
ไม่ต่างจากเดิม
การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งที่ 3 ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ดูจากรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งที่ 3 ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ดูจากรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
จะพบว่าเป้าหมายหรือยุทธศาสตร์ในการปรับครั้งนี้ เป็นความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาภายในรัฐบาล เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมืองให้กับตัวเอง มากกว่าที่จะตัดสินใจปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐบาล ซึ่งปฏิบัติหน้าที่มานานกว่า 1 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีผลงานใดเป็นที่น่าพอใจของประชาชน โดยเฉพาะการเร่งผลักดันนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลที่ได้หาเสียงเอาไว้ ให้มีผลในทางปฏิบัติได้จริง
ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา นโยบายของรัฐบาลหลายนโยบายมีการชักเข้าชักออก หลายนโยบายประสบปัญหาติดๆ ขัดๆ เช่น นโยบายการลดค่าครองชีพของประชาชนลง ด้วยการลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสุดท้ายก็ไม่สามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดผลตามที่ได้มีการโฆษณาหาเสียงเอาไว้ได้จริง โดยมีกระทรวงพลังงานเป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบ
แต่ความจริงที่ปรากฏก็คือ ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา มีการปรับเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไปแล้วถึง 2 คน และในการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็มีชื่อของนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล เข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนที่ 3 ซึ่งชื่อของนายพงษ์ศักดิ์ ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้เลยว่า จะมีความสามารถในการผลักดันนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลให้เดินหน้าไปได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
นอกจากชื่อของนายพงษ์ศักดิ์แล้ว อีกหลายชื่อก็ล้วนแต่เป็นคนหน้าเดิมที่เคยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาทำหน้าที่แล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา นายวราเทพ รัตนากร ที่เหลือส่วนใหญ่ก็จะเป็น สส.ของพรรคเพื่อไทย บางส่วนก็เป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เช่น นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข อดีตเคยเป็นคู่ค้าในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งรายชื่อทั้งหมดไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนได้เลย
จากรายชื่อที่ปรากฏเห็นได้ชัดว่า การปรับคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้หลายตำแหน่งเป็นเพียงการต่างตอบแทนให้กับ สส. ที่มีความจงรักภักดีกับพรรคมากกว่าที่จะปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องในการทำงานของรัฐบาล ขณะที่ตำแหน่งรัฐมนตรีหลักๆ ก็เป็นการส่งคนที่มีความใกล้ชิดที่มีความไว้วางใจเข้าไปทำหน้าที่ โดยไม่ได้คำนึงว่าบุคคลเหล่านั้นมีความเชี่ยวชาญหรือมีความสามารถในการบริหารราชการหรือไม่
ที่น่าเสียดายที่สุดก็คือ นายกรัฐมนตรีไม่ใช้โอกาสนี้ในการปรับปรุงทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งในส่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งผลงานที่ผ่านมายังไม่เป็นที่น่าพอใจ สะท้อนให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีคำนึงถึงปัญหาภายในของรัฐบาล มากกว่าที่จะคำนึงถึงปัญหาของชาติโดยส่วนรวม ที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของชาติ มากกว่าปัญหาการเมืองของพรรคเพื่อไทย







