
เงินหยวนเรื่องหยวนๆ
บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์อาซาฮีในญี่ปุ่น ได้มองถึงปัญหาเรื่องค่าเงินหยวนว่า แม้จีนจะเผชิญแรงกดดันจากสหรัฐมาก และยังคงมีท่าทีแข็งกร้าว ทว่าหากลองพิจารณาตามหลักเหตุผลแล้วจะเห็นว่า การทยอยปรับขึ้นค่าเงินหยวนทีละนิดนั้นจะส่งผลดีต่อจีนเอง
ทุกวันนี้ธนาคารกลางจีนได้เข้าแทรกแซงตลาดค่าเงินด้วยการขายเงินหยวนและซื้อเงินเหรียญสหรัฐ เพื่อตรึงอัตราแลกเปลี่ยนที่ 6.83 หยวนต่อเหรียญสหรัฐ มาเป็นเวลา 20 เดือนแล้ว
นายกรัฐมนตรีเวินเจียเป่า ได้พยายามตอบโต้ข้อกล่าวหาต่างๆ โดยชี้ว่าไม่ต่างจากการกีดกันทางการค้า ซึ่งทัศนคติเช่นนี้เป็นพื้นฐานในการตอบโต้ของจีนที่เต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง
อาซาฮี มองว่าจีนควรลองผ่อนคลายท่าทีเรื่องค่าเงินให้มากขึ้น โดยยกตัวอย่างย้อนกลับไปเมื่อปี 2005 ซึ่งรัฐบาลกรุงปักกิ่งยอมผ่อนคลายการแทรกแซงเงินหยวนราว 3 ปี และทำให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นราว 20% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ทว่าเศรษฐกิจก็ยังคงขยายตัวได้ถึง 10% จึงเป็นที่ชัดเจนว่าเหตุใดจีนจึงไม่จำเป็นต้องกลัวเรื่องเงินหยวนแข็งค่าถึงขั้น HighYuan Phobia
แม้ค่าเงินที่อ่อนกว่าความเป็นจริงจะเอื้อประโยชน์ต่อการส่งออก ทว่าในขณะเดียวกันก็มีจุดอ่อนซึ่งเริ่มเห็นกันได้อย่างชัดเจนขึ้นด้วย
กระแสทุนจากต่างประเทศได้หลั่งไหลสู่ภาคอสังหาริมทรัพย์จีน เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ราคาที่ดินใน 70 เมืองใหญ่พุ่งสูงขึ้นถึง 10.7% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
อย่างไรก็ดี จีนก็ต้องพึงระวังไม่ให้ซ้ำรอยญี่ปุ่นช่วงปี 1985 ที่ยอมแพ้ต่อแรงกดดันของสหรัฐและชาติอื่นๆ ยอมให้เงินเยนแข็งค่าขึ้น รัฐบาลพยายามกระตุ้นตลาดบริโภคภายในเพื่อชดเชยผลกระทบอื่นๆ จากเงินเยนแข็งค่าแต่กลายเป็นว่าได้นำไปสู่ภาวะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ หลังฟองสบู่แตกญี่ปุ่นต้องเผชิญภาวะเงินฝืดต่อเนื่องถึง 1 ทศวรรษ
ทว่า หากเรียนรู้บทเรียนในอดีตของญี่ปุ่นและจีนเอง ก็ไม่มีอะไรที่จีนต้องกลัวอีก







