posttoday
"อุ๋ย" ร่าย จำนำข้าวสูญ 3.5แสนล.หนี้สาธารณะพุ่ง 61%

"อุ๋ย" ร่าย จำนำข้าวสูญ 3.5แสนล.หนี้สาธารณะพุ่ง 61%

13 พฤศจิกายน 2555

ในงานสัมมนา เรื่อง “ข้าว ชาวนา นักการเมือง และประเทศชาติ ใครได้ใครเสีย?” จัดโดยเว็บไซต์ ไทยพับลิก้า เมื่อวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมา ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า หากรัฐบาลยังคงดำเนินโครงการรับจำนำข้าวต่อไปด้วยเป้าหมายปริมาณข้าวสูงถึง 33 ล้านตัน จะทำให้รัฐเกิดความสูญเสียที่ส่งผลต่อหนี้สาธารณะได้

ในงานสัมมนา เรื่อง “ข้าว ชาวนา นักการเมือง และประเทศชาติ ใครได้ใครเสีย?” จัดโดยเว็บไซต์ ไทยพับลิก้า เมื่อวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมา ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า หากรัฐบาลยังคงดำเนินโครงการรับจำนำข้าวต่อไปด้วยเป้าหมายปริมาณข้าวสูงถึง 33 ล้านตัน จะทำให้รัฐเกิดความสูญเสียที่ส่งผลต่อหนี้สาธารณะได้

ทั้งนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ได้คำนวณความเสียหายจากการจำนำข้าวของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไว้ ว่า นโยบายรับจำนำข้าวปี 2554/2555 มีการรับจำนำข้าวนาปี ระหว่างเดือน พ.ย. 2554-ก.พ. 2555 และข้าวนาปรัง ระหว่างเดือน มี.ค. 2555-ต.ค. 2555 ตามลำดับ รวม 21.64 ล้านตัน โดยคณะกรรมการของรัฐมีการประเมินความเสียหายเมื่อสิ้นสุดระยะเวลารับจำนำไปแล้ว 3 เดือน

ผลการประมาณการที่คำนวณถึงวันที่ 31 พ.ค. 2555 เสียหาย 3.2 หมื่นล้านบาท โดยคำนวณจากต้นทุนต่างๆ เช่น เงินที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จ่ายออกไป บวกด้วยรายจ่ายตั้งแต่การสีข้าว การขนส่งข้าวไปโกดังกลาง การเก็บข้าวสาร ดอกเบี้ยจากหนี้ที่ค้างอยู่และรายจ่ายอื่น

หักด้วยรายรับจากการขายข้าวและได้รับเงินมาแล้ว บวกด้วยข้าวที่ยังไม่ได้ขายออกไป แต่คิดเสมือนว่าได้ขายออกแล้วในราคาตลาด

แต่ในความเป็นจริงข้าวส่วนใหญ่ยังขายไม่ออก และข้อมูลในอดีตปีใดที่รับจำนำข้าวจำนวนมาก 5 ล้านตันขึ้นไป ต้องใช้เวลาระบายข้าวถึง 3 ปีเสมอ ในปีนี้รับจำนำเข้ามากมายหลายเท่า น่าจะใช้เวลาระบายข้าวไม่ต่ำกว่า 3 ปี เมื่อขายข้าวได้ช้า ผลที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ

1.ดอกเบี้ยจากหนี้ที่ยังค้างอยู่จะเพิ่มขึ้นจนกว่า ธ.ก.ส.จะได้รับชำระหนี้หมด

2.ข้าวที่เก็บไว้จะเสื่อมคุณภาพลง และน้ำหนักของข้าวจะลดลงด้วย

ความเสียหายทั้งสองเรื่องนี้ ในอดีตมีผลให้มูลค่าข้าวลดลง 2% ในปีแรก และอีก 10% ในปีที่สองและปีต่อๆ ไป

หากคาดการณ์อย่างเอาใจช่วยรัฐบาล ว่าจะสามารถขายข้าวเฉลี่ย 2 ปี ทั้งจำนวนต้นทุนดอกเบี้ยก็ยังเพิ่มอีก 4,500-5,000 ล้านบาท (คิดจากเงินรับจำนำ 1.06 แสนล้านบาท) ข้าวที่เสื่อมคุณภาพและน้ำหนักลดลง จะทำให้มูลค่าขายข้าวลดลงอีกราย 7,0007,500 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีค่าเก็บข้าวก่อนจะขายออกและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ระหว่างยังขายข้าวไม่ได้อีก รวมแล้ว ผลขาดทุนน่าจะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างต่ำ 4.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับเงิน 1.6 แสนล้านบาท ที่ใช้ในการรับจำนำข้าว 6.95 ล้านตันแล้ว คิดเป็นส่วนสูญเสียอย่างต่ำ 42.5% ซึ่งใกล้เคียงกับการรับจำนำข้าวในอดีตในปีที่รับจำนำราคาสูงกว่าราคาตลาด คือ ปี 2547/2548 ปี 2548/2549 และนาปรัง 2551 และปี 2551/2552 ที่สูญเสียประมาณ 45% ของเงินที่ใช้รับจำนำข้าว

อย่างไรก็ตาม หากการรับจำนำข้าวนาปี 2554/2555 จำนวน 6.95 ล้านตัน คิดว่าจะมีผลสูญเสีย 4.5 หมื่นล้านบาทเป็นอย่างต่ำ เมื่อนับถึงวันที่ขายข้าวได้หมด ดังนั้นการรับจำนำข้าวตลอดฤดูกาลผลิต 2554/2555 จำนวน 21.69 ล้านตัน จึงน่าจะมีผลสูญเสียถึง 1.4 แสนล้านบาท หรือ 42.5% ของเงิน 3.3 แสนล้านบาท ที่ใช้รับจำนำ

และในปีการผลิต 2555/2556 รัฐบาลประกาศจะรับจำนำทั้งหมดถึง 33 ล้านตัน ในราคาสูงกว่าตลาดมากเท่าเดิม ถ้าไม่มีโชคช่วย ผลสูญเสียในปี 2555/2556 ก็อาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.1 แสนล้านบาท

ความสูญเสียดังกล่าว ยังทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศสูงขึ้น จากสิ้นเดือน ก.ค. 2555 ที่มียอดหนี้สาธารณะ 4.9 ล้านล้านบาท หรือ 44.2% ของจีดีพีเป็น 61% ของจีดีพี ในปี 2562 เมื่อนับรวมความสูญเสียจากการจำนำข้าว 2 ปี ที่ 1.4 แสนล้านบาท และ 2.1 แสนล้านบาท และการก่อหนี้นอกงบในโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท รวมทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐจะกู้ในสัดส่วน 30% ของวงเงินลงทุนรวม 2.27 ล้านล้านบาท โดยอีก 70% จะให้รัฐวิสาหกิจและเอกชนร่วมลงทุน นี่ยังไม่นับรวมหนี้ที่รัฐค้างจ่ายกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. ธ.ก.ส. และองค์กรรัฐอื่นๆ ที่ยังไม่รู้จำนวนที่ชัดเจนอีกต่างหาก

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน