posttoday
เบื้องหลังโนเบลสันติภาพ เสถียรภาพอียูคือความสงบสุขโลก

เบื้องหลังโนเบลสันติภาพ เสถียรภาพอียูคือความสงบสุขโลก

15 ตุลาคม 2555

แม้สหภาพยุโรป (อียู) ในขณะนี้จะตกอยู่ในสภาวะยากลำบากทางเศรษฐกิจและความไม่สงบภายในสังคม

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

“แม้สหภาพยุโรป (อียู) ในขณะนี้จะตกอยู่ในสภาวะยากลำบากทางเศรษฐกิจและความไม่สงบภายในสังคม แต่คณะกรรมการรางวัลโนเบลมุ่งสนใจถึงผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของอียู คือความสำเร็จจากการต่อสู้เพื่อสันติภาพ ความสามัคคีปรองดอง ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน”

แถลงการณ์ของคณะกรรมการรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ระบุถึงเหตุผลของการตัดสินใจยกรางวัลโนเบลสันติภาพประจำปี 2555 ให้แก่สหภาพยุโรป (อียู) ไปครอง

ทั้งนี้ หากพิจารณาตามเหตุผลของคณะกรรมการรางวัลโนเบล รางวัลโนเบลสันติภาพสำหรับอียูในครั้งนี้ จึงเป็นเสมือนขวัญและกำลังใจที่จะช่วยสนับสนุนให้อียูฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้ได้จนตลอดรอดฝั่ง

ทว่า หากพินิจพิเคราะห์ให้ลึกในรายละเอียดแล้ว รางวัลโนเบลสันติภาพที่มอบให้แก่อียูในครั้งนี้กลับไม่ต่างอะไรกับสารคำสั่งส่งตรงถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคยุโรป รวมถึงประชากรชาวยุโรปกว่า 500 ล้านคน ว่าสันติภาพ ความสงบสุข และเสถียรภาพของโลก ณ เวลานี้ อยู่ในกำมือของอียูแล้ว

และเป็นหน้าที่ของอียูเช่นกันที่จะต้องจัดการปัญหาภายในของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาร้อนๆ อย่างวิกฤตหนี้สาธารณะให้ลุล่วงด้วยดี โดยยังคงสถานะความเป็นหนึ่งเดียวของอียูไว้แบบเหนียวแน่น

อาจเรียกได้ว่า รางวัลโนเบลสันติภาพที่ได้รับคราวนี้คืออีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญให้อียูเร่งจัดการวิกฤตหนี้ของตัวเองให้เสร็จสิ้นให้เร็วที่สุด ก่อนที่เศรษฐกิจทั่วโลกจะปั่นป่วนวุ่นวายมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็คงไม่ผิดนัก

เพราะในความเห็นของนักวิเคราะห์และนักลงทุน วิกฤตหนี้ของยุโรปคือตัวการที่ทำให้เศรษฐกิจโลกต้องถดถอยซบเซา ก่อผลกระเทือนต่อความเชื่อมั่น ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และสั่นคลอนเสถียรภาพโดยรวม จนกลายเป็นภัยคุกคามสันติภาพของภูมิภาคยุโรป รวมถึงของโลก

เบื้องหลังโนเบลสันติภาพ เสถียรภาพอียูคือความสงบสุขโลก

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าในช่วงไม่กี่ปีนับตั้งแต่เกิดวิกฤตหนี้สาธารณะ เสถียรภาพและความมั่นคงของโลกเริ่มเดินหน้าเข้าสู่ความเลวร้ายอย่างต่อเนื่อง

ไล่เรียงตั้งแต่ การเริ่มต้นใช้มาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาลชาติสมาชิก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศผู้ใช้สกุลเงินยูโร ที่มีตั้งแต่การตัดลดค่าใช้จ่าย ปลดคนงาน หั่นสวัสดิการ และเพิ่มการจัดเก็บภาษี

ผลลัพธ์ที่ได้นอกจากจะไม่ช่วยให้การขาดดุลงบประมาณและปริมาณหนี้ของประเทศลดลงแล้ว กลับยังทำให้เศรษฐกิจถดถอย โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา รายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุชัดว่าเศรษฐกิจยุโรปปีนี้จะหดตัวเพิ่มมากขึ้น 0.4%

ขณะเดียวกัน นโยบายรัดเข็มขัดที่เกิดขึ้นเพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือจากอียูสำหรับพยุงฐานะทางการคลังของประเทศ ยังส่งผลให้แรงงานทั่วยุโรปโดยเฉพาะในวัยหนุ่มสาว อยู่ในสภาวะตกงานเพิ่มสูงสุดทุบสถิติประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนี้ ซึ่งพุ่งมาอยู่ที่ 11.3% โดยมีประเทศสเปนติดอันดับคนตกงานมากที่สุดที่ 23.8%

เมื่อสภาวะเศรษฐกิจไม่ขยับและคนไม่มีกินเพราะไม่มีงาน ส่งผลให้ประชาชนตามประเทศต่างๆ เริ่มไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากการออกมาประท้วงต่อต้านนโยบายรัดเข็มขัดตามท้องถนนของรัฐบาลในหลายๆ ประเทศ เช่น กรีซ โปรตุเกส ไอร์แลนด์ สเปน โดยที่บางแห่งรุนแรงบานปลายกลายเป็นการจลาจล

ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์บีบคั้นที่ทำให้คับแค้นใจยังสั่นคลอนเอกภาพและเสถียรภาพของอียู โดยผลสำรวจความเห็นล่าสุดของยูโรบารอมิเตอร์พบว่า ความเชื่อมั่นต่อสาธารณะที่มีต่ออียูลดฮวบลงต่ำกว่า 31% เมื่อเทียบกับปี 2550 ก่อนเกิดวิกฤตหนี้สาธารณะ ซึ่งความเชื่อมั่นต่ออียูมีอยู่สูงถึง 57%

เรียกได้ว่า วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นส่งผลต่อความเชื่อมั่นของสาธารณะที่มีต่ออียูและก่อกระแสความเป็นไปได้ว่าอียูอาจถึงทางตันรอวันล่มสลาย

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งเริ่มวิเคราะห์กันแล้วว่า ในกรณีเลวร้ายที่สุดถึงขั้นที่อียูต้องล่มขึ้นมาจริงๆ และสกุลเงินยูโรถึงคราวต้องปิดฉากแน่นอน เมื่อนั้นทั่วโลกคงมีแต่ต้องทำใจยอมรับหายนะครั้งใหญ่ ถึงขั้นที่ อีฟส์ ไทเบอร์เกน จากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ในแคนาดากล่าวว่าเป็นวิกฤตแห่งศตวรรษ

เพราะสิ่งที่ตามมาหลังอียูล่มสลายก็คือความเสียหายของทรัพย์สินและหนี้สินมูลค่าหลายล้านยูโร เนื่องจากสัญญาหลายฉบับ ข้อตกลงต่างๆ ที่เคยทำในนามอียูมีอันต้องรื้อฟื้นทบทวนกันใหม่ ขณะเดียวกันอัตราการว่างงานภายในภูมิภาคมีแนวโน้มจะสูงลิ่ว เพราะสถานะทางการเงินของบริษัทหลายแห่งตกอยู่ในความไม่แน่นอนจนต้องยื่นขอล้มละลายเป็นทิวแถวพร้อมไล่ปลดคนงาน โดยยังไม่นับรวมถึงสภาพหลังการล่มสลายที่หลายประเทศในอียูจะหันมาใช้มาตรการทางภาษีศุลกากรเพื่อปกป้องเศรษฐกิจภายในประเทศของตนเอง

ผลลัพธ์ที่ได้จึงส่งผลต่อการค้า การลงทุนของโลกในระบบตลาดเสรีอย่างที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ กลายเป็นความบาดหมางระหว่างประเทศ จนลามไปถึงความไม่พอใจระหว่างประชาชนภายในประเทศที่นักวิเคราะห์และนักลงทุนเห็นตรงกันว่าจำต้องใช้เวลายาวนานหลายปีกว่าที่จะกลับคืนสู่ภาวะปกติสุขได้

ทั้งนี้ เมื่อผลดีมีมากกว่าผลเสีย หลายฝ่ายจึงเห็นพ้องตรงกันโดยปราศจากเสียงคัดค้านว่าบรรดาประเทศสมาชิกในกลุ่มสหภาพยุโรปสมควรอยู่ร่วมกันเป็นองค์กรเดียวต่อไป

และกลายเป็นที่มาของรางวัลอันทรงเกียรติในปี 2555 นี้ สำหรับอียู

อย่างไรก็ตาม ความใหญ่ ความต่าง และความห่าง ที่มีอยู่ภายใน 27 ชาติสมาชิก กลับไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับอียูที่จะเป็นองค์กรหนึ่งเดียว ซึ่งคิด พูด ทำ และมีจุดยืนในทิศทางเดียวกันอย่างแท้จริง

เพราะขนาดเพียงแค่จะหาตัวแทนขึ้นรับรางวัลโนเบลสันติภาพ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 10 ธ.ค.นี้ อียูกลับยังไม่สามารถเห็นตรงกันได้ อีกทั้งยังคงเป็นความคลุมเครือต่อไปว่าใครจะเป็นตัวแทน ระหว่าง เฮอร์แมน แวน รอมปาย ประธานคณะมนตรียุโรป โฮเซ มานูเอล บาร์รอสโซ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป มาร์ติน ชูลซ์ ประธานสภายุโรป หรือ มาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่