
ความสง่างามของผู้นำ
การเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกาที่ใกล้เข้ามาทุกที ทำให้การเมืองในสหรัฐเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ และสิ่งที่อเมริกันชนสนใจคือ
การเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกาที่ใกล้เข้ามาทุกที ทำให้การเมืองในสหรัฐเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ และสิ่งที่อเมริกันชนสนใจคือ
การประชันวิสัยทัศน์ระหว่างคู่ชิงประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งพรรคเดโมแครต และมิตต์ รอมนีย์ คู่แข่งจากพรรครีพับลิกัน
การประชันวิสัยทัศน์ครั้งแรกนั้น ประชาชนชาวอเมริกันดูการถ่ายทอดสดมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ เพื่อฟังนโยบายของทั้งสองพรรค และดูถึง ดูลึกลงไปถึงทัศนคติ วิธีการคิด การพูดการตอบโต้ และความเป็นผู้นำของผู้เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้งสอง
แน่นอนว่า การตอบโต้กันอย่างสดๆ ต่อหน้าประชาชนทั้งประเทศและอาจจะทั่วโลก ทั้งประธานาธิบดีโอบามาและรอมนีย์ ผู้ท้าชิงจะต้องช่วงชิงคะแนนนิยมให้ได้มากที่สุด และโจมตีจุดอ่อนในนโยบายของฝ่ายตรงข้ามให้ประชาชนได้เห็นว่า นี่คือนโยบายขายฝัน ทำไม่ได้จริง หรือทำแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
หลังการประชันวิสัยทัศน์ก็ยังมีการประเมินผลด้วยว่า ประชาชนชื่นชอบใครมากกว่า ซึ่งการประเมินผลมีเป็นระยะ ซึ่งผลว่าใครจะมีคะแนนนำโพลก็สามารถชี้นำได้ระดับหนึ่ง
นั่นเป็นการเลือกตั้งของประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเต็มขั้นเต็มรูปแบบ ซึ่งผู้ที่เสนอตัวเป็นผู้นำประเทศจะต้องมีความกล้า ฉลาด สง่างามที่จะขึ้นสู่ตำแหน่งอย่างสมศักดิ์ศรี
วิธีการหาเสียงการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐได้พัฒนาไปไกล หากหันมามองเปรียบเทียบกับการเมืองไทยแล้วยังห่างชั้นกว่ากันมาก โดยเฉพาะการที่จะให้หัวหน้าพรรคการเมืองทั้งหลาย ซึ่งเป็นคู่ชิงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศมาขึ้นเวทีเดียวกัน เพื่อประชันวิสัยทัศน์เป็นเรื่องที่ยากมาก
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะการเมืองไทยกลายเป็นเวทีของนอมินี เนื่องจากกฎหมายเลือกตั้งที่แก้ไขใหม่ มีรายละเอียดและเงื่อนไขมากมายที่จะต้องปฏิบัติ และหากปฏิบัติผิดกฎหมายโอกาสที่จะถูกยุบพรรค จึงมีสูงมากดังที่ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว
ดังนั้น ตัวจริงที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี จึงหลีกเลี่ยงที่จะเป็นหัวหน้าพรรคคอยเชิดอยู่ข้างหลัง ให้คำแนะนำ คอยบงการ ไม่พร้อมจะออกหน้า แต่ยินดีจะเป็นนายกรัฐมนตรีหากชนะการเลือกตั้ง
ประเพณีการปฏิบัติเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ไม่สง่างามและแสดงให้เห็นวิสัยทัศน์ของนักการเมืองไทยที่พร้อมจะรับตำแหน่ง แต่ไม่พร้อมที่จะรับผิดชอบ และการเมืองไทยไม่พัฒนาไปไหน เหมือนอย่างประเทศที่เจริญแล้ว
การหาเสียงของพรรคการเมืองก็วนเวียนอยู่ที่การสัญญาว่าจะให้ โดยไม่มีตรรกะและเหตุผลสนับสนุน เพียงแต่นึกว่าจะให้เพื่อให้ชนะการเลือกตั้งก็สัญญาทุกอย่าง แม้กระทั่งนโยบายนั้นจะทำลายประเทศชาติในระยะยาวก็ยังยืนยันที่จะทำต่อไป
มองการเลือกตั้งของสหรัฐแล้ว อยากให้เหตุการณ์ประชันวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศเกิดขึ้นในประเทศไทยบ้าง หากพร้อมที่จะเป็นผู้นำประเทศก็ต้องพร้อมที่จะรับผิดชอบ และต้องมีภาวะผู้นำที่จะกล้าขึ้นไปพูด และชี้แจงต่อสาธารณชนมากกว่าที่จะใช้วิธีการขนคนมาเชียร์เท่านั้น
หากการเมืองไทยแค่ประชันวิสัยทัศน์ในฐานะหัวหน้าพรรคก็ยังไม่กล้าจะพูดต่อหน้าประชาชนทั้งประเทศ อย่าได้หวังว่าการเมืองไทยจะพัฒนาไปมากกว่านี้เลย







