
วิทยาสั่งปรับแผนฉุกเฉินใหม่ ส่งผู้ป่วยหนักถึงรพ.ใน8นาที
สพฉ.ปรับแผนส่งผู้ป่วยฉุกเฉินระดับรุนแรงให้ได้ภายใน 8 นาที
สพฉ.ปรับแผนส่งผู้ป่วยฉุกเฉินระดับรุนแรงให้ได้ภายใน 8 นาที
นพ.ประจักษวิช เล็บนาค รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมติดตามประเมินผลการแพทย์ฉุกเฉิน ประจำปี 2556 ที่มีนายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข (สธ.) เป็นประธาน เมื่อวันที่ 24 ต.ค. ได้ตั้งเป้าชี้วัดการรับผู้ป่วยฉุกเฉินระดับรุนแรง หรือผู้ป่วยสีแดงที่ได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วยกะทันหัน ซึ่งมีภาวะคุกคามต่อชีวิต หรือหากไม่ได้รับปฏิบัติการแพทย์ทันทีผู้ป่วยจะมีโอกาสเสียชีวิตได้สูง ต้องได้รับการส่งตัวภายในระยะเวลา 8 นาที
ทั้งนี้ ตัวอย่างภาวะที่ต้องเร่งส่งให้ทันภายใน 8 นาที ได้แก่ ภาวะช็อก ภาวะหัวใจวายฉับพลัน หรือภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ จากเดิมที่ สพฉ. กำหนดไว้ที่ 10 นาที โดยสาเหตุที่เปลี่ยนเป็น 8 นาที เพราะต้องการยกระดับการรักษาให้ได้มาตรฐานเช่นเดียวกับสิงคโปร์และอังกฤษ เพื่อลดผู้ป่วยพิการให้น้อยลง ทั้งนี้ตัวเลขเดิมของการส่งผู้ป่วยในระยะเวลา 8 นาที สามารถทำได้อยู่ที่ 47% ของผู้ป่วยฉุกเฉินทั้งหมดและในปีหน้า ได้ตั้งเป้าให้เพิ่มเป็น 57%
นพ.ประจักษวิช กล่าวอีกว่า การจะดำเนินการตามเป้าหมาย สพฉ. จะจัดหาหน่วยบริการเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่อยู่แต่ในโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว เป็นการกระจายไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพิ่มเติม ซึ่งกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นได้เห็นชอบแล้ว โดยขณะนี้จำนวน อปท.ที่ดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินอยู่ที่ 76% ซึ่งต้องเร่งเพิ่มให้ถึง 100% เร็วที่สุด
สำหรับพื้นที่เมืองที่ประสบปัญหาจราจรได้ประสานงานหน่วยของมูลนิธิภาคเอกชนให้กระจายตัวมากยิ่งขึ้น และร่วมมือกับหน่วยจราจรโครงการพระราชดำริ ซึ่งใช้รถจักรยานยนต์เข้าสู่พื้นที่ในระดับครัวเรือนภายในเขตที่การจราจรติดขัด เพิ่มเติมจากการให้บริการบนถนนและจะมีการอบรมเพื่อดูแลผู้ป่วยสีแดงอีกด้วย
นพ.ประจักษวิช กล่าวว่า ขณะนี้ประชาชนเลือกส่งผู้ป่วยฉุกเฉินไปยังโรงพยาบาลด้วยตัวเองถึง 75% ซึ่งต้องเปลี่ยนความเชื่อให้ใช้บริการระบบฉุกเฉินผ่านหมายเลข 1669 ให้มากขึ้น เพื่อป้องกันอันตรายในการเดินทาง และจะตั้งอนุกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินระดับจังหวัดเพื่อประเมินผลการส่งต่อผู้ป่วย โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน
ขณะที่ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัด สธ. กล่าวว่า จะสนับสนุนให้สำนักสาธารณสุขฉุกเฉินของ สธ.เป็นตัวกลางประสานงาน เพื่อลดช่องว่างการทำงานให้เข้าถึงพื้นที่มากยิ่งขึ้น







