posttoday
'ปู'ปรับทัพ รับเศรษฐกิจขาลง

'ปู'ปรับทัพ รับเศรษฐกิจขาลง

08 ตุลาคม 2555

สัญญาณปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดังถี่ขึ้นทุกขณะ สำหรับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เมื่อแรงกดดันจากปัจจัยภายในและภายนอกพรรคเพื่อไทย

โดย...จตุพล สันตะกิจ

สัญญาณปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดังถี่ขึ้นทุกขณะ สำหรับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เมื่อแรงกดดันจากปัจจัยภายในและภายนอกพรรคเพื่อไทย โถมเข้ามาทำให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ต้องตัดสินใจปรับ ครม.ในเร็ววันนี้

เงื่อนปัจจัยที่เร่งเร้าให้มีการปรับ ครม. คงหนีไม่พ้นกรณีการลาออกของ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ จากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ขณะที่ก่อนหน้านี้การกดดันให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ปรับ ครม. มีมาอย่างต่อเนื่อง หลังการพ้นโทษทางการเมืองของบ้านเลขที่ 111

แต่เหตุที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ประวิงเวลาการตัดสินใจปรับ ครม.

ส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่ลงตัวรายชื่อรัฐมนตรี ที่มาจากบัญชี นายใหญ่ นายหญิง เจ๊ผู้มากบารมี และนักวิ่งจากกลุ่มก๊วนต่างๆ แม้แต่ตัวนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เองที่วันนี้รู้จักและชินกับการใช้ “อำนาจ” ที่มีอยู่ในมือมากขึ้น อีกทั้งมีคนข้างกายที่อิงแอบบารมีนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เพื่อให้ตัวเองมีที่ยืนบนเวทีอำนาจต่อไป

หากพิจารณาเฉพาะเงื่อนการปรับทีมเศรษฐกิจ และเสนาบดีใน ครม.เศรษฐกิจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 3

“เดอะโต้ง” กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง จะคงตำแหน่งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจใน ครม.ชุดนี้แน่นอน แม้ก่อนหน้านี้จะถูกโจมตีอย่างนัก จากการพลั้งปากพูดวาทะร้อน “White Lie” แต่การทำงานโดยภาพรวมต้องถือว่า กิตติรัตน์ มีผลงานได้ถูกตาถูกใจ “นายใหญ่”

เพราะนโยบายที่ถูก “สั่ง” ให้ทำล้วนผลิดอกออกผลแทบทุกโครงการ ตั้งแต่การลดอัตราภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ในปี 2555 และลดเหลือ 20% ในปี 2556 นโยบายรถคันแรก การปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทนำร่องใน 7 จังหวัดและปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาททั่วประเทศในวันที่ 1 ม.ค. 2556

เหล่านี้เป็นนโยบายที่สร้างแรงกดดันให้ กิตติรัตน์ และรัฐบาล แต่ กิตติรัตน์ ก็สามารถผลักดันให้บรรลุผลสำเร็จ

ไม่นับผลงานการผลักดัน พ.ร.ก.4 ฉบับให้ถึงฝั่ง โดยเฉพาะ พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้ เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555 ที่ให้แบงก์ชาติต้องรับภาระจ่ายหนี้ดอกเบี้ยแทนที่รัฐบาลจะต้องตั้งงบจ่ายดอกเบี้ยปีละ 67 หมื่นล้านบาท

'ปู'ปรับทัพ รับเศรษฐกิจขาลง

ขณะที่นโยบายรับจำนำข้าวเปลือก 1.5 หมื่นบาทต่อตัน ที่เป็นนโยบายที่มีแรงเสียดทานสูง และถูกโจมตีจากหลายภาคส่วนในสังคมว่า สร้างหนี้ให้ประเทศและเปิดช่องทุจริต ทุกขั้นตอน แม้ว่านาทีนี้เริ่มเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า โครงการนี้ทยอยรายงานผลการขาดทุน เข้ามาต่อเนื่อง

แต่ กิตติรัตน์ ยังมุ่งมั่นเดินหน้าโครงการนี้โดยไม่มีอาการ “ถอดใจ” ให้เห็น

“นโยบายรับจำนำข้าวเป็นนโยบายที่ดีแน่นอน” กิตติรัตน์ ระบุ

และนั่นก็สอดคล้องกับสัญญาณที่ส่งจากหัวหน้ารัฐบาลตัวจริง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่บอกว่า หากเดินหน้ากลไกรับจำนำข้าวทุกเมล็ดออกไปอย่างน้อย 2-3 ปี ราคาข้าวจะขับเคลื่อนไปตามธรรมชาติ

ในขณะที่ “คนกันเอง” อย่าง “ดร.โกร่ง” วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ผู้ที่รัฐบาลหนุนส่งจนได้นั่งตำแหน่งประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่เสนอให้รัฐบาลถอยโครงการรับจำนำข้าว เพราะอาจเป็นสาเหตุทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ยืด

“ถ้ารัฐบาลจะพังก็พังเพราะเรื่องนี้แหละ เพราะมันเป็นโครงการที่ควบคุมคอร์รัปชันไม่ได้ ให้แน่มาจากไหนก็ควบคุมไม่ได้ แต่ถ้าจะถอยก็ต้องยกเลิกไปเลย” วีรพงษ์ บอก

จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ กิตติรัตน์ จะมีเก้าอี้ใน ครม.ยิ่งลักษณ์ 3 แน่นอน เพราะมีภารกิจที่รอให้ กิตติรัตน์ ผลักดันอยู่นั่น คือ การออก พ.ร.บ.ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท การประคับประคองโครงการรับจำนำข้าว และนโยบายประชานิยมที่ใช้เงินจากการก่อหนี้มหาศาล ไม่ให้กลับมาเป็น “งูรัดคอ” รัฐบาลยิ่งลักษณ์ จนหายใจไม่ออก

โดยเฉพาะตัวนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เองที่วันนี้ต้องการคนทำงานประเภท “มองตา-รู้ใจ” กิตติรัตน์ จึงเป็นคนที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ต้องมีไว้ข้างกาย ทั้งได้รับมอบอำนาจเต็มจากนายกฯ ในการจัดการเรื่องเศรษฐกิจที่สำคัญๆ ในรัฐบาล

แต่ก็มีความเป็นไปอีกเช่นกันว่า “เก้าอี้” รมว.ของกิตติรัตน์ ไม่น่าจะมั่นคงนัก เพราะงานกระทรวงการคลังเป็นงานที่ใช้เทคนิคและมีรายละเอียดมาก แต่ กิตติรัตน์ กลับไม่มีทีมงาน จึงต้องก้มหน้าก้มตาในงานข้าราชการประจำที่มีอยู่ การตัดสินใจหา “มือถึง-มีประสบการณ์-คุมได้” มานั่งเก้าอี้นี้

แน่นอนว่า นายใหญ่และนายหญิงมีตัวเลือกในใจอยู่แล้ว

ส่วนเก้าอี้ที่ร้อนอีกตัวหนึ่งที่มีโอกาสปรับเปลี่ยน คือ เก้าอี้ รมว.พาณิชย์ ที่มี บุญทรง เตริยาภิรมย์ นั่งอยู่ เพราะเป็นที่รู้กันอยู่ว่าการก้าวสู่ตำแหน่งของ บุญทรง ตั้งแต่เป็น รมช.คลัง สมัย ครม.ยิ่งลักษณ์ 1 และ รมว.พาณิชย์ใน ครม.ยิ่งลักษณ์ 2 มาจากแรงหนุนส่งของ “เจ๊ผู้มากบารมี”

ทว่าวันนี้ บุญทรง เป็นเป้าโจมตีหนัก จากนโยบายรับจำนำข้าวและสินค้าเกษตรอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องข้าว ที่ยามนี้ บุญทรง ตกเป็นเป้ากระสุนจากทุกทิศ เช่น ข้อกังขากรณีการระบายข้าวจีทูจี 7 ล้านตัน ว่าเป็น “จีทูจีลวง” หรือไม่ กระแสข่าวการทุจริตในโครงการรับจำนำที่คุมไม่ได้

จึงทำให้วันนี้เก้าอี้ของ บุญทรง เรียกว่าไม่มั่นคงเสียแล้ว

นอกจากนี้ กระทรวงที่น่าจับตามอง คือ กระทรวงคมนาคม ที่ต้องบอกว่า เจ้ากระทรวงคนปัจจุบันยังยึดโยงการทำงานตาม “ระบบราชการ” ทำให้งานในกระทรวง โดยเฉพาะการเร่งรัดโครงการรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง และอีกหลายโครงการไม่กระเตื้อง จึงต้องการนักบริหารมืออาชีพมา “มือทุบโต๊ะ”

ชื่อของ อารักษ์ ชลธาร์นนท์ รมว.พลังงาน มีโอกาสสลับเก้าอี้มานั่งบริหารกระทรวงคมนาคม โดยมี ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม สมัยแรก เป็น “มือปฏิบัติ” ทั้งวงในบอกตรงกันว่า ชัชชาติ เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่นายกฯ เรียกใช้งานที่ตึกไทยอย่าง “สม่ำเสมอ” เพราะสไตล์การทำงานเข้าขากัน สั่งงานแล้วทำได้ถูกใจ ไม่ให้ต้องนายกฯ ปู ต้องสั่งซ้ำ

ทั้งตัว ชัชชาติ เป็นข้อต่อที่เชื่อมทีมกุนซือหูกระต่ายอย่าง พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ที่เร่งวันเร่งคืนให้โครงการรถไฟความเร็วสูงเกิดให้ได้ภายใน 6 ปี และ ชัชชาติ ยังได้รับความวางใจจากนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ให้เข้าไปนั่งเป็นกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ที่มี ปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นประธาน

นั่นทำให้การบริหารจัดการงบลงทุนน้ำ 3.4 แสนล้านบาทอยู่ในสายตานายกฯ ยิ่งลักษณ์

ทว่าสูตรปรับเก้าอี้ รมว.คมนาคม ต้องบอกว่าไม่ง่าย เพราะเป็นกระทรวง “เกรดเอ” ที่มีงบมหาศาล จึงเป็นที่หมายตาของ “ขาใหญ่” ในพรรคเพื่อไทยหลายคน

ในขณะที่ทีมเศรษฐกิจที่ไม่มีผลงานปรากฏเด่นชัด ก็มีโอกาสสูงถูกปรับพ้น ครม. เพื่อเปิดพื้นที่ให้อดีตบ้านเลขที่ 111 ประเภททีมเอ เข้ามาเสริมทีมเศรษฐกิจรัฐบาล และลดกระแสแรงกดดันภายใน

หากเปิดโผรัฐมนตรีโลกลืมก็จะเห็นว่าใครบ้าง ที่มีโอกาสหลุดจากเก้าอี้ ยกเว้นเป็นประเภท “นักวิ่ง”

ส่วนการปรับเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจพรรคร่วมรัฐบาล คงไม่มีใครเข้าไปแตะ ยกเว้นจะปรับเปลี่ยนกันตามสภาพ เพราะแว่วมาว่าเสนาบดีกระทรวงเกษตรฯ บ่นดังๆ ว่า “รอบหน้าไม่เอาแล้ว”

แต่ด้วยบุคลิกการทำงานของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ชอบทำงานกับ “คนเก่ง” แต่ไม่ชอบทำงานกับคน “อวดเก่ง” หรือทำให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ รู้สึกว่าถูกควบคุม เช่น จะเห็นว่าวันนี้ “ที่ปรึกษา น.” ที่หายหน้าหายตาไป หรือแม้แต่อดีตเลขาธิการนายกฯ อย่าง บัณฑูร สุภัควณิช ที่เรียกว่าไม่ที่ยืนในใจนายกฯ ปู แม้แต่น้อย

สเปกรัฐมนตรีเศรษฐกิจจากบ้านเลขที่ 111 นอกจากเก่งแล้ว ยังต้องทำงานเข้าตานายกฯ ยิ่งลักษณ์ ด้วย

ทว่าเหนือสิ่งอื่นใดภายใต้เงารัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จะพบ 2 ปรากฏการณ์ที่มีผลต่อการตัดสินใจดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลพอสมควร

คือ 1.ปรากฏการณ์ที่ก๊วนทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจของอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่มี พันศักดิ์ เป็นหัวเรือ มี นิพัทธ พุกกะณะสุต “หมอมิ้ง” พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เพื่อนซี้ ภูมิธรรม เวชยชัย เป็นแกนกลาง ที่ซุ่มทำงานกันที่ “ตึกแดงหลังเก่า” ซึ่งเป็นที่ทำงานของประธานที่ปรึกษานายกฯ และมีการนัดหารือกันต่อเนื่อง

ขณะที่ก๊วนทีทีอาร์ อย่าง โอฬาร ไชยประวัติ ประธานทีทีอาร์ ที่มีหน่วยมันสมองอย่าง คณิต ศรีสุพรรณ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและวิจัยเศรษฐกิจการคลังเป็น “แบ็กอัพหลัก” แต่ โอฬาร เลือกถอยตัวเองมาจากหน้าสื่อ

แต่ทีม โอฬาร มีบทบาทอยู่เบื้องหลังนโยบายรับจำนำข้าวในช่วงที่ผ่านมา เพราะหลายวาระจะเห็น บุญทรง วิ่งเข้าออกตึกแดงที่เป็นสำนักงานผู้แทนการค้าไทย ขณะที่ล่าสุดนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เองเรียกใช้บริการ โอฬาร โดยสั่งการให้กำหนดร่วมมือกับผู้ส่งออกเพื่อหาตลาดขายข้าวไทยที่มีต้นทุนสูง

และ 2 ปรากฏการณ์ที่ข้าราชการประจำ “เทคโนแครต” ที่ล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก เริ่มผนึกกำลังกันอย่างแข็งแกร่งตั้งแต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เพราะรัฐมนตรีไม่ค่อย “เป็นงาน”

ว่ากันว่า งานนี้ “ดร.กบ” อำพน กิตติอำพน เลขาธิการ ครม. ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการสภาพัฒน์ และเลขาธิการสำนักงานกฤษฎีกา เป็นแกน

การผนึกกำลังที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ การที่สำนักเลขาธิการ ครม. สำนักงบประมาณ และสภาพัฒน์ เสนอความเห็นคัดค้านการเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 2555/2556 จนกว่าจะมีการระบายข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาล และทำให้ใน 1-2 สัปดาห์ถัดมา บุญทรง ต้องแจงผลการระบายข้าว 8.3 ล้านตัน มูลค่า 2.6 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ เพื่อให้ ครม.ได้อุ่นใจ แม้หลายคนจะไม่มั่นใจตัวเลขการระบายข้าว 8.3 ล้านตันว่ามีจริงหรือไม่

ในขณะเดียวกัน กลุ่มข้าราชการเทคโนแครต‌ยังมีสายสัมพันธ์ “ที่ดี” กับคนข้างกายนายกฯ ‌อย่าง สุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกฯ ที่‌แทบไม่มีฐานสนับสนุนทางการเมืองจากพรรค‌เพื่อไทยเลย ทั้งยังทำงานหนุนและเอื้อซึ่งกันและ‌กัน อย่างล่าสุดมีกระแสข่าวการโยกขาเก้าอี้เลขา ‌ครม.จากก๊วนที่ปรึกษาทักษิณ แต่เก้าอี้ “ดร.กบ” ‌ยังเหนียวหนึบ

การทำงานบริหารประเทศปีที่ 2 ของรัฐบาล ‌และทีมเศรษฐกิจยิ่งลักษณ์ 3 ถือว่ามีความท้าทาย‌เป็นอย่างยิ่ง เพราะปีหน้ามรสุมเศรษฐกิจจาก‌ภายนอกยังคงพัดแรงอยู่ เนื่องจากมีการวิเคราะห์‌ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของยักษ์ใหญ่‌เศรษฐกิจ สหรัฐ ยุโรป จีน และญี่ปุ่น จะไม่ทำให้‌เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง เพียงแต่‌กระชุ่มกระชวยชั่วคราว

ขณะที่การก้าวพ้นวิกฤตเศรษฐกิจภายนอก‌ต้องพึ่งพาการกระตุ้นการบริโภค และการลงทุน‌โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ ที่หาก‌จัดการไม่ดีจะทำให้ประเทศเป็นหนี้หัวโต และไม่‌สร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจระยะยาว

 


 

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่