posttoday
บทเรียนจากอเมริกา

บทเรียนจากอเมริกา

08 พฤศจิกายน 2555

ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา สื่อไทยให้ความสนใจติดตามเสนอข่าวการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกาพอๆ

โดย...ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์

ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา สื่อไทยให้ความสนใจติดตามเสนอข่าวการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกาพอๆ กับการเลือกตั้งทั่วไปในประเทศไทย จนมีการตั้งคำถามว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกันมีความสำคัญต่อเมืองไทยถึงขนาดนี้เชียวหรือ

วันที่ 7 พ.ย.ของไทย ถือว่าเป็นจุดสูงสุดเพราะเป็นวันลงคะแนนเลือกคณะผู้เลือกตั้งที่จะไปเลือกประธานาธิบดีอีกทีหนึ่งในวันที่ 17 ธ.ค. พรรคไหนได้เสียงข้างก็เท่ากับผู้สมัครแข่งขันจากพรรคนั้นจะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนต่อไปแน่ๆ วันเดียวกันนี้ ยังเป็นการออกเสียงลงคะแนนเลือก สส.อเมริกัน ซึ่งอยู่ในวาระคราวละ 2 ปี และเลือก สว.ซึ่งอยู่ในวาระคราวละ 6 ปี โดยทุกสองปีจะมีการเลือกตั้ง 1 ใน 3

สหรัฐเป็นเพียงหนึ่งสมาชิกสหประชาชาติในจำนวน 198 ประเทศ ที่มีเสียงเพียง 1 เสียงเท่ากัน แต่อภิมหาอำนาจเช่นสหรัฐนี้เสียงดังกว่าคนอื่น เมื่อสหรัฐพูดทุกคนต้องเงี่ยหูฟัง เมื่อสหรัฐกระแอม ทุกคนชะงัก เพราะสหรัฐมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางเดินของโลก

ไทยมีผลประโยชน์ด้านการเมือง เศรษฐกิจ การทหาร ความมั่นคงเกี่ยวพันกับสหรัฐอย่างใกล้ชิดทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต การเฝ้าติดตามดูการหาเสียงก็เพื่อต้องการทราบว่า ประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งพรรคเดโมแครตซึ่งเป็นแชมป์เก่า หรือผู้ท้าชิงแชมป์จากพรรครีพับลิกัน มิตต์ รอมนีย์ จะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ เราจะเห็นตัวละครเดิมหรือตัวละครคนใหม่ ซึ่งมีบุคลิก วิธีคิด วิธีทำไม่เหมือนกันทีเดียว ถ้าโอบามาเป็นประธานาธิบดีต่อไป นโยบายต่อภูมิภาคนี้คงไม่เปลี่ยนจากปัจจุบันนัก แต่ถ้ารอมนีย์ชนะนโยบายของเขาจะกระทบต่อผลประโยชน์ของไทยหรือไม่อย่างไร

ในขณะที่คนอเมริกันสนใจแนวทางการแก้ปัญหาในประเทศ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ การว่างงาน การลดภาษี ฯลฯ เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่คนไทยจะสนใจนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงจากเดิมหรือไม่ จะส่งผลกระทบต่อไทยมากน้อยเพียงใด ส่วนนโยบายภายในสหรัฐนั้น เราสนใจปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐว่าประธานาธิบดีคนใหม่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้มากน้อยเพียงไร หากเศรษฐกิจดีคนอเมริกันก็นำเข้าสินค้าจากไทยมากขึ้น ไทยก็ขายของได้มากขึ้นด้วย

คำถามต่อไปคือ เราได้บทเรียนอะไรบ้างจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกันที่อาจนำมาปรับใช้กับการเมืองไทย บทเรียนที่เราได้เรียนรู้อย่างน้อยก็มี 4 ประการ คือ

ประการแรก การโต้วาทีระหว่างผู้สมัครจากพรรคใหญ่ทั้งสองคือ ประธานาธิบดีโอบามา และรอมนีย์ แม้ไม่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ถือว่าเป็นประเพณีปฏิบัติทางการเมืองที่ทำกันมานาน เพื่อให้คนอเมริกันได้ทราบวิสัยทัศน์ นโยบาย ยุทธศาสตร์ แผนงานที่ผู้สมัครจะทำเพื่อคนอเมริกัน โดยนโยบายนั้นต้องไม่เพ้อฝัน ทำได้จริง ใครจะแก้ปัญหาให้คนอเมริกันได้ดีกว่ากัน โดยประชาชนจะได้ฟังทั้งนโยบายในประเทศและต่างประเทศ แต่สิ่งที่คนอเมริกันสนใจมากที่สุดคือ ปัญหาใกล้ตัว สิ่งที่คู่แข่งพูดระหว่างการโต้วาทีนั้นถือว่าเป็นสัญญาที่ผู้สมัครให้กับประชาชนที่จะมาโกหกหลอกลวงหรือเบี้ยวกันทีหลังไม่ได้ นอกจากนั้นเป็นการวางมาตรฐานไว้ว่า ใครจะเป็นผู้นำประเทศต้องผ่านกระบวนการโต้วาที ด้วยเหตุนี้คนที่คิดจะเป็นผู้นำประเทศต้องเตรียมตัวในการโต้วาทีไว้ด้วยที่จะต้องมีการฝึกหัด พัฒนาตนเอง

ประการที่สอง คู่แข่งทั้งสองจะไม่เอาเรื่องความมั่นคงของชาติมาเป็นประเด็นขัดแย้งทางการเมือง พวกเขาตระหนักดีว่า อะไรคือผลประโยชน์สำคัญยิ่งของชาติ ที่ไม่ว่าจะมาจากพรรคไหนต้องยึดมั่น หากผู้สมัครคนใดเอาเรื่องผลประโยชน์สำคัญยิ่งของชาติและความมั่นคงของชาติเป็นประเด็นทางการเมือง คนอเมริกันจะตำหนิและอาจจะไม่ลงคะแนนให้ ดังนั้นคู่แข่งจึงระมัดระวังในเรื่องนี้มาก

ประการที่สาม คู่แข่งจะถือเอาความสุข ความทุกข์ของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ เช่น เมื่อเกิดพายุเฮอริเคนถล่มอเมริกันทำให้เกิดความสูญเสีย สองฝ่ายได้ช่วยเหลือประชาชนทันที ไม่เอาประเด็นดังกล่าวมาโจมตีกัน ตรงกันข้าม รอมนีย์ยังชมเชยโอบามาที่ช่วยเหลือคนอเมริกัน และสนับสนุนให้เร่งฟื้นฟูประเทศต่อไป

ประการที่สี่ แม้ไม่ได้เกิดขึ้นในครั้งนี้ แต่เคยเกิดมาแล้วในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งหนึ่งซึ่งมีปัญหาขั้นสุดท้ายในเรื่องของการนับคะแนน เมื่อการขัดแย้งชักจะบานปลายและส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ สองฝ่ายจะหยุดทันทีโดย เพราะหากยังทะเลาะกันต่อ อเมริกาจะเสียหาย สะท้อนให้เห็นจิตสำนึกของคนที่จะเป็นผู้นำประเทศที่มองผลประโยชน์ของชาติเหนือกว่าผลประโยชน์ของพรรคและของตนเอง

สหรัฐมียุทธศาสตร์ชาติที่กำหนดไว้แล้ว ไม่ว่าใครเป็นประธานาธิบดีก็ต้องดำเนินนโยบายภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว อาทิ การดำรงไว้ซึ่งความเป็นอภิมหาอำนาจของโลก ส่วนวิธีการนั้นอาจปรับเปลี่ยนไปได้บ้าง

เมื่อไรเราจะเห็นนักการเมืองไทยที่จะเป็นผู้นำรัฐบาลมาโต้วาทีหรือดีเบตกัน เพื่อให้ “โอกาส” คนไทยได้ฟังวิสัยทัศน์ นโยบายการแก้ปัญหา ลักษณะความเป็นผู้นำ และเท่ากับเป็น “สัญญา” ที่คู่แข่งให้กับคนไทยล่วงหน้า วิสัยทัศน์และนโยบายที่นำเสนอนั้นมีความเป็นไปได้หรือไม่ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่นโยบายประชานิยมเท่านั้น เราคงไม่ต้องการให้นักการเมืองบังคับขืนใจให้ต้องยอมรับใครก็ไม่รู้มาเป็นผู้นำของเราโดยไม่มีสิทธิเลือก เมื่อไรเราจะเห็นนักการเมืองไทยมีจิตสำนึกไม่นำเอาผลประโยชน์สำคัญยิ่งของชาติและความมั่นคงของชาติมาเล่นเป็นประเด็นการเมือง และเห็นประโยชน์ของชาติมาก่อนผลประโยชน์ของพรรค และเมื่อไรเราจะเห็นคนไทย “ตื่น” จากความอับจนทางปัญญาโดยไม่ยอมให้นักการเมืองหลอกอีกต่อไป หรือจะต้องรอไปจนถึงชาติหน้าตอนเย็นๆ

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน