
‘จุลศิริ’เกียรติภูมิม้าเหล็ก
ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา จุลศิริ วิรยศิริ หรือลุงตุ้ย ประธานชมรมคนรักรถไฟ ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงจิตวิญญาณรถไฟที่อยู่ในจิตใจของเขา จากการสานงานต่อของพ่อ สรรพสิริ วิรยศิริ ซึ่งสืบทอดเจตนารมณ์มาจากคุณปู่ พระยามหาอำมาตยาธิบดี(เส็ง วิรยศิริ) อดีตราชเลขานุการในพระองค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บิดาแห่งรถไฟไทย
ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา จุลศิริ วิรยศิริ หรือลุงตุ้ย ประธานชมรมคนรักรถไฟ ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงจิตวิญญาณรถไฟที่อยู่ในจิตใจของเขา จากการสานงานต่อของพ่อ สรรพสิริ วิรยศิริ ซึ่งสืบทอดเจตนารมณ์มาจากคุณปู่ พระยามหาอำมาตยาธิบดี(เส็ง วิรยศิริ) อดีตราชเลขานุการในพระองค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บิดาแห่งรถไฟไทย
ทั้งนี้ ตั้งแต่สมัยที่สรรพสิริเป็นบอร์ดรถไฟไทย ได้ขอใช้พื้นที่สวนรถไฟ ซึ่งต่อมาคือสวนจตุจักร เพื่อทำหอเกียรติภูมิรถไฟ ใช้เป็นที่เก็บรักษาหัวรถจักรไอน้ำและตู้โบกี้รถไฟในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นการอนุรักษ์ส่วนหนึ่งของประวัติรถไฟไทย ที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานให้กับคนไทย ทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง
23 ปี ของการอาศัยอาคารแห่งนี้ แม้จะเป็นสมบัติของ ร.ฟ.ท. แต่ไม่มีงบประมาณบำรุงรักษาดูแล จุลศิริ หรือลุงตุ้ย บอกว่า ชมรมใช้เงินบริจาค และเงินยืมจากน้องและเพื่อนเป็นหลัก ตกปีละ 1 ล้านบาท สภาพปัจจุบันของลุงจึงมีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน แต่ที่อยู่ได้เพราะใจรัก ลำพังเพียงเงินบริจาคอยู่ไม่ได้ โดยบางวันได้เป็นพันบาท แต่ส่วนมากได้วันละ 20 บาท
สำหรับเหตุที่ต้องปิดหอเกียรติภูมิ เมื่อวันปิยมหาราช 23 ต.ค.ที่ผ่านมา เพราะ ร.ฟ.ท.อ้างว่า ชมรมทำผิดเงื่อนไขหารายได้ด้วยการเปิดตู้ขายน้ำ ทำให้ขัดวัตถุประสงค์ที่ต้องไม่แสวงหารายได้ และการเปลี่ยนชื่อจากหอเกียรติภูมิเป็นพิพิธภัณฑ์รถไฟ ซึ่งวันที่ 22 ธ.ค.นี้ ทางชมรมต้องคืนพื้นที่อาคารทั้งหมด
จุลศิริ จบการศึกษาจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ 9873 รุ่น 250911 และไปต่อระดับอนุปริญญาที่ต่างประเทศ หลังจากนั้นเข้าทำงานในบริษัทโฆษณาของบิดา ที่ได้ชื่อว่าเป็นบุคคลสำคัญในวงการโทรทัศน์ไทยก่อนการคืนลุงตุ้ยจึงต้องขอบอกกับสังคมไว้กันของหาย เพื่อให้ทราบว่า ที่แห่งนี้มีอะไรอยู่ เพื่อช่วยกันดูแลและรักษาไปจนกว่า รฟท.จะทำพิพิธภัณฑ์
“ ที่อาคารมีหัวรถจักรไอน้ำอายุกว่าร้อยปีซึ่งซื้อในสมัยรัชกาลที่ 5 และตู้รถไฟพยาบาลไม้สักทองทั้งหลัง ซึ่งเป็นตู้รถไฟพยาบาลที่รัชกาลที่ 5 รับสั่งให้สร้าง 24 ตู้เพื่อเป็นโรงพยาบาลเคลื่อนที่ไปในพื้นที่ชนบทปัจจุบันหรือ 2 ตู้ รวมถึงรถราง และอุปกรณ์ที่ใช้ในอดีต อีกพอสมควร ที่ประเมินค่าประมาณ 200 ล้านบาท แต่หากขายเป็นเศษเหล็ก ประมาณ 1.5 ล้านบาท แต่สิ่งที่ประมาณค่าไม่ได้ คือคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ที่รฟท.ไม่เคยสนใจ ปล่อยให้ตู้รถไฟเก่าที่บางตู้มีคุณค่า ทิ้งร้างและทรุดโทรม เมื่อชมรมต้องคืนพื้นที่ เราอยากได้พันธะสัญญาที่รฟท.จะทำขึ้นเป็นสัญญาประชาคมว่าจะทำที่แห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ เพื่อตอบแทนองค์พระบิดาของรถไฟไทย “







