
พระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัยฯ
ปัญหาแรกซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ก็คือ ความใหม่ของธนาคารนั่นเอง ทั้งที่ธนาคารต้องมีหน้าที่และภาระอันสำคัญยิ่ง แต่ธนาคารก็ยังขาดคนรู้จักแพร่หลาย อันเป็นเหตุซึ่งจะก่อให้เกิดอิทธิพลทางการเงินและเครดิต ซึ่งธนาคารกลางจำต้องมี และเมื่อจำต้องตั้งธนาคารขึ้นโดยรีบเร่งให้มีคนไทยเป็นหัวหน้าหน่วยงานต่างๆ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยจึงจำต้องทรงบรรจุคนในตำแหน่งต่างๆ โดยอาศัยความรู้ความสามารถในด้านอื่น และความซื่อสัตย์สุจริตเป็นสำคัญ ด้วยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าพนักงานผู้ใหญ่ส่วนมากในธนาคารแห่งประเทศไทยในระยะแรกเริ่มนั้น หากจะมีความรู้ก็ยังขาดความชำนาญในกิจการธนาคาร พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยได้ทรงเผชิญต่อปัญหาบุคคลนี้ด้วยพระอุตสาหะและพระขันติธรรมทั้งที่ต้องทรงปฏิบัติหน้าที่ที่ปรึกษาการคลังในเวลาราชการ แต่ก็ต้องเสด็จยังธนาคารทุกวันในตอนบ่ายหลังเวลาราชการ ทรงสั่งงานและตรวจผลงานของทุกฝ่ายทุกส่วนในธนาคารด้วยพระองค์เองอย่างละเอียด หากมีความผิดพลาดเกิดขึ้นบ้างก็ใช้พระขันติธรรมทรงอดทนต่อความผิดพลาดนั้นๆ ทรงแก้ไขความผิดพลาดนั้นให้กลับคืนดีด้วยพระองค์เอง และทรงถือเอาความผิดพลาดนั้นๆ เป็นบทเรียนสอนให้พนักงานเกิดความรู้ความชำนาญในกิจการต่อไป ถึงแม้ว่าในข
ปัญหาแรกซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ก็คือ ความใหม่ของธนาคารนั่นเอง ทั้งที่ธนาคารต้องมีหน้าที่และภาระอันสำคัญยิ่ง แต่ธนาคารก็ยังขาดคนรู้จักแพร่หลาย อันเป็นเหตุซึ่งจะก่อให้เกิดอิทธิพลทางการเงินและเครดิต ซึ่งธนาคารกลางจำต้องมี และเมื่อจำต้องตั้งธนาคารขึ้นโดยรีบเร่งให้มีคนไทยเป็นหัวหน้าหน่วยงานต่างๆ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยจึงจำต้องทรงบรรจุคนในตำแหน่งต่างๆ โดยอาศัยความรู้ความสามารถในด้านอื่น และความซื่อสัตย์สุจริตเป็นสำคัญ ด้วยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าพนักงานผู้ใหญ่ส่วนมากในธนาคารแห่งประเทศไทยในระยะแรกเริ่มนั้น หากจะมีความรู้ก็ยังขาดความชำนาญในกิจการธนาคาร พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยได้ทรงเผชิญต่อปัญหาบุคคลนี้ด้วยพระอุตสาหะและพระขันติธรรมทั้งที่ต้องทรงปฏิบัติหน้าที่ที่ปรึกษาการคลังในเวลาราชการ แต่ก็ต้องเสด็จยังธนาคารทุกวันในตอนบ่ายหลังเวลาราชการ ทรงสั่งงานและตรวจผลงานของทุกฝ่ายทุกส่วนในธนาคารด้วยพระองค์เองอย่างละเอียด หากมีความผิดพลาดเกิดขึ้นบ้างก็ใช้พระขันติธรรมทรงอดทนต่อความผิดพลาดนั้นๆ ทรงแก้ไขความผิดพลาดนั้นให้กลับคืนดีด้วยพระองค์เอง และทรงถือเอาความผิดพลาดนั้นๆ เป็นบทเรียนสอนให้พนักงานเกิดความรู้ความชำนาญในกิจการต่อไป ถึงแม้ว่าในขณะนั้นพระองค์เจ้าวิวัฒนไชยได้ทรงมีพระกิตติคุณแพร่หลาย เป็นที่ยอมรับนับถือทั้งในและนอกประเทศ ว่าทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการคลังและการเงิน แต่ก็ทรงยอมรับด้วยพระโสรัจจะคุณอย่างเปิดเผยว่ายังไม่ทรงชำนาญในการธนาคาร ได้ทรงหาความรู้ใส่พระองค์ในเรื่องนี้อยู่เป็นนิจ และทรงรับความเห็นหรือคำแนะนำในเรื่องการธนาคารจากผู้อื่นที่เสนอไป โดยชอบด้วยน้ำพระทัยอันกว้างขวางปราศจากทิฐิมานะ
นอกจากปัญหาเรื่องบุคคลและความไม่ชำนาญงานดังที่กล่าวมาแล้ว พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยยังต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่ที่ยิ่งยวด เกี่ยวกับการคลังและเงินตราในระหว่างสงครามอีกมากมายหลายประการ ซึ่งพอจะสรุปได้ว่า ทำอย่างไรจึงจะมีเงินมาให้รัฐบาลใช้จ่ายในเมื่องบประมาณแผ่นดินขาดดุลและราคาสินค้ากำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นประการแรก ทำอย่างไรจึงจะมีเงินบาทจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายของกองทัพญี่ปุ่นและการค้าญี่ปุ่น ซึ่งจำเป็นต้องจ่ายตามสัญญาและตามนโยบายทางการเมืองในขณะนั้นเป็นประการที่สอง และในประการสุดท้าย ทำอย่างไรจึงจะป้องกันภาวะเงินเฟ้อในประเทศไทย หรืออย่างน้อยก็จำกัดภาวะนั้น ซึ่งเป็นผลธรรมดาของการสงคราม ให้อยู่ในขอบเขต
วิธีแก้ปัญหาประการแรก พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยได้ทรงเสนอให้รัฐบาลออกพระราชบัญญัติเงินตราในภาวะฉุกเฉิน พ.ศ. 2484 ซึ่งให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยจำหน่ายธนบัตรออกใช้แลกเปลี่ยนกับพันธบัตรคลัง พันธบัตรเงินกู้ของรัฐบาล และเงินเยนญี่ปุ่น ปรากฏว่าวิธีการของพระองค์ทำให้รัฐบาลมีเงินใช้จ่ายมาได้ตลอดโดยไม่ติดขัด ในการเงินที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่นทั้งทางด้านการค้าและการทหารนั้น พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยก็ได้ทรงหาทางปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งสัญญาที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้แก่ญี่ปุ่น เช่น ตั้งแหล่งกลางปริวรรตเงิน และทำข้อตกลงในการที่ญี่ปุ่นจะต้องใช้หนี้ทดแทนเงินบาท ที่เบิกจ่ายในประเทศไทยด้วยวิธีเครดิตบัญชีเงินฝากของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเรียกว่าบัญชีเงินเยนพิเศษ ทั้งนี้เพื่อทำให้หนี้สินของประเทศญี่ปุ่นที่มีอยู่ต่อประเทศไทยนั้น มีหลักฐานแน่ชัดสะดวกแก่การเรียกร้องคืนในภายหลัง นอกจากนั้นยังได้ทรงทำการตกลงหรือต่อรองกับทางฝ่ายญี่ปุ่นอีกหลายครั้งหลายครา เพื่อควบคุมการใช้จ่ายของญี่ปุ่นมิให้เหลือเฟือ อันจักเป็นผลเสียหายแก่การเงินของไทย และยังทรงได้เล็งเห็นการณ์ไกล ทรงพยายามเจรจากับฝ่ายญี่ปุ่นจนยอมตกลงให้ฝ่ายไทยใช้เงินเยน ซึ่งญี่ปุ่นเครดิตบัญชีธนาคารแห่งประเทศไทยไว้นั้นซื้อทองคำเก็บไว้ได้เป็นครั้งคราว ทำให้ทุนสำรองเงินตราของไทยมีค่าสูงขึ้นยิ่งกว่าที่จะเก็บไว้เป็นเงินเยน ทองคำที่ซื้อได้นี้ได้ทรงพยายามอย่างยิ่งที่จะมาเก็บไว้ในประเทศไทย และก็ได้มาเป็นบางส่วนเท่าที่การขนส่งในระหว่างสงครามจะอำนวยให้ ส่วนที่เหลือตกค้างอยู่ในประเทศญี่ปุ่นนั้นเมื่อเสร็จสงครามแล้วทางฝ่ายไทยก็ได้รับคืนมาในที่สุด
โดยเหตุที่ทรงตระหนักในภัยอันตรายต่างๆ อันจักเกิดขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยจึงได้ทรงค้นคิดหาทางที่จะควบคุมภาวะนั้นมิให้ลุกลามเป็นอันตรายร้ายแรง และได้เสนอวิธีการต่างๆ ต่อรัฐบาลไทยหลายวิธี เช่น การเพิ่มภาษีอากรทั้งทางตรงและทางอ้อม เพิ่มรายได้เข้าคลังจากองค์การรัฐพาณิชย์และกึ่งรัฐพาณิชย์ ประหยัดรายจ่ายแผ่นดิน และออกพันธบัตรเงินกู้ ทั้งหมดนี้เพื่อลดปริมาณของเงิน นอกจากนั้นก็ยังมีการถอนและกีดกันการใช้เงินของประชาชน และการควบคุมเครดิตเป็นต้น การรักษาระดับค่าของเงินตราไว้ให้สูงคงที่ในยามสงครามนั้น ไม่เคยปรากฏว่ามีประเทศใดทำได้แต่ด้วยวิธีการต่างๆ ที่ได้ว่ามาแล้ว ก็พอจะกล่าวในที่นี้ได้ว่า พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยได้ทรงใช้พระปรีชาสามารถระงับภาวะเงินเฟ้อในประเทศไทยไว้มิให้ลุกลามใหญ่โตไป ดังที่เคยปรากฏมาแล้วในประเทศอื่นๆ
นอกจากนี้ ปัญหาการเงินสำคัญที่เกิดขึ้นในระหว่างสงครามอีกปัญหาหนึ่งก็คือ ปัญหาเรื่องธนบัตรไม่พอใช้ ทั้งนี้ด้วยเหตุที่ไม่มีทางที่จะพิมพ์ธนบัตรในต่างประเทศได้ และทางฝ่ายญี่ปุ่นซึ่งเข้ามารับพิมพ์ธนบัตรให้รัฐบาลไทยก็ไม่สามารถส่งธนบัตรให้ได้ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยได้ทรงแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีจัดให้พิมพ์ธนบัตรขึ้นในประเทศไทยตามโรงพิมพ์ต่างๆ ที่สามารถพิมพ์ได้ อาศัยที่ได้ทรงวางระเบียบควบคุมการพิมพ์ธนบัตรนี้ไว้โดยรัดกุม จึงไม่ปรากฏว่าได้มีผลเสียหายอย่างใดเกิดขึ้นเลยตลอดระยะเวลานั้น
เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองได้เสร็จสิ้นลง รัฐบาลไทยได้แต่งตั้งให้พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย ในขณะนั้นทรงดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากระทรวงการคลัง ที่ปรึกษาสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นหัวหน้าคณะทูตไปเจรจาทำสัญญาเลิกสถานะสงครามกับประเทศอังกฤษ อินเดีย และออสเตรเลีย ณ เมืองแคนดี ประเทศสิงหล เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2488 การเจรจาครั้งนั้นได้ระงับไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง ต้องเสด็จไปเจรจาต่อไป ณ เมืองสิงคโปร์ ในเดือน ธ.ค. 2488 และกระทำความตกลงสมบูรณ์แบบได้เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2489 ซึ่งในระหว่างการเจรจานั้นผู้แทนประเทศมหาอำนาจที่ชนะสงครามประเทศหนึ่ง ได้เรียกร้องให้ประเทศไทยส่งพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) คืนไปยังเมืองเวียงจันทน์ เมื่อพระองค์เจ้าวิวัฒนไชยได้ทรงทราบข้อเรียกร้องนั้นในที่ประชุม ได้รับสั่งต่อที่ประชุมว่า ในฐานะที่พระองค์เป็นขัตติยะในราชสกุล และในฐานะที่พระองค์เป็นคนไทยไม่ทรงสามารถรับฟังข้อเรียกร้องนั้นได้เลย และจะไม่ทรงเจรจาด้วยอีกจนกว่าจะได้มีการถอนข้อเรียกร้องนั้นไปแล้ว ครั้นแล้วจึงเสด็จออกจากการประชุมนั้นโดยทันที ไม่เสด็จเข้าร่วมประชุมอีกจนฝ่ายที่ได้ตั้งข้อเรียกร้องนั้นถอนข้อเรียกร้องไปเองในที่สุด
ในปี 2489 ได้ทรงพยายามที่จะลดปริมาณของเงินออกใช้หมุนเวียนในประเทศเพื่อควบคุมภาวะเงินเฟ้อ โดยวิธีแบ่งขายทุนสำรองเงินตราอันเป็นทองคำให้แก่ประชาชน เพื่อไถ่ถอนธนบัตรจากการหมุนเวียนเสียเป็นบางส่วน ได้ทรงเสนอต่อรัฐบาลให้ขายทองคำด้วยวิธีการประมูลราคา แต่รัฐบาลในสมัยนั้นมีนโยบายที่จะแบ่งขายให้แก่ประชาชนทั่วไปโดยไม่มีการประมูล เมื่อมีความเห็นขัดกันเช่นนี้จึงได้ทรงลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2489







