วางประเด็นนี้เอาไว้ว่า จะใช้กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เคยทำหนังสือเตือนให้ทบทวนนโยบายจำนำข้าว เพราะอาจสร้างความเสียหายและภาระทางงบประมาณให้กับประเทศจำนวนมาก แต่รัฐบาลกลับเพิกเฉย
โดยขณะนี้ก็เริ่มประจักษ์แล้ว หลังจากมีท่าทีจากภาควิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิหลายฝ่ายต่างลงความเห็นไปในทำนองเดียวกัน ว่านโยบายนี้ส่งผลเสียในระดับรุนแรงแก่ประเทศ โดยเฉพาะการก่อหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาลในระยะยาว
จังหวะนี้เองที่น่าจะเป็นผลให้ ป.ป.ช. มีความเห็นในทำนองมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลได้สร้างความเสียหายจริง โดยไม่ได้ยับยั้งดำเนินการความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เป็นเหตุให้ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดนายกฯ พร้อมกับส่งเรื่องให้วุฒิสภาถอดถอนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 273 พร้อมกับให้อัยการสูงสุดฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อดำเนินคดีอาญาได้ด้วย
ที่สำคัญถ้า ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดยิ่งลักษณ์ขึ้นมา มาตรา 272 บัญญัติว่า “ผู้ดำรงตำแหน่งที่ถูกกล่าวหาจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติ” ตรงนี้เองที่ก่อให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง
ต่อให้นายกฯ ผ่านด่านวุฒิสภาได้ เนื่องจากสถิตที่ผ่านมาฟ้องว่า วุฒิสภาชุดนี้ไม่สามารถถอดถอนนักการเมืองได้แม้แต่คนเดียว แต่ในกรณีที่ต้องนำคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาฯ ถ้าเกิดศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องนายกฯ ก็ยุติปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวเช่นกัน เท่ากับว่าหนีไม่พ้นภาวะสุญญากาศอยู่ดี
เว้นเสียแต่ข้อกล่าวหาทั้งหมดนี้ ป.ป.ช.จะมีความเห็นว่าไม่มีมูล
แผนบันไดหลายขั้นเหล่านี้เอง นำมาซึ่งความเชื่อของพรรคเพื่อไทยและกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ว่ากำลังมีขบวนการล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ผ่านกระบวนการองค์กรอิสระ
โดยมีม็อบกลุ่มองค์การพิทักษ์สยามของ พล.อ.ประสิทธิ์ แก้วประสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ เป็นปัจจัยกดดันสำคัญให้เกิดปรากฏการณ์ซ้ำรอยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นปช. จึงต้องปลุกม็อบแดงให้ออกมาต้านม็อบสนามม้าไว้ก่อน
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการใช้ยาแรงแบบ“ขุนแลกขุน” ของแต่ละฝ่ายค้าน กำลังสร้างความหวาดผวา ว่าการเมืองจะเข้าสู่อารมณ์ความรุนแรงอีกครั้ง และยากเกินจะคาดเดาว่าความเสียหายจะมหาศาลขนาดไหน







