
ปมใหม่ วราเทพ ขยายแผล กระทบรัฐบาล
อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วง “พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก” ของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วง “พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก” ของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จริงๆ เพราะเสียงวิจารณ์เรื่องการปรับคณะรัฐมนตรีทั้งคนในและนอกพรรคยังไม่ทันเงียบ ก็ต้องมาเจอกับกระแสกดดันอีกระลอกจากปมปัญหาคุณสมบัติของ “วราเทพ รัตนากร” รมต.ประจำสำนักนายกฯ
ล่าสุด “ประสาร มฤคพิทักษ์” สว.สรรหา แกนนำกลุ่ม 40 สว. เตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยประเด็นนี้ให้เป็นบรรทัดฐานแล้ว หวังเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด
เรื่องของเรื่องอยู่ที่รัฐธรรมนูญมาตรา 174 (5) ซึ่งบัญญัติเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่เป็นรัฐมนตรีว่า “ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปี ก่อนได้รับแต่งตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ”
ตรงกับที่เจ้าตัวต้องคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจำคุกโดยรอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี ในคดีหวยบนดินเมื่อปี 2552 โดยไม่ได้คิดเลยว่าเสียงเฮที่ไม่ต้องนอนเรือนจำ เมื่อ 3 ปีที่แล้วจะกลายมาเป็นปัญหาใหญ่ในวันนี้
ปัญหานี้จะไม่เป็นปัญหาเลย ถ้าวราเทพนอนในเรือนจำจริงและพ้นโทษมาแล้ว 5 ปี แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือ “ไม่ได้ติดคุกจริง และเวลาของการอลงอาญา 2 ปี ก็สิ้นสุดลงแล้ว” ทำให้เกิดการตีความตามมาอีกว่า คำว่า “รอลงอาญาเท่ากับติดคุกจริงหรือไม่”
ในซีกทีมกฎหมายของพรรคเพื่อไทยมองประเด็นนี้ว่า “ในเมื่อพ้นโทษรอลงอาญาก็เท่ากับว่าวราเทพไม่มีโทษจำคุก จึงไม่ขาดคุณสมบัติ”
ยิ่งตอกย้ำความมั่นใจไปอีกด้วยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ความหมายของการจำคุกเอาไว้ว่า “ต้องมีการนำตัวจำเลยไปควบคุมไปไว้ในเรือนจำ” (คำวินิจฉัยที่ 36/2542)
โดยขณะนั้นเกิดกรณี เนวิน ชิดชอบ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ถูกศาลบุรีรัมย์พิพากษาจำคุก 6 เดือน และปรับ 5 หมื่นบาท แต่รอลงอาญาโทษเป็นเวลา 1 ปี ในความผิดฐานหมิ่นประมาท จนนำมาสู่การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าขาดคุณสมบัติหรือไม่
“ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า การจำคุกตามคำพิพากษาหมายถึง การนำตัวจำเลยไปควบคุมไว้ในเรือนจำ ดังนั้นการที่จำเลยถูกศาลพิพากษาให้จำคุก แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษ จำเลยจึงได้รับการปล่อยตัวในคดีนั้นทันที จึงต้องถือว่าการรอการลงโทษนั้นจำเลยมิได้ถูกจำคุก” การอธิบายความหมาย “การจำคุก” จากศาลรัฐธรรมนูญแม้ว่าเวลานั้นศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้เนวินไม่ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 216 (4) แต่มาตรา 174 (5) ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ยังคงหลักการเดียวกันเอาไว้ พรรคเพื่อไทยจึงมีความมั่นใจ 100% ว่าวราเทพไม่ขาดคุณสมบัติแน่นอน ถ้านำคำวินิจฉัยนี้มาเทียบเคียง
ขณะที่มุมมองของฝ่ายตรงข้ามกลับมีความเห็นตรงกันข้ามโดยอาศัยมาตรา 182 (3) ว่าด้วยการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีมาเป็นคำอธิบายว่า เหตุใดวราเทพถึงต้องหลุดจากตำแหน่ง แม้ศาลจะให้รอลงอาญาก็ตาม
“ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวเมื่อ (3) ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่เป็นกรณีที่คดียังไม่ถึงที่สุด หรือมีการรอการลงโทษในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท”
ถึงกระนั้นในหลักการดังกล่าวของกลุ่ม สว.และพรรคประชาธิปัตย์ น่าจะขาดน้ำหนักพอสมควร เนื่องจาก “เสรี สุวรรณภานนท์” อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญให้ความเห็นว่า มาตรา 182 (3) จะบังคับใช้ในเมื่อศาลพิพากษาให้จำคุกระหว่างบุคคลดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเท่านั้น
“ส่วนมาตรา 174 (5) จะใช้สำหรับบุคคลที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่า ก่อนดำรงตำแหน่งจะต้องไม่ขาดคุณสมบัติอะไรบ้างตามที่รัฐธรรมนูญ” ความเห็นหนึ่งของอดีตรองประธานสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใครจะมีความเห็นในทิศทางใด สุดท้ายก็ต้องไปจบลงที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ก่อนจะถึงวันนั้น “ยิ่งลักษณ์” คงบอบช้ำน่าดู
ความบอบช้ำเกิดจากกระแสกดดันในเรื่องจริยธรรมทางการเมือง ปฏิเสธไม่ได้ว่า “วราเทพ” ถือเป็นหนึ่งในเป้าโจมตีของฝ่ายค้าน ทั้งในฐานะคนสนิทของผู้มีบารมีนอกพรรคเพื่อไทยอย่าง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ และในฐานะเป็น รมต.สำนักนายกฯ ที่กำลังจะเข้ามาดูแลและกำกับสำนักงบประมาณ เพื่อคุมเงินถุงเงินถังของรัฐบาล
ส่งผลให้ถูกจับจ้องในทุกย่างก้าวแบบเลี่ยงไม่ได้ ประหนึ่งว่าล้มเมื่อไหร่ พร้อมจะมีฝ่ายตามซ้ำและถล่มนายกฯ ผู้บริหารราชการแผ่นดินสูงสุดทันที
ขณะเดียวกัน อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้นายกฯ นำบุคคลที่มีริ้วรอยและตำหนิมาเป็นรัฐมนตรีจนกลายเป็นเรื่องเป็นราวมาแล้ว เมื่อครั้งแต่งตั้ง “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” นั่งเก้าอี้ รมช.เกษตรและสหกรณ์
ถึงขั้นที่ผู้ตรวจการแผ่นดินมีความเห็นในทำนองว่าถูกกฎหมายแต่ไม่ถูกจริยธรรมมาแล้ว รัฐบาลต้องออกแรงเหนื่อยมากกว่าจะฝ่ากระแสมาได้แบบน่วมไปทั้งตัว
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนายกฯ พยายามเล่นบทใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหวผ่านการตอบชี้แจงในเชิงหลักการว่า “หน่วยงานที่รับผิดชอบได้ตรวจสอบครบถ้วนแล้ว”
เสมือนหนึ่งต้องการสื่อกับสังคมว่าการตรวจสอบคุณสมบัติของบุคคลก่อนเป็นรัฐมนตรีไม่ใช่หน้าที่นายกฯ แต่เป็นภาระของสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี หากเกิดความผิดพลาดในอนาคตนายกฯ ไม่ต้องรับความเสี่ยงใดๆ ทั้งสิ้น
ไม่ว่ายิ่งลักษณ์จะหลบปัญหานี้อย่างไร สุดท้ายยังไงก็ต้องตามหลอนไม่เลิกอยู่ดี ในเมื่อนายกฯ เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งรัฐมนตรี ย่อมเป็นประเด็นสำคัญที่ก่อให้เกิดความอ่อนไหวต่อการเจอกระแสวิพากษ์วิจารณ์ได้ง่ายขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงถนนการเมืองกำลังเข้าสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจในปลายเดือน พ.ย. ซึ่งเป็นจังหวะที่รัฐบาลต้องการความแข็งแรงด้านความชอบธรรมมากที่สุด ป้องกันไม่ให้กระแสต่อต้านลุกลาม
เว้นเสียแต่นายกฯ หญิงจะตัดไฟตั้งแต่ต้นลมให้เด็ดขาด เพื่อไม่ให้อดีตของวราเทพตามมาสร้างปัญหาให้รัฐบาลในปัจจุบัน







