posttoday
ศึก APPLE กับ SAMSUNG ความบกพร่องระบบสิทธิบัตร

ศึก APPLE กับ SAMSUNG ความบกพร่องระบบสิทธิบัตร

24 ตุลาคม 2555

การขับเคี่ยวระหว่าง Apple กับ Samsung นั้นเกิดขึ้นในหลายประเทศ เรียกว่าแทบจะทั่วโลก

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิฐ์

การขับเคี่ยวระหว่าง Apple กับ Samsung นั้นเกิดขึ้นในหลายประเทศ เรียกว่าแทบจะทั่วโลก หรือที่เป็นตลาดของทั้งสองบริษัทก็แทบจะมีมูลค่าการค้าเกินกว่าครึ่งหนึ่งของโลกไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ยุโรป สาธารณรัฐเกาหลี ญี่ปุ่น จีน รวมทั้งเอเชียด้วย แถมเวลายื่นฟ้องก็ไม่ใช่ฟ้องเรื่องใดเรื่องหนึ่งภายใต้ทรัพย์สินทางปัญญา แต่กวาดเอาเรื่องหลายๆ เรื่องเข้าไปฟ้องด้วยกัน ทั้งเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการออกแบบ และสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ซึ่งก็ยังมีทั้งอนุสิทธิบัตรและสิทธิบัตรใหญ่

อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องทำความเข้าใจว่า แต่ละกรณีที่ Apple กับ Samsung ต่อสู้ขับเคี่ยวกันอยู่ทั่วโลกนั้น ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกันเสมอไป ดูตัวอย่างการตัดสินของศาลสหรัฐกับศาลเกาหลี ที่ผู้เขียนลงไว้ในฉบับก่อนๆ เป็นต้น ยิ่งศาลญี่ปุ่น ซึ่งผู้เขียนจะกล่าวต่อไปนี้ ก็ยิ่งต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง

แต่กรณีของศาลญี่ปุ่นนี้เป็นเพียงคำพิพากษาบางส่วนเท่านั้นที่มีคำตัดสินออกมา (Partial Verdict) ยังมีส่วนอื่นๆ ที่จะตามออกมาอีก เมื่อมีการไต่สวนและพิจารณาเสร็จสิ้น ข้อมูลที่ได้จึงเป็นเพียงข่าวสั้นๆ ทั่วๆ ไปว่า Samsung ไม่ได้ละเมิด (ลอกเลียน) สิทธิบัตรที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีการ Synchronize เพลงและข้อมูลวิดีโอ โดยใช้ “Kies” Software (Synchronizes music and video between devices and servers) ของ Apple ซึ่งผู้เขียนก็พยายามหารายละเอียดอยู่ เพราะเรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่ประเด็นที่ Apple ยื่นฟ้องในสหรัฐ แต่ก็ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับคำฟ้องของ Apple ที่ยื่นต่อศาลญี่ปุ่น รวมถึงคำตัดสินของศาลญี่ปุ่นในประเด็นนี้ด้วย จึงอาจต้องอดทนรอจนคำพิพากษาทั้งหมดออกมาก่อน จึงจะมีรายละเอียดเปิดเผยมาให้เห็นกัน เพราะที่แน่ๆ Apple ยื่นฟ้อง Samsung ในสิทธิบัตร “Bounce Back” ด้วยเช่นเดียวกับที่ฟ้องในประเทศอื่นๆ แต่ก็ยังไม่เห็นคำพิพากษา

มีความเป็นไปได้ว่า การยื่นขอจดสิทธิบัตรในแต่ละประเทศอาจมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง เนื่องจากการจะจดสิทธิบัตรอะไรได้หรือไม่ได้อย่างไรนั้น ขึ้นกับกฎหมายสิทธิบัตรของประเทศนั้นๆ และยังขึ้นกับวิจารณญาณของผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรแต่ละคนด้วย เพราะการตรวจสอบสิทธิบัตรว่าใหม่หรือไม่ และมีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้นหรือไม่ ในความเห็นของผู้เขียน ขึ้นกับวิจารณญาณของผู้ตรวจสอบที่เขาเรียกว่า Examiner เสียกว่า 50% ถึงแม้จะมีกฎหมาย กฎกระทรวง ตลอดจนแนวทางปฏิบัติเป็นเหมือนกรอบให้พิจารณาอยู่ก็ตาม แต่โดยที่เป็นเรื่องทางเทคนิคเฉพาะสาขาวิชา จึงต้องใช้ความรู้ความสามารถและการพิจารณาของผู้ตรวจสอบประกอบ บางครั้งผู้ตรวจสอบพิจารณาแล้วอาจขอให้ปรับปรุงแก้ไขข้อถือสิทธิ (Claim) เพราะเห็นว่าข้อถือสิทธิที่ยื่นขอมาไม่ใช่ ไม่ใหม่ ฯลฯ รวมทั้งให้จัดข้อถือสิทธิบางข้อออกไป บางประเด็นก็อาจไม่จดสิทธิบัตรให้เพราะเห็นว่าไม่ใหม่ หรือไม่มีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้นเมื่อดูทางเทคนิคแล้ว ในสหรัฐเองอาจจดสิทธิบัตรให้ Apple มากกว่าประเทศอื่นก็ได้ นอกจากนี้ สหรัฐก็ยังมีกฎหมาย Fair Use อีกด้วย ซึ่งถ้าจำไม่ผิด Samsung ก็ยื่นฟ้อง Apple ภายใต้กฎหมายนี้ด้วย แต่ก็ไม่ชนะ

ในกรณีของศาลญี่ปุ่นนั้น ไม่ได้ใช้ลูกขุนเหมือนศาลสหรัฐ และมีองค์ประกอบผู้พิพากษา 3 คน เช่นเดียวกับเกาหลีและไทย ซึ่งในประเด็นของการลอกเลียนแบบการ Synchronize เพลงและข้อมูล Video ระหว่างอุปกรณ์กับ Servers นี้มีข่าวแพลมออกมาว่า ผู้พิพากษามองเห็นว่าสินค้า Samsung (ผู้ถูกฟ้อง) ดูเหมือนจะไม่ได้ใช้เทคโนโลยีเดียวกับสินค้าของผู้ฟ้อง หรือ Apple จึงยกฟ้องสิ่งที่ Apple กล่าวหา และให้ Apple จ่ายค่าธรรมเนียมการดำเนินคดีแก่ Samsung ด้วย แต่ก็นั่นแหละ คำพิพากษาที่ออกมานี้ เป็นเพียงการตัดสินบางส่วนเท่านั้น คงต้องคอยติดตามดูกันต่อไป คำวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้จึงยังไม่เกิดขึ้น

สิ่งที่น่าจะพิจารณาในเรื่องการฟ้องร้องต่อสู้ขับเคี่ยวกันระหว่าง Apple กับ Samsung ก็คือ ผลที่จะเกิดขึ้นตามมา นอกจากนี้ การแพ้ชนะคดี 23 ประเทศที่ผู้เขียนยกมาให้อ่านเป็นตัวอย่าง ซึ่งที่จริงแล้ว Apple ก็ไปไล่ฟ้องในประเทศต่างๆ ในยุโรปด้วย เช่น อังกฤษ และเยอรมนี เป็นต้น แต่ที่ผู้เขียนหยุดไว้แค่ญี่ปุ่นเพราะเห็นว่าควรมาดูผลในวงกว้างมากกว่าแค่คำตัดสิน เช่นว่า Apple ตั้งใจจะฟ้อง Samsung เพียงบริษัทเดียว หรือจะฟ้องบริษัทอื่นๆ ที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ด้วย โดยเฉพาะเมื่อมีชัยชนะในสหรัฐเกือบจะทุกประเด็น

ในกรณีนี้สิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาก็คือว่าเรื่องของความใหม่ หรือมีสิ่งประดิษฐ์ที่เหมือนกันอยู่ก่อนหน้านี้หรือไม่ ที่เรียกว่า Prior Art ซึ่งพูดกว้างๆ อย่างนี้ก็ดูเหมือนง่าย แต่ในทางเทคนิคของทรัพย์สินทางปัญญา ในเรื่องสิทธิบัตร จะถือว่าเป็น Prior Art ได้ จะต้องเหมือนกันอย่างพอเพียง หรือใช้แทนที่กันได้ (Interchangeable) ตัวอย่างเช่น ตัว Hardware ต้องต่างออกไป ตัว Software ก็ต้องต่างออกไปด้วย (Different Methodology) และเมื่อนำ Software รุ่นใหม่ๆ มาใช้กับ Hardware เดิมก็จะ Load ไม่ได้ หรือถ้า Load ได้ เมื่อใช้งานก็เกิดการผิดพลาด เป็นต้น ดังนั้น แม้ดูภายนอกจะเหมือนกัน แต่วิธีการภายในก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งประชาชนทั่วๆ ไปจะไม่เข้าใจ จึงคาดว่าเรื่อง Prior Art นี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ศาลสหรัฐตัดสินยกฟ้อง Samsung และก็เช่นเดียวกัน ศาลญี่ปุ่นก็ตัดสินว่า Samsung ไม่ได้ลอกเลียน Apple ในเรื่องของการ Synchronize เพลงและข้อมูลวิดีโอระหว่างอุปกรณ์กับ Servers โดยใช้ Kies Software และก็ทำนองเดียวกันอีกนั่นแหละ ที่ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์อื่นๆ ถึงแม้จะดูเหมือนๆ กับ Apple แต่ระบบการทำงานอาจจะต่างกันออกไป ผู้เขียนเชื่อว่าคนของ Apple คงไปไล่ผ่าเครื่องอื่นๆ มาดูแล้วว่าเหมือนๆ กันหรือไม่ ทำให้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่ Apple จะชนะได้ทุกกรณี

แต่ถ้ามองอีกแง่มุมหนึ่ง ปัญหาการต่อสู้ระหว่าง Apple กับ Samsung ก็ไม่ใช่แค่ปัญหาการเอาชนะกันว่าใครลอกเลียนหรือละเมิดสิทธิบัตรของใคร แต่เป็นสัญญาณแสดงให้เห็นถึงความบกพร่องของระบบทรัพย์สินทางปัญญา หรือถ้าพูดให้แคบลงก็คือระบบสิทธิบัตรนั่นเอง

 

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69