
เศรษฐกิจไทยกับ QE3
ที่บ้านผมพักนี้ มีคนที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเล่นหุ้นที่จอคอมพิวเตอร์จนลืมทำกับข้าวกับปลาให้ผมกินมาหลายวันแล้ว
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
ที่บ้านผมพักนี้ มีคนที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเล่นหุ้นที่จอคอมพิวเตอร์จนลืมทำกับข้าวกับปลาให้ผมกินมาหลายวันแล้ว ตั้งแต่ดัชนีตลาดหุ้นพุ่งกระฉูดจาก 1,025 จุด เมื่อปลายปี ขึ้นมาจนถึง 1,290 จุด เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่เพิ่งผ่านมา
ด้วยความโมโหหิว ผมพยายามค้นหาสาเหตุว่าอะไรทำให้ผมอดกินข้าวที่บ้าน และแล้วก็พบว่า เจ้าตัวร้ายที่ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นสูงขึ้น 265 จุด ใน 10 เดือน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 25% ได้แก่สิ่งที่เรียกว่า QE 3 นั่นเอง
อะไรคือ QE 3 ผมเชื่อว่า ท่านผู้อ่านคงได้ยินมาบ้างแล้วว่า เป็นมาตรการทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ที่ออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและลดอัตราการว่างงานของสหรัฐ แต่มาตรการนี้ทำให้เงินเหรียญสหรัฐไหลทะลักจากสหรัฐไปท่วมประเทศอื่นเพื่อหาผลประโยชน์ตอบแทน
แต่ที่น่าสนใจ คือ ไม่ค่อยมีใครเข้าใจว่า QE 3 ทำงานอย่างไร และ QE 3 จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศเล็กๆ อย่างเราอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่หุ้นกำลังขึ้น คนเล่นหุ้นกำลังสนุกสนานกับการทำกำไรในตลาดหุ้น
ก่อนคุยกันเรื่อง QE 3 ต่อ ขอออกตัวก่อนว่าจะไม่ขอต่อล้อต่อเถียงกับใครว่า ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นเพราะ QE 3 ทำให้เงินไหลเข้ามาในตลาดหุ้นมากน้อยเพียงใด เพราะผมเชื่อว่า ถึงจะไม่มีเม็ดเงินไหลเข้ามาเลย ผลกระทบต่อเนื่องจากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นใหญ่ๆ ในโลก โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐซึ่งได้รับอานิสงส์จาก QE 3 เต็มๆ ก็ส่งผลให้ตลาดหุ้นเล็กๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นตาม ส่วนใครที่เห็นเป็นอย่างอื่น ก็แล้วแต่วิจารณญาณของใครของมันก็แล้วกัน
QE 3 คืออะไร QE 3 ย่อมาจากคำว่า Quantitative Easing หรือการผ่อนคลายมาตรการทางการเงินเชิงปริมาณกระตุ้นเศรษฐกิจมาตรการนี้ ธนาคารกลางสหรัฐจะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปในสถาบันการเงิน เพื่อให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้ภาคธุรกิจเพื่อให้ภาคธุรกิจลงทุน ขยายกิจการเพื่อสร้างงานให้คนมีงานทำ เพื่อให้คนอเมริกันมีรายได้ จะได้นำไปใช้จ่ายเพื่อให้ภาคธุรกิจขยายตัว เพื่อให้คนมีงานทำ ฯลฯ
วิธีการก็คือ ธนาคารกลางของสหรัฐจะเข้าไปรับซื้อพันธบัตรที่รัฐบาลขายให้สถาบันการเงินจากธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินอื่นที่มีหลักทรัพย์จำนองเป็นหลักประกัน (MortgageBacke Securities) เดือนละ 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทุกเดือนต่อเนื่องกันไป นอกจากนั้นยังจะแลกพันธบัตรระยะยาวคืนมาจากสถาบันการเงิน โดยออกพันธบัตรระยะสั้นไปให้อีกเดือนละ 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยไม่มีกำหนดเวลาว่าจะเลิกมาตรการที่ว่าเมื่อไร คงบอกแค่ว่า จะยกเลิกมาตรการนี้ก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว และอัตราการจ้างงานเพิ่มขึ้น เมื่อไรไม่ทราบ
นอกจากนั้น ธนาคารกลางสหรัฐยังผ่อนคลายมาตรการทางการเงินโดยคงอัตราดอกเบี้ยไว้ระหว่าง 0-0.25% จนถึงปี 2015
เพราะฉะนั้น จะเห็นว่า QE 3 ทำให้มีปริมาณเงินเพิ่มในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างน้อยเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และทำให้อัตราดอกเบี้ยสำหรับการกู้ยืมเงินอยู่ในระดับต่ำต่อไปอีก 2 ปี ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐหวังว่าจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัว ประชาชนมีงานทำเพิ่มขึ้น
พูดถึงตรงนี้ ถ้าท่านเข้าใจก็ดีแล้ว แต่ถ้ารู้สึกว่ายิ่งพูดยิ่งงงก็สรุปง่ายๆ ได้ว่า QE 3 คือ มาตรการพิมพ์เงินของธนาคารกลางสหรัฐใส่เข้าไปในระบบเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และกดดันอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำระหว่าง 0-0.25% ต่อไปอีกอย่างน้อย 2 ปี
พอมาตรการนี้ถูกประกาศออกมาเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา ผลที่ได้ก็เป็นดังคาด คือ ตลาดหุ้นพุ่งกระฉูดทั้งโลก เพราะทุกคนทราบว่า กำลังจะมีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าไปในตลาดหุ้นทุกเดือน ตลาดหุ้นเล็กๆ อย่างตลาดหุ้นไทยเลยได้รับอานิสงส์ตามแห่ไปด้วย ตามที่ว่าไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม มีนักเศรษฐศาสตร์และนักการเงินจำนวนไม่น้อยเหมือนกันที่ตั้งคำถามว่า การที่ธนาคารกลางสหรัฐใช้สิทธิที่สามารถพิมพ์เงินได้โดยไม่ต้องมีเงินตราต่างประเทศหรือทองคำหนุนหลังเหมือนประเทศอื่น พิมพ์เงินอัดฉีดเข้าไปในระบบเศรษฐกิจดื้อๆ โดยไม่มีกิจการ...ทางเศรษฐกิจที่แท้จริงรองรับ ไม่ได้ผลิตสินค้าหรือบริการอะไรออกมาจริงๆ นอกจากกระดาษจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตและลดอัตราการว่างงานได้จริงหรือ สถาบันการเงินจะยอมปล่อยสินเชื่อสุ่มสี่สุ่มห้าเพียงเพราะมีเม็ดเงินราคาถูกไหลเข้ามาในระบบและลูกค้าที่ไม่มีคุณภาพเข้ามาขอกู้ เพราะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำอย่างนั้นหรือ
ที่สำคัญมาตรการเดียวกันที่เคยถูกนำมาใช้ก่อนหน้านี้ที่เรียกว่า QE 1 และ QE 2 ใช้เงินไปกว่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ดูเหมือนว่าไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่คาด ทำให้ต้องออก QE 3 เพิ่มเติม
ผมว่าปล่อยให้เขาเกี่ยงกันไปในอเมริกาก็แล้วกัน เพราะของพรรค์นี้ถ้าผลยังไม่เกิดก็ไม่ทราบว่า ใครถูกใครผิด แต่ที่พิสูจน์มาแล้ว คือ ธนาคารกลางสหรัฐดำเนินนโยบายผิดมาแล้วอย่างน้อย 3 ครั้ง คือ ตอนออก QE 1 และ QE 2 และการปล่อยให้เกิดฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ก่อนหน้าทำให้หลายคนสงสัยว่าหรือธนาคารกลางสหรัฐกำลังจะสร้างฟองสบู่ใหม่อีกรอบหนึ่งกันแน่ คงต้องติดตามดูกันต่อไป
กลับมาที่ตั้งคำถามแต่แรกว่า ผลกระทบของ QE 3 ต่อเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร ที่เห็นเป็นบวกแน่ๆ ขณะนี้ คือ ตลาดหุ้นที่โตเอาโตเอาตั้งแต่มาตรการนี้ออกมา แต่ถ้าดูตัวเลขการส่งออกก็ดี การลงทุนของประเทศก็ดี ยังอยู่ในภาวะกะปลกกะเปลี้ย ส่วนการบริโภคภาคประชาชนดูเหมือนว่าจะดี แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยเริ่มออกมาเตือนด้วยความเป็นห่วงถึงภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นเกินกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้
คำถามคือ การไหลเข้าของเงินทุนระยะสั้นจาก QE 3 จะช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้การส่งออกเพิ่มขึ้น ทำให้การลงทุนเพิ่มขึ้นเหมือนการเพิ่มขึ้นของตลาดหลักทรัพย์หรือไม่
ในอเมริกาหลังการออก QE 3 เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจซบเซา มีการตั้งคำถามว่า ในขณะที่ธนาคารกลางบอกว่า เศรษฐกิจกำลังถดถอยซบเซา ซึ่งหมายความว่าราคาสินค้าจะลดลงนั้น ราคาอาหารเพิ่มขึ้นหรือไม่ ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นหรือไม่ ค่าเล่าเรียนในสถาบันการศึกษาเพิ่มขึ้นหรือไม่ ราคาค่าโดยสารรถเมล์เพิ่มขึ้นหรือไม่ ราคาตั๋วหนังเพิ่มขึ้นหรือไม่ ราคาพันธบัตรเพิ่มขึ้นหรือไม่ และราคาหุ้นเพิ่มขึ้นหรือไม่ คำตอบคือ เพิ่มขึ้นทุกตัว การเร่งอัดฉีดเบิกเงินเข้าไปในระบบจำนวนมหาศาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จริงๆ แล้วนอกจากจะกระตุ้นดีมานด์ของสินค้าและบริการยังกระตุ้นให้ราคาสินค้าและบริการเพิ่มไปอีก จนคนทั่วไปเดือดร้อนหรือไม่
ฟังดูคุ้นๆ ใช่ไหม ลองประยุกต์สถานการณ์ให้เข้าสู่สถานการณ์บ้านเราดู เพื่อความไม่ประมาทบ้างนะครับ







