posttoday
การแก้ปัญหาน้ำท่วม : เกาให้ถูกที่คัน

การแก้ปัญหาน้ำท่วม : เกาให้ถูกที่คัน

12 ตุลาคม 2555

ปัญหาน้ำท่วมและอุทกภัยในปี 2554 กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของคนไทย

โดย...ศ.ศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดิน

ปัญหาน้ำท่วมและอุทกภัยในปี 2554 กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของคนไทย ความ สูญเสียเกิดขึ้นแก่สังคมไทยมากมายยิ่งนัก มากถึงกว่าล้านล้านบาทเมื่อรวมความเสียหายที่ภาครัฐจ่ายชดเชยให้ประชาชน บวกกับความเสียหายที่ประชาชนต้องสูญเสียโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ และกลายเป็นภาพหลอนที่ประชาชนส่วนใหญ่หวาดกลัวว่าจะต้องเกิดขึ้นอีกในแต่ละรอบปี

แม้ว่ารัฐบาลปัจจุบันจะพยายามแก้ไข โดยตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) แต่ก็จะมาเน้นการบริหารจัดการน้ำที่ปลายทางเป็นส่วนใหญ่ จึงเป็นการแก้ปัญหาแบบตั้งรับ ซึ่งมีความไม่แน่นอนว่าจะแก้ไขได้อย่างถาวรหรือไม่ การแก้ไขด้วยการสร้างเขื่อน สร้างคันกั้นน้ำ หาช่องทางระบายน้ำแบบต่างๆ ก็ล้วนเป็นการแก้ปัญหาเชิงรับทั้งสิ้น ประชาชนจึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมอยู่ตลอดเวลา คือ ต้องดูว่าฝนจะตกมากในบริเวณใด และน้ำป่าจะหลากลงมาเมื่อใด และมารวมกันท่วมบริเวณตอนใดก่อนจะไหลลงแหล่งน้ำและแม่น้ำขนาดใหญ่ และไหลลงไปสู่ทะเล ผู้เขียนเห็นว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ไม่น่าจะแก้ปัญหาได้อย่างถาวรอย่างแน่นอน เพราะมุ่งแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น

ผู้เขียนเห็นว่าควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุที่แท้จริง คือ ต้องฟื้นฟูและสร้างป่าต้นน้ำในบริเวณลุ่มน้ำต่างๆ ทั้ง 25 ลุ่มน้ำหลักและ 254 ลุ่มน้ำย่อย พูดง่ายๆ คือ ควรปลูกป่าหรือสร้างป่าในบริเวณที่สูงทั่วประเทศอย่างเร่งด่วนที่สุดเพื่อให้เกิดป่าที่จะซับน้ำเอาไว้ เพราะป่าดิบที่แท้จริงจะมีใบไม้ร่วงทับถมจะมีความโปร่งพรุนดูดซับน้ำเอาไว้ ชั่วระยะหนึ่งพอเลยหน้าฝนก็จะค่อยๆ คายน้ำออกมาจึงเป็นด่านแรกที่จะกักน้ำไว้ได้ส่วนหนึ่ง

การระดมปลูกป่าทั่วประเทศจึงควรเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ควรทำมากที่สุด ปลูกป่าวันนี้กว่าจะได้ผลคงจะเป็นประมาณ 10 ปีข้างหน้า ระหว่างรอต้นไม้โตเราก็ต้องเสี่ยงภัยเนื่องจากภูเขาหัวโล้นที่เกิดจากฝีมือการบุกรุกแผ้วถางของนายทุนปลูกพืชไร่ต่างๆ นั้น เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ไม่มีต้นไม้ป่าไม้ชะลอน้ำ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะจัดการกับผู้บุกรุกแผ้วถางป่า ยิ่งยางพาราแพงมีการประกันราคายางป่าก็ยิ่งหมด เพราะมีการเผาบุกที่ป่าไม้นำไปให้นายทุนปลูกยาง รัฐบาลจึงควรทบทวนนโยบายประชานิยมต่างๆ ที่ก่อให้เกิดผลกระทบในระยะยาวทุกๆ นโยบาย

นอกจากปลูกป่าเป็นการด่วนแล้วสิ่งที่น่าทำต่อมาคือ การสร้างฝายชะลอน้ำ และบ่อน้ำขนาดใหญ่ตามแนวทางน้ำไหล เพื่อดักน้ำเป็นช่วงๆ ให้ทั่วถึงในทุกๆ ตำบล เพื่อดักน้ำและกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้เพียงพอทั้งด้านอุปโภค บริโภค และการเกษตร จึงเป็นการแก้น้ำท่วมแบบง่ายๆ แต่ได้ผลแน่นอนและสอดคล้องกับพระราชดำริของในหลวง อีกทั้งไม่กระทบสิ่งแวดล้อมดังเช่น การสร้างเขื่อน ซึ่งยังต้องมีคลองชลประทานส่งน้ำไปถึงท้องที่ต่างๆ อีก ไม่ต้องใช้เงินทำโครงการขนาดใหญ่ถึง 3.5 แสนล้านบาท ผู้เขียนว่าถ้าใช้วิธีสร้างฝายขุดบ่อกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศประมาณ 7,000–1 หมื่นบ่อ น่าจะใช้เงินเพียงไม่เกิน 1 แสนล้านบาท (ถ้าไม่เกิดการโกงหรือกินหัวคิว) แต่น่าจะได้ผลมากกว่าโครงการที่รัฐบาลกำลังคิดทำอยู่ ซึ่ง ณ บัดนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนเป็นรูปธรรม และคนส่วนใหญ่ก็ดูว่าน่าจะไม่โปร่งใสและไม่น่าแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและอุทกภัยได้จริง

ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมและอุทกภัยนั้น ประการแรกไม่ควรคิดต่อสู้กับน้ำด้วยการสร้างพนังหรือสิ่งที่จะกั้นน้ำ เพราะไม่มีทางสู้กับน้ำปริมาณมหึมาและแรงดันอันมหาศาล (ตามปริมาณน้ำ) ได้อย่างแน่นอน ประการที่สองควรหาแหล่งรองรับน้ำถาวร กระจายตามจุดต่างๆ บ่อน้ำ บึงน้ำขนาดใหญ่ควรขุดลอก และไล่คนที่บุกรุกออกไป เช่น บึงบอระเพ็ด หรือควรหาแหล่งรองรับน้ำชั่วคราว (แก้มลิง) เพื่อรอการระบายออกสู่แม่น้ำและลงทะเล ประการสุดท้าย ควรระบายน้ำลงทะเลให้เร็วที่สุด จึงต้องขยายแนวคลองแม่น้ำให้กว้างและลึก และจัดการรื้อถอนสิ่งกีดขวางหรือบุกรุกลำราง คลองและแม่น้ำออกไปให้หมด เพื่อให้ระบายน้ำลงทะเลให้เร็วที่สุด ถึงแม้กรณีมีพายุฝนตกหนักจะมีน้ำท่วมอยู่บ้างก็คงไม่สูงนักและถ้าท่วมระยะสั้นๆ เพียง 23 วัน หรือไม่เกินสัปดาห์ ก็คงไม่เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน บ้านเรือนและต้นไม้ไร่นา

การแก้ปัญหาแบบง่ายๆ แบบเข้าใจธรรมชาติจึงเป็นวิธีประหยัดและได้ผลดี หากไม่คิดจะหาประโยชน์จากการทำโครงการต่างๆ ที่ต้องกู้เงินมหาศาลและไม่มีหลักประกันว่า โครงการเช่นที่ว่านี้จะแก้ปัญหาได้จริง เพราะผู้ที่จะมาทำโครงการอาจจะมีความชำนาญในการแก้ไขปัญหาตามสภาพภูมิประเทศของเขา ซึ่งก็อาจจะแตกต่างกับของไทยเรา แต่ที่แน่ๆ คือ แนวทางที่เดินตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวน่าจะเป็นรูปธรรมมากที่สุด

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี