
ปึ้งโยนอนุธรรมนูญกรุงโรมศึกษาก่อนประกาศรับไอซีซี
สุรพงษ์โยนอนุกรรมการแปลธรรมนูญกรุงโรมศึกษาไอซีซีก่อนประกาศยอมรับเขตอำนาจ ยันไม่เข้าข่ายสนธิสัญญา พร้อมหนุนช่วยเสริมระบบยุติธรรมไทย
สุรพงษ์โยนอนุกรรมการแปลธรรมนูญกรุงโรมศึกษาไอซีซีก่อนประกาศยอมรับเขตอำนาจ ยันไม่เข้าข่ายสนธิสัญญา พร้อมหนุนช่วยเสริมระบบยุติธรรมไทย
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ แถลงข่าวชี้แจงผลการหารืออย่างเป็นทางการกับ นางฟาโต เบ็นโซดา อัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) ซึ่งเดินทางมาเข้าร่วมประชุมสมาคมอัยการระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ที่ผ่านมา ถึงเรื่องความร่วมมือทั่วไประหว่างไทยกับไอซีซี และกรณีที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนกับไอซีซี ให้พิจารณาเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองของไทย ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อปลายเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ นางเบ็นโซดา ได้ให้ข้อมูลและความเห็นเกี่ยวกับการประกาศยอมรับเขตอำนาจไอซีซี ตามข้อ 12 วรรค 3 ของธรรมนูญกรุงโรมฯ สำหรับประเทศที่ยังไม่ได้เป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรมฯ โดยระบุว่า ไอซีซี มีเขตอำนาจพิจารณาการกระทำที่เป็นความผิดอาชญากรรมร้ายแรง 4 ประเภท คือ อาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ อาชญากรรมอันเป็นการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ และอาชญากรรมอันเป็นการรุกราน ซึ่งสำหรับกรณีเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองของไทย นางเบ็นโซดา เห็นว่า อาจเข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นก่อน เช่น เป็นการกระทำอย่างกว้างขวาง หรือเป็นระบบ
นอกจากนี้ นางเบ็นโซดา ยังระบุว่า การประกาศยอมรับเขตอำนาจของไอซีซี สามารถกำหนดกรอบไว้ในคำประกาศได้ และจะต้องยึดหลักความเป็นกลางไม่เลือกปฏิบัติ โดยไอซีซีจะมุ่งดำเนินการกับผู้สั่งการโดยตรง และผู้รับผิดชอบที่แท้จริง ซึ่งการประกาศยอมรับเขตอำนาจไอซีซี จะเป็นขั้นตอนแรกในการเปิดโอกาสให้ไอซีซีเข้ามาทำการ ตรวจสอบเบื้องต้น (Preliminary Examination) ว่าไอซีซีจะมีอำนาจพิจารณากรณีนั้นๆหรือไม่ และไอซีซีจะมีบทบาทเสริมกระบวนการยุติธรรมภายในประเทศเท่านั้น แต่เข้ามาดำเนินการได้ก็ต่อเมื่อ กระบวนการยุติธรรม ไม่สามารถ หรือ ไม่สมัครใจ หรือ ไม่ได้ดำเนินการอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม นางเบ็นโซดา เห็นว่า การจัดทำประกาศยอมรับเขตอำนาจไอซีซี ตามข้อ 12 วรรค 3 ของธรรมนูญกรุงโรมฯ มีขอบเขตจำกัด จึงไม่ใช่สนธิสัญญา แต่เป็นการแสดงเจตนาของรัฐ เป็นการประกาศฝ่ายเดียว และสามารถถอนคำประกาศได้ แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยมีประเทศใดเคยถอนคำประกาศ
ส่วนการประกาศยอมรับเขตอำนาจไอซีซีของไทย นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อปี 2543 เคยตั้งคณะกรรมการเกี่ยวกับไอซีซีขึ้นมา ดังนั้น จะต้องกลับไปตรวจสอบว่ายังอยู่หรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าว ประกอบด้วย กรมสนธิสัญญาและกฏหมาย ของกระทรวงการ ต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานศาลยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงกลาโหม และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยยืนยันว่าจะพิจารณารายละเอียดข้อกฏหมายอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้ถูกบางกลุ่มนำไปบิดเบือนและสร้างความสับสนให้กับสังคม โดยเฉพาะกลุ่มที่รู้ตัวว่าอาจผิด หรืออาจจะผิด อย่าตีตัวไปก่อนไข้
“การที่หลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นคัดค้านเรื่องดังกล่าว โดยไม่คิดที่จะศึกษา ไม่คำนึงถึงเหตุผลต่อการที่ไอซีซีจะเข้ามาเสริมกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ความยุติธรรมต่อมวลมนุษยชาติที่ไม่ได้รับความยุติธรรมจริงๆ การเข้ามาของไอซีซีหากจะช่วยเกิดความยุติธรรมขึ้นในสังคมไทย จะไม่เป็นสิ่งที่ดีหรือสำหรับคนไทย ส่วนกลุ่มบุคคล ที่มองว่า การเข้ามาของไอซีซีถือเป็นการดูถูกกระบวนการยุติธรรมของไทย ผมคิดว่าไม่ใช่ เพราะหากกระบวนการยุติธรรมได้ให้ความเป็นธรรมอย่างแท้จริง ไอซีซีก็ไม่อาจเข้ามายุ่งเกี่ยวได้ วันนี้ ขอให้ผู้ที่รู้จริง ไม่รู้จริง หรือแกล้งทำเป็นไม่รู้ โปรดยุติการวิพากศ์วิจารณ์ไว้ก่อน และกลุ่มที่ชอบออกมาขู่ผมกับรัฐบาลให้กลัว อ้างว่าจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น ผมขอบอกตรงๆว่า ผมไม่กลัวพวกคุณ” นายสุรพงษ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่า รัฐบาลอาจถูกมองว่านำองค์การระหว่างประเทศเข้ามาจัดการกับฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ไม่ใช่อย่างแน่นอน เพราะไอซีซีต้องใช้เวลาตรวจสอบหลักฐานและข้อมูลต่างๆ และตนยืนยันว่าไม่ได้เป็นการแก้แค้น
เมื่อถามต่อว่าส่วนตัวคิดว่าศาลของไทยให้ความยุติธรรมเพียงพอหรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่อยากวิจารณ์กระบวนการยุติธรรมของไทย แต่ถ้าอะไรที่เป็นธรรมอยู่แล้ว ไอซีซีก็ไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว เมื่อถามต่อว่าถ้ามีการยื่นร้องให้ตรวจสอบการฆ่าตัดตอนในสมัยรัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะสามารถร้องเช่นนี้ต่อไอซีซีได้หรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ก็สามารถทำได้
ต่อข้อถามว่า ใครหรืออะไรที่จะบ่งชี้หรือตัดสินว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยมีความยุติธรรมหรือไม่ อย่างไร นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่ถามรายละเอียดตรงนี้ แต่ตนคิดว่าถ้าไอซีซีได้เข้ามาตรวจสอบเบื้องต้น ก็คงจะดูหรือศึกษาสาเหตุและหลักฐานต่างๆก่อน
อนึ่ง ประเทศไทยเป็นรัฐหนึ่งที่ลงมติสนับสนุนธรรมนูญกรุงโรมฯ และได้ร่วมลงนามธรรมนูญกรุงโรมเมื่อ 2 ต.ค. 2543 แต่ยังมิได้ให้สัตยาบันจนถึงขณะนี้ เนื่องจากต้องพิจารณาตามขั้นตอนที่กฎหมายในประเทศกำหนดไว้ก่อน โดยคณะรัฐมนตรีไทยได้มีมติเมื่อ 19 ม.ค. 2542 แต่งตั้ง “คณะกรรมการพิจารณาธรรมนูญศาลอาญาระหว่างประเทศ” ขึ้นตามที่กระทรวงต่างประเทศเสนอ ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาผลดีและผลเสียของการเข้าเป็นรัฐภาคีแห่งธรรมนูญ
ทว่า ต่อมาวันที่ 1 ม.ย. 2542 คณะกรรมการชุดดังกล่าว มีคำสั่งแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการแปลธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ” ประกอบด้วย กรรมการ 10 คน เป็นผู้แทนจากส่วนราชการต่างๆ คือ สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรมพระธรรมนูญ กระทรวงกลาโหม และกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ







