
ฉ้อราษฏร์-ฉ้อโกง
ประเทศไทยเราพัฒนาความเจริญทางด้านวัตถุไม่แพ้ชาติใดในโลก แต่ดูเหมือนว่าการพัฒนาด้านจิตใจจะเติบโตในอัตราติดลบ โดยเฉพาะในด้านจริยธรรม คุณธรรม ซึ่งควรจะเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของมนุษย์ในการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในสังคม
ประเทศไทยเราพัฒนาความเจริญทางด้านวัตถุไม่แพ้ชาติใดในโลก แต่ดูเหมือนว่าการพัฒนาด้านจิตใจจะเติบโตในอัตราติดลบ โดยเฉพาะในด้านจริยธรรม คุณธรรม ซึ่งควรจะเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของมนุษย์ในการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในสังคม
ทุกวันนี้คนไทยส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับความเจริญทางวัตถุเพียงอย่างเดียว ดังจะเห็นได้จากการสำรวจความคิดเห็นเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งผลการสำรวจปรากฏว่า คนส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า ยอมให้ผู้นำประเทศทุจริตโกงกินได้ ถ้าประชาชนได้ประโยชน์ด้วย
เมื่อคนส่วนใหญ่คิดอย่างนี้ ย่อมเข้าทางนักการเมือง เราจึงได้เห็นบางจังหวัดใช้ชื่อนักการเมืองเรียกขานเป็นชื่อจังหวัดอย่างไม่เป็นทางการ ประหนึ่งนักการเมืองเป็นเจ้าของจังหวัด
นักการเมืองจึงโยกงบประมาณแผ่นดินลงไปสู่จังหวัดของตนเอง สร้างความเจริญให้กับจังหวัดตนเอง บริหารจัดการน้ำไม่ให้ท่วมจังหวัดของตนเอง แต่จะไปท่วมที่ไหนบ้าง ช่างแม่มัน (Let it be)
ประเด็นที่น่าคิดคือ เหตุผลของคนส่วนใหญ่ที่เชื่อว่า ไม่ว่าใครเข้ามาบริหารประเทศก็ทุจริตโกงกินทั้งนั้น จริงหรือไม่ และใครควรเป็นต้นเหตุที่ทำให้ค่านิยมในสังคมเป็นอย่างนี้ คือ นักการเมืองหรือประชาชน
ความเชื่อเรื่องไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลผู้บริหารประเทศก็โกงกินกันทั้งนั้น ผมเองก็เชื่อเช่นนั้น จะมากหรือน้อย จะกระมิดกระเมี้ยนหรือทำอย่างโจ๋งครึ่มไม่เกรงใจประชาชน และผมยังเชื่ออีกว่า ไม่ว่าประเทศไหน ผู้กุมอำนาจรัฐก็มีการทุจริตโกงกินกันทั้งนั้น อยู่ที่ว่าจะจับได้ไล่ทันและจะหน้าบางหน้าหนาหรือไม่เท่านั้น
การทุจริตโกงกิน ไม่ได้มีแต่ในภาครัฐเท่านั้น ในองค์กรเอกชนเองก็มีการทุจริต เพราะกิเลสไม่ได้แบ่งแยกว่า ถ้าเป็นภาคเอกชนแล้ว คนจะกลัวบาปกรรม เมื่อใดก็ตาม ที่ไหนก็ตาม ถ้ามีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว อย่าว่าแต่เพื่อนร่วมงานเลย แม้พี่น้องก็ฆ่ากันได้
การทุจริตโกงกินในภาคราชการโดยเจ้าหน้าที่รัฐ เราเรียกว่า ฉ้อราษฎร์ บังหลวง ผู้กระทำความผิดคือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนการทุจริตโกงกินในภาคเอกชน ส่วนใหญ่แล้วเป็นการ ฉ้อโกง
ไม่ว่าฉ้อราษฎร์หรือฉ้อโกง ล้วนเป็นสิ่งไม่ดีที่คนดีไม่ควรสนับสนุน ไม่ควรยอมรับ และไม่ควรเพิกเฉยต่อการกระทำดังกล่าว ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันต่อต้าน ร่วมกันรณรงค์ไม่ยอมรับการฉ้อราษฎร์และฉ้อโกง
กรณี บริษัท ไร่ส้ม ของคุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรนักเล่าข่าวชื่อดัง เป็นตัวอย่างที่ท้าทายผู้ประกอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์อันเกิดจากค่าโฆษณาที่แพงแสนแพง
คุณสรยุทธและบริษัท ไร่ส้ม จะผิดหรือไม่ ยังต้องรอการตรวจสอบโดยกระบวนการยุติธรรม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ องค์กรผู้มีหน้าที่ตรวจสอบในเบื้องต้น ได้ชี้มูลความผิดแล้ว แต่ผู้ประกอบกิจการที่เกี่ยวข้อง ยังคงเพิกเฉย ไม่สนองตอบต่อหน้าที่ของคนดีที่ควรต้องต่อต้านการทุจริต เพิกเฉยเหมือนไร้ต่อมคุณธรรมจริยธรรม
บริษัท ไร่ส้ม และคุณสรยุทธ ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ทำไมจึงถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด ทั้งๆ ที่ ป.ป.ช.มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบการฉ้อราษฎร์บังหลวง ซึ่งต้องเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น
ความผิดของบริษัท ไร่ส้ม และคุณสรยุทธ เป็นความผิดที่ต่อเนื่องจากเจ้าหน้าที่ของ อสมท ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่ ป.ป.ช.ชี้มูลว่า มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 อันป็นความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ
บริษัท ไร่ส้ม และคุณสรยุทธ ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงไม่อาจกระทำความผิดตามกฎหมายดังกล่าวได้ แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานไว้ตลอดมาว่า เอกชนที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ แม้ไม่อาจเป็นผู้กระทำผิดตามความผิดของเจ้าพนักงานของรัฐได้ แต่เมื่อเข้าไปร่วมมือช่วยเหลือ ย่อมเป็นผู้สนับสนุนได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า
“ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด ก่อนหรือขณะกระทำความผิด แม้ผู้กระทำความผิดจะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้นก็ตาม ผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ต้องระวางโทษสองในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้น”
ฉะนั้น ทุกครั้งที่พูดถึงความผิดของบริษัท ไร่ส้ม และคุณสรยุทธ จะต้องพ่วงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ไปด้วยเสมอ
การสร้างจิตสำนึกให้สังคมเห็นถึงความหายนะจากการทุจริตโกงกิน ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แม้ภาคเอกชนโดยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จะได้จัดตั้งภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่นขึ้น
แม้จะมีผู้ประกอบกิจการเข้าร่วมกว่าร้อยรายแล้วก็ตาม แม้ภาคีจะมีมติให้ต่อต้านบริษัท ไร่ส้ม แต่ดูเหมือนว่าผลประโยชน์จากการโฆษณาจะมีน้ำหนักมากกว่าการทำในสิ่งที่ถูกต้อง มติของภาคีจึงดูเหมือนว่าไม่มีผลในทางปฏิบัติ
จนกระทั่ง เมื่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยคุณวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการ ได้มีหนังสือขอความร่วมมือถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องในตลาดทุน ให้ใช้ความระมัดระวังในการทำธุรกิจกับผู้ที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายทุจริตคอร์รัปชัน ประเด็นในเรื่องนี้จึงถูกหยิบยกขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้น่าจะมีน้ำหนักมาก เพราะเป็นการออกมาแสดงจุดยืนของภาครัฐ
การออกมาของ ก.ล.ต.ครั้งนี้ นอกจากจะเป็นหน้าที่โดยตรงแล้ว ยังเป็นความกล้าหาญของท่านเลขาธิการที่กล้าแสดงจุดยืนของ ก.ล.ต. ทั้งๆ ที่ไม่มีกฎหมายหรือระเบียบใดๆ บังคับให้ต้องทำเช่นนั้น
ขอชื่นชมและให้กำลังใจท่านเลขาฯ ก.ล.ต. ในการเดินหน้าเพื่อสร้างระบบราชการสีขาวต่อไป







