posttoday

ปฐมบทพระป่าที่ภูเก็ต

21 ตุลาคม 2555

พระธรรมยุตปักหลักลงในภาคใต้โดยแตกหน่อก่อวงศ์มาจากสายพระธรรมยุตสายใหญ่ คือ สมเด็จพระวันรัต (ทับ พุทธสิริ) อดีตเจ้าอาวาสวัดโสมนัสวิหาร แต่ก่อนช่วงกึ่งพุทธกาลเล็กน้อย พระธรรมยุตจากอีสานได้เผยแผ่ธรรมะไปยังภาคใต้เป็นครั้งแรก ทำให้ “พระป่า” เป็นที่รู้จักและตั้งมั่นในภาคใต้ได้จนถึงทุกวันนี้

พระธรรมยุตปักหลักลงในภาคใต้โดยแตกหน่อก่อวงศ์มาจากสายพระธรรมยุตสายใหญ่ คือ สมเด็จพระวันรัต (ทับ พุทธสิริ) อดีตเจ้าอาวาสวัดโสมนัสวิหาร แต่ก่อนช่วงกึ่งพุทธกาลเล็กน้อย พระธรรมยุตจากอีสานได้เผยแผ่ธรรมะไปยังภาคใต้เป็นครั้งแรก ทำให้ “พระป่า” เป็นที่รู้จักและตั้งมั่นในภาคใต้ได้จนถึงทุกวันนี้

ศิษย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่จาริกธรรมนำปฏิปทาของพระป่าไปเผยแผ่ในภาคใต้เป็นคณะแรกเลยคือ หลวงตาอำพัน และพระมหาปิ่น ชลิโต (พระครูวิโรจน์ธรรมาจารย์) วัดอริยวงศาราม จ.ราชบุรี

หลวงตาอำพันรูปนี้ ในอดีตท่านคือ ขุนศิริเตโชดม อดีตนายอำเภอเดชอุดม จ.อุบลราชธานี ซึ่งเกษียณราชการแล้วออกบวชและเผยแผ่ธรรมะ

เป็นศิษย์หลวงปู่มั่นรูปแรกที่เดินทางไปยังภาคใต้

ตามประวัติซึ่งปรากฏอยู่ในที่ต่างๆ รวมทั้งในประวัติหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ซึ่งได้กล่าวถึงเรื่องการเผยแผ่ธรรมะของคณะกรรมฐานไปยังภาคใต้อย่างเป็นระบบก็ระบุว่า การเผยแผ่ธรรมะของทั้งสองท่านนี้ก่อให้เกิดความไม่พอใจของคนบางกลุ่ม เพราะแนวทางของท่านได้ปลูกศรัทธาให้เกิดขึ้นในหมู่พุทธศาสนิกชนโดยเฉพาะที่ จ.ภูเก็ต พังงา และกระบี่ เป็นอย่างดี และความที่ “เป็นที่สนใจอย่างเอิกเกริก” ทำให้เกิดปัญหา จนทั้งสองรูปยากจะรับมือได้

จังหวะนั้นเอง หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ได้จาริกจากอีสานลงไปพำนักอยู่ที่วัดควนมิตร อ.จะนะ จ.สงขลา พอดี พระอาจารย์มหาปิ่นจึงเข้ามากราบอาราธนาขอให้หลวงปู่เทสก์ไปช่วยเป็นหลักชัยในพื้นที่ดังกล่าว

จากความตั้งใจว่า จาริกมาเพื่อปฏิบัติธรรม ในที่สุดหลวงปู่เทสก์ต้องพำนักอยู่ในภาคใต้ถึง 15 ปี

ปฐมบทพระป่าที่ภูเก็ต

 

เท่าที่ตรวจสอบหารายชื่อได้ มีพระภิกษุที่ติดตามหลวงปู่เทสก์ลงไปยังภาคใต้ หลังงานถวายเพลิงสรีระสังขารหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลายสิบรูป เท่าที่รวบรวมไว้ได้และปรากฏอยู่ในหนังสือประวัติหลวงปู่เหรียญก็คือ

1.หลวงปู่สาม อกิญจโน 2.หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ 3.พระอริยเวที (มหาเขียน ฐิตสีโล) 4.หลวงปู่มหาเจิม ปัญญาพโล 5.หลวงปู่จันทร์โสม กิตติกาโร 6.หลวงปู่คำพอง ติสโส 7.พระอาจารย์วัน อุตตโม 8.หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ 9.หลวงปู่หล้า เขมปัตโต 10.หลวงปู่จันทร์แรม เขมสิริ 11.หลวงปู่บุญรักษ์ ฐิตปุญโญ 12.พระราชภาวนาพินิจ (พระมหาสนธิ์ อนาลโย) 13.พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป 14.หลวงพ่อคำบ่อ ฐิตปัญโญ 15.พระอาจารย์ทองพูน ฐิตธัมโม 16.พระอาจารย์คำผาย ปภาโส 17.พระอาจารย์รินทร์ทอง (ไม่ทราบฉายา) 18.พระอาจารย์พรหมา (ไม่ทราบฉายา) 19.พระอาจารย์อรุณ (ไม่ทราบฉายา) 20.พระอาจารย์บุญกง (ไม่ทราบฉายา) 21.พระมหาเกษม (ไม่ทราบฉายา) 22.พระมหาอุทัย (ไม่ทราบฉายา) 23.พระสิงหา (ไม่ทราบฉายา) 24.พระอาจารย์คล้าย ทานรโต 25.พระสุบิน สุปินโน (ลาสิกขา) 26.พระมนัส วรจิตโต 27.พระอาจารย์ปั่น (ไม่ทราบฉายา) 28.พระอาจารย์อาจ (ไม่ทราบฉายา)

ช่วงแรกนั้นหลวงปู่เทสก์พำนักอยู่ที่พักสงฆ์ ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา แต่วันหนึ่งหลังตรุษจีนปี 2494 “คุณนายหลุยวุ้น หงส์หยก” ภรรยา “หลวงอนุภาษภูเก็ตการ” เจ้าของเหมืองแร่เจ้าฟ้า ได้นิมนต์ให้หลวงปู่เทสก์และคณะรวม 4 รูปฉันภัตตาหารเช้าที่ จ.ภูเก็ต เมื่อเสร็จพิธีแล้วหลวงปู่เทสก์ได้ปรารภว่าจะตั้งสำนักพระกัมมัฏฐานที่นั่น

ตามประวัติที่ปรากฏในหนังสือประวัติหลวงปู่เหรียญ ระบุว่า คุณนายหลุยวุ้นรับปากว่าจะหาที่ดินให้ ในที่สุดก็มีผู้มีจิตศรัทธาถวายที่ดินบริเวณหลังที่ตั้งศาลสถิตยุติธรรม บริเวณเขาโต๊ะแซะ ให้เป็นที่จัดสร้างเป็นสำนักสงฆ์หลังศาล ซึ่งปัจจุบันคือ วัดเจริญสมณกิจ หรือวัดหลังศาล นั่นเอง

การก่อสร้างวัดหลังศาลนี้ได้แสดงให้เห็นถึงพลังสามัคคีของคณะศรัทธาทั้งปวง ซึ่งน่าสนใจยิ่ง และได้สะท้อนให้เห็นถึงการเผยแผ่ธรรมะของวงศ์พระป่าในภาคใต้ โดยเฉพาะที่ จ.ภูเก็ต ได้เป็นอย่างดี

ประวัติหลวงปู่เหรียญบันทึกเรื่องตอนนี้ไว้แบบรวบรัดดังที่ได้แสดงมาแล้ว แต่ตามประวัติของวัดเจริญสมณกิจให้ความที่ชัดขึ้นว่า “คุณนายหลุยวุ้น หงส์หยก เป็นผู้ไปนิมนต์ พระอาจารย์เทสก์ พร้อมด้วยพระมหาปิ่น ซึ่งเดินรุกขมูลมาจากภาคอีสานแล้วได้มาพักจำพรรษาอยู่ ณ ที่ ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ขอให้เข้ามาอบรมศีลธรรมฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานในเกาะภูเก็ต เมื่อเดือน ก.พ. พอดีตรงกับวันตรุษจีนใน พ.ศ. 2494

“ก่อนจะเข้ามาในจังหวัด คุณนายพร้อมด้วยคุณหลวงอนุภาษภูเก็ตการ ได้นิมนต์ให้เข้าไปพักที่บ้านพักตากอากาศสวนมะพร้าว 10 กว่าวัน ในขณะที่พักอยู่นั้นคุณนายและคุณหลวง พร้อมด้วยผู้ที่สนใจในธรรมปฏิบัติที่มาจากในจังหวัดหลายคนด้วยกัน ก็ได้เข้าศึกษาและหัดทำภาวนาสมาธิทุกๆ วัน จนเป็นที่ซาบซึ้งในรสพระสัทธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแน่นแฟ้น แล้วได้ปวารณาที่ดินเพื่อที่จะสร้างให้เป็นวัดอีกหลายแห่ง แต่เมื่อไปตรวจดูแล้วที่เหล่านั้นไม่เหมาะสมที่จะตั้งวัด จึงได้ย้ายเข้ามาในจังหวัด พักที่ค่ายฝรั่ง (ปัจจุบันเป็นบ้านพักปลัดเทศบาลเมือง) เพื่อผู้สนใจในธรรมปฏิบัติจะได้ไปมาศึกษาโดยสะดวกและเพื่อเลือกหาสถานที่ต่อไป ทุกๆ คืนที่มาพักอยู่นั้นเป็นเวลา 3 เดือนเศษ มีผู้ที่สนใจในธรรมปฏิบัติได้มาอบรมและหัดภาวนาทำสมาธิอย่างน้อย 10 กว่าคนทุกๆ วันไม่ขาด

“...เมื่อได้ทราบว่าที่ ณ ที่ตั้งวัดในปัจจุบันเป็นที่ว่างเปล่า จึงได้ขึ้นมาตรวจดูเห็นเป็นสถานที่เหมาะทุกประการ จึงได้ติดต่อขอซื้อจากเจ้าของที่ดิน (คือ นายบวร กุลวณิช) เจ้าของก็ตกลงยอมขายให้ เป็นราคาไร่ละ 1,000 บาท ซึ่งนับว่าแพงมากในสมัยนั้น แต่ด้วยกำลังศรัทธาของผู้มีศรัทธาทั้งหลายมีคุณนายหลุยวุ้น หงส์หยก และคุณนายแข พิพัฒน์ เป็นหัวหน้าตกลงยอมเอา แล้วมอบให้คุณนายแขเป็นผู้ดำเนินการ แต่ได้ซื้อเอาเพียง 4 ไร่เท่านั้น ที่นายบวรรวมทั้งหมด 80 กว่าไร่ เหลือจากที่ซื้อแล้วเจ้าของอนุญาตให้ทำการปลูกสร้างและอยู่ได้ทั่วไปโดยอิสระ ไม่คิดค่าใดๆ ทั้งหมด และไม่มีกำหนดด้วย การปลูกสร้างทำเป็นกำมะลอรูปวัดอรัญญวาสี ปฏิบัติดำเนินตามธุดงควัตร 13 ฉันมื้อเดียว ฉันในบาตร เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร เป็นต้น จนเข้าพรรษา การปลูกสร้างก็สำเร็จเรียบร้อย

ในพรรษานั้นมีพระเข้าอยู่จำพรรษา 4 รูป สามเณร 2 รูป รวมเป็น 56 รูปด้วยกัน ในปีต่อมา พ.ศ. 2495 ได้ปลุกกุฏิสมภาร 1 หลังและปี 2496 คุณนายแข พิพัฒน์ ได้ให้ช่างหล่อเสาศาลาโรงธรรม แต่เป็นที่น่าเสียดายสร้างวัดไม่ทันจะเสร็จ คุณนายหลุยวุ้น ด่วนมาถึงแก่กรรมไปเสียก่อน ที่ยังเป็นกำลังใหญ่ก็ยังเหลือคุณนายแข พอเป็นที่อบอุ่นต่อไป แต่แล้วศาลายังไม่ทันจะได้ยกเลย คุณนายแขก็มาถึงแก่กรรมไปอีกคน ทำให้เหล่าพุทธบริษัททางวัดว้าเหว่เศร้าสลดใจมาก แต่ยังดีแสนดีได้ แม่ศรี หลานสาวของคุณนายแข ผู้กตเวทีต่อยาย ยังได้ไปขายบ้านที่ จ.ธนบุรี ราคา 3.5 หมื่นบาท มาเป็นทุนสร้างศาลาต่อไป...”

เดิมนั้นที่ตั้งของสำนักสงฆ์หลังศาลเป็นสวนมะพร้าวเก่าแก่ ซึ่งคหบดีชาวภูเก็ตชื่อ นายบวร กุลวนิช ซื้อไว้ทำเหมืองแร่ คณะพุทธบริษัทได้สละทรัพย์ขอซื้อที่ดินจากนายบวร ครั้งแรกซื้อ 4 ไร่ ไร่ละ 1,000 บาท โดยเจ้าของยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ให้ ต่อมาในปี 2503 ได้ขอซื้อเพิ่มอีก 2 ไร่ หนนี้เจ้าของที่ขอถวายโดยไม่คิดมูลค่า หลายปีถัดจากนั้นได้ขอซื้อเพิ่มอีก 4 ไร่

รวมเป็นที่ดินทั้งหมด 12 ไร่ 3 งาน 4 วา

สภาพของพื้นที่ดังกล่าวเวลานั้น ตอนเริ่มแรกเป็นป่าหญ้าคาหนาทึบ มีสัตว์ป่าชุกชุม

ปฐมบทพระป่าที่ภูเก็ต

 

หลวงปู่เทสก์เองได้บันทึกไว้ว่า “เราทำกุฏิเล็กๆ และบริเวณก็แคบ พอปัดกวาดรอบได้ แล้วก็ทำทางพอเดินไปหากัน กลางคืนเราเปิดกุฏิออกมาจะเดินไปหากัน เสือกระโดดเข้าป่าโครม บางทีพากันนั่งฉันน้ำร้อน ตอนเย็นๆ เสียงร้องตะกุยๆ ออกจากป่า แทบจะเห็นตัวเลย กลางวันแสกๆ ยังตะครุบเอาสุนัขเอาแมวไปกินก็มี ดีที่เสือเหล่านี้ไม่อาละวาด เสือก็อยู่ตามเรื่องของเสือ คนก็อยู่ตามประสาคน เสียงโคร่งร้อง คนเมืองภูเก็ตยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไป เราเคยเที่ยวป่าเที่ยวเขามามากแล้ว เสือมันจะทำเสียงเช่นไร เรารู้ของมันหมด”

หลังเจ้าที่ดินโอนโฉนดมาแล้ว หลวงปู่เทสก์ได้ขออนุญาตสร้างวัดทันทีและได้รับอนุญาตเมื่อวันที่ 12 เม.ย. 2503

ในระยะเริ่มต้นนั้น หลวงปู่เทสก์จัดให้มีการศึกษาและตั้งโรงเรียนนักธรรมโดยสอนกันแบบครั้งพุทธกาล กล่าวคือ “อาจารย์ใครต่างก็สอนลูกศิษย์ของตนเอง โดยไม่เลือกสถานที่และเวลา ว่างเมื่อไหร่ก็สอนกันไป แต่ให้สอนตามหลักสูตรของชั้นนั้นๆ เพื่อให้ควบคู่กันไปกับการปฏิบัติ ปีแรกมีนักเรียนครบทั้ง 3 ชั้น คือ ตรี โท เอก แต่ไม่มากนัก แล้วไปขึ้นบัญชีสอบที่ จ.นครศรีธรรมราช ปีต่อมามีนักเรียนมากขึ้น ทางภาคท่านได้อนุมัติให้ทำการสอบ ณ วัดเจริญสมณกิจได้ การเรียนได้ผลเป็นที่พอใจมาก เคยได้รางวัลนักเรียนสอบได้มาก จากมหามกุฏราชวิทยาลัย 2 ครั้ง...”

น่าสนใจว่า แม้แต่หลวงปู่เทสก์เองก็มาเรียนกับเขาด้วย

เรื่องนี้ปรากฏอยู่ในคำบอกเล่าของหลวงปู่จันทร์โสม กิตติกาโร หลานหลวงปู่เทสก์ซึ่งอยู่ในประวัติหลวงปู่เหรียญว่า “ทีแรกหลวงปู่เทสก์ท่านกะว่าจะไม่มีเรียนหรอก แต่ท่านมาพิจารณาถึงคุณค่าในกิจการพุทธศาสนา ที่มีทั้งปริยัติและปฏิบัติควบคู่กันไป จึงดำเนินตามแนวนั้นและท่านก็เรียนด้วย ส่วนหลวงปู่เหรียญสมัยก่อนท่านสอบได้นักธรรมตรีแล้ว ตั้งแต่บวชใหม่ๆ ท่านหัวดีก็เลยสอบได้นักธรรมโทและเอก 2 ชั้น เวลาสอบปีแรกไปสอบที่สำนักวัดมหาธาตุ จ.นครศรีธรรมราช

ปีต่อมาหลวงปู่เทสก์ได้ขออนุญาตเปิดสอบขึ้นที่วัดเจริญสมณกิจ ภูเก็ต เอง พวกเราสอบกันทั้งหมด ท่านพระอาจารย์วันเป็นผู้สอน ครั้งนั้นเรียกว่า สอบกันได้ยกชั้น ทำให้เป็นโรงเรียนมีชื่อคือ วัดเจริญสมณกิจสอบได้ทั้งสำนัก...”

ประวัติของวัดเจริญสมณกิจ ซึ่งบันทึกไว้‌โดยพระครูสถิต บุญญารักษ์ เจ้าอาวาสรูป‌ต่อมาของวัด ระบุว่า วันหนึ่งในปี 2506 ซึ่ง‌เป็นช่วง 12 ปีหลังการบุกเบิกสร้างวัดแห่งนั้น‌ของหลวงปู่เทสก์ “ท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้‌ปรารภกับพวกญาติโยมที่มาวัดในวันพระ ณ ‌ท่ามกลางศาลาการเปรียญ หลังจากท่านได้‌แสดงธรรมเสร็จแล้วว่า การที่อาตมาได้มาอยู่ ‌จ.ภูเก็ต ก็เป็นเวลาหลายปีแล้ว ยิ่งอยู่นาน‌สุขภาพร่างกายก็ยิ่งทรุดโทรม ไม่ทราบว่าจะอยู่‌ไปได้นานสักเท่าไหร่ ฉะนั้นก่อนจากไป อาตมา‌คิดว่าควรจะได้ลงมือก่อสร้างอุโบสถไว้บ้าง ถึง‌แม้จะไม่เสร็จก็ไม่เป็นไร เราเป็นผู้ริเริ่มไว้ก่อน‌แล้วให้คนอื่นเขามาสร้างต่อก็ยังดี ดีกว่าไม่ลง‌มือเสียเลย บัดนี้อาตมาเห็นว่าเป็นกาลอัน‌สมควรที่จะเริ่มลงมือได้แล้ว หรือญาติโยมจะ‌เห็นสมควรอย่างไร ปรากฏว่า วันนั้นอุบาสิกา‌ล้วนๆ ประมาณไม่เกิน 20 คน ต่างแสดงความ‌ยินดีต่อคำปรารภของท่านโดยพร้อมเพรียง...”

ปี 2507 หลวงปู่เทสก์จากภาคใต้หวนคือสู่‌ภาคอีสานกลับไปจำพรรษาที่วัดถ้ำขาม จากนั้น‌ก็ไปพำนักที่วัดหินหมากเป้ง และถ้ำขามไปมา‌จนกระทั่งมรณภาพ

บันทึกไว้โดยพระครูสถิต บุญญารักษ์ บอก‌วันชัดเจนว่าหลวงปู่เทสก์จากภาคใต้มาในวันที่ ‌12 ม.ค. 2507 ดังบันทึกที่ว่า

“...รุ่งขึ้นอีกปี คือ วันอาทิตย์ที่ 12 ม.ค. ‌2507 ท่านเจ้าคุณพระอาจารย์ก็ได้อำลาจากภูเก็ตเป็นปีสุดท้าย และในปีนั้นเองท่านได้‌ไปจำพรรษาอยู่ที่ถ้ำขาม จ.สกลนคร พร้อมกัน‌นั้นท่านได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเจริญสมณกิจ และตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดภูเก็ต พังงา ธรรมยุต...”

พระครูสถิต บุญญารักษ์ ได้อาจารย์ประภาส อวยชัย อดีตประธานศาลฎีกา ซึ่ง‌ขณะนั้นเป็นหัวหน้าศาลจังหวัดภูเก็ตเป็นกำลัง‌สำคัญช่วยสร้างโบสถ์วัดเจริญสมณกิจจน‌สำเร็จ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปปิดทองช่อฟ้าเมื่อวันที่ ‌23 พ.ค. 2510 พระสังฆราชผูกพัทธสีมาและ‌ฝังลูกนิมิตเมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2511

น่าสนใจว่าในงานผูกพัทธสีมานั้นเอง มีพระ‌เถระไปร่วม 56 รูป อาทิ สมเด็จพระสังฆราช ‌องค์ปัจจุบัน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งสมณศักดิ์ที่ ‌พระศาสนโสภณ หลวงปู่เทสก์ พระอาจารย์ฝั้น ‌อาจาโร วัดอุดมสมพร จ.สกลนคร หลวงปู่อ่อน ‌ญาณสิริ วัดป่านิโครธาราม จ.อุดรธานี หลวงปู่‌เหรียญ วรลาโภ จ.หนองคาย หลวงปู่บัวพา ‌ปัญญาภาโส วัดป่าพระสถิตย์ จ.หนองคาย พระ‌อาจารย์สุวัจน์ สุวโจ วัดป่าภูธรพิทักษ์ ‌จ.สกลนคร พระอาจารย์วัน อุตตโม จ.สกลนคร ‌หลวงปู่คำพอง ติสโส ฯลฯ ไปร่วมด้วย

รากฐานพระกรรมฐานในภาคใต้โดย‌เฉพาะที่ภูเก็ตเริ่มต้นมาอย่างนี้...

ข่าวล่าสุด

จีนร่างกฎคุมเข้ม “มนุษย์ดิจิทัล” เพื่อคุ้มครองเด็กและความมั่นคง