posttoday
น้ำคงไม่แห้ง หากไม่แล้งปัญญา

น้ำคงไม่แห้ง หากไม่แล้งปัญญา

22 มีนาคม 2553

....สุมิท แช่มประสิทธิ์

“ปลาเป็นหมัน” คือคำอธิบายโดยความเข้าใจของชาวบ้านภาคเหนือและอีสานตอนบนที่หาปลาตัวเล็กตัวน้อยมาทำปลาร้าไม่ได้ ต้องมาซื้อปลาจากตลาดไทมาผลิตปลาร้า แต่จากการวิเคราะห์ร่วมกับตัวแทนศูนย์เครือข่ายมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติของภาคเหนือและภาคอีสาน สรุปตรงกันว่า เกิดจากปัญหาที่ปีนี้น้ำน้อยและแล้งเร็วมาก ทำให้น้ำไม่หลาก ไม่ขังนานในพื้นที่ต้นน้ำ ปลาจึงไม่สามารถทวนน้ำขึ้นไปวางไข่ได้ ไม่ใช่ปลาเป็นหมันอย่างที่ชาวบ้านเข้าใจแต่อย่างใด

เมืองที่ฝนตกชุกปีหนึ่งร่วม 8 เดือน จนได้ฉายาว่าเป็นเมืองฝนแปดแดดสี่อย่าง จ.นครศรีธรรมราช ปีนี้ก็ต้องให้รถจากค่ายทหารวิ่งแจกน้ำให้ชาวบ้านตั้งแต่เดือน ก.พ. ซึ่งเพิ่งหมดฝนไปไม่นาน

ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่รับรู้ได้ตั้งแต่ชาวบ้านจนถึงข้าราชการ นักวิชาการ และสื่อมวลชนที่พร่ำเตือนเรื่องปีนี้น้ำจะน้อย ฝนจะแล้ง มีมาตลอดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเหตุการณ์ก็ปรากฏเป็นจริง แสดงความชัดเจนมากขึ้นเป็นลำดับ กว่า 20 ปีแล้ว ที่เราได้เห็นภาพรถบรรทุกน้ำไปแจก เห็นภาพชาวบ้านต้องมาเข็นน้ำจากที่ห่างไกล เห็นภาพแม่น้ำลำคลองตื้นเขินและเหือดแห้ง และอีกไม่กี่เดือนจากนี้ ก็จะเปลี่ยนไปเป็นอีกภาพหนึ่งที่เกิดน้ำท่วมไปทั่วประเทศ ทำลายบ้านเรือนทรัพย์สิน ไร่นา ตลอดจนชีวิตของชาวบ้าน เกิดเป็นภาพที่สลับไปสลับมาหมุนเวียนเช่นนี้ทุกๆ ปี และจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าการบริหารจัดการน้ำยังคงใช้วิธีวิ่งตามแก้ที่อาการ ไม่ใช่ต้นเหตุ

เท่าที่ติดตามการแก้ปัญหาของรัฐบาล ยังไม่เห็นความหวังว่าปัญหาน้ำแห้งหน้าแล้งและน้ำท่วมหน้าฝนจะทุเลาและหมดไปได้อย่างไร ทั้งๆ ที่องค์ความรู้ในการแก้ปัญหาไม่ใช่เรื่องลึกลับซับซ้อนยากเย็นแสนเข็ญ ขอเพียงมีความเอาใจใส่ศึกษาองค์ความรู้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานผ่านรูปแบบโครงการตามพระราชดำริ และน้อมนำมาบูรณาการแผนงานไปสู่การปฏิบัติให้จริงจัง เป็นการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ถ้าแบ่งกว้างๆ คงแบ่งได้เป็น 2 ด้าน คือ ด้านความต้องการใช้ (Demand) และการจัดหาให้เพียงพอ (Supply)

ความต้องการใช้น้ำเพื่อบริโภคดื่มกิน เพื่ออุตสาหกรรมและเพื่อการเกษตร ทุกฝ่ายยอมรับว่าน้ำเพื่อการบริโภคอยู่ในลำดับความสำคัญแรก ส่วนน้ำเพื่อการอุตสาหกรรมสำคัญรองลงมา และน้ำเพื่อการเกษตรเป็นลำดับท้ายสุด หากไม่รีบจัดการให้เหมาะสม อนาคตอาจจะมีม็อบน้ำจากชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนา ลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับภาครัฐว่าทำไม กทม. และเมืองใหญ่ จึงไม่ขาดน้ำดื่ม น้ำใช้ ทำไมคนรวยมีน้ำเหลือเฟือ ลงแช่อาบน้ำในอ่างได้ไม่เคยขาด

ทำไมอุตสาหกรรมมีน้ำใช้เพื่อการผลิต ทำไมเกษตรกรต้องเสียสละเป็นคนสุดท้ายที่ได้ใช้น้ำ ซึ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำต่อความสำคัญของภาครัฐที่ให้คนที่อยู่ในระบบวัดค่าความเติบโตได้ในระบบ GDP มีลำดับความสำคัญเหนือกว่ากลุ่มคนนอกระบบวัด GDP (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทความ GDP กบฏแบ่งแยกดินแดนพันธุ์ใหม่ในโพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 15 ก.พ. 2553)

นอกจากจะต้องหาความต้องการรวมของการใช้น้ำทั้งประเทศและบริหารลำดับความสำคัญให้เหมาะสมแล้ว การวิจัยเพื่อลดปริมาณการใช้น้ำในภาคการเกษตร ซึ่งมีปริมาณความต้องการสูงสุดก็เป็นเรื่องจำเป็น เพราะลดการใช้น้ำได้มาก เช่น ปัจจุบันชาวนาไทยใช้น้ำเฉลี่ย 1,600 ลูกบาศก์เมตร (m3) ต่อการทำนา 1 ไร่ แต่ประเทศอิสราเอลใช้น้ำเพียง 800 m3 เป็นต้น

ทางด้านการจัดหานั้น รวมถึงการจัดเก็บและการจัดส่งสำหรับภาคอุตสาหกรรมและในเขตเมือง ระบบที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถรองรับได้ดี และในภาคอุตสาหกรรมสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ภาคเกษตรกรรมมีพื้นที่อยู่ในเขตชลประทานเพียง 30% ยังมีอีก 70% อยู่นอกเขตชลประทาน จึงต้องการความช่วยเหลืออย่างถูกวิธี โดยต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิต อย่าคิดมิติเดียว ต้องศึกษาให้รอบด้าน เช่น เวลาพูดถึงน้ำเพื่อการเกษตรกรรม อย่าคิดแต่น้ำผิวดิน ซึ่งหมายถึงน้ำในเขื่อน ในแม่น้ำลำคลอง หนอง บึง แต่ยังหมายถึงน้ำใต้ดิน ซึ่งมีปริมาณมากกว่าน้ำผิวดินถึง 3 เท่า และยังต้องคิดถึงน้ำในอากาศ ซึ่งหมายถึงความชื้นซึ่งตกลงมาเป็นหมอก เป็นน้ำค้างตลอดเวลาทุกคืน

เวลาคิดจะเก็บรักษาน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งจึงต้องคิดถึงการเก็บทั้ง 3 ส่วน คือ เก็บน้ำผิวดิน เก็บน้ำใต้ดิน และเก็บน้ำในอากาศ ว่าสภาพเช่นไรจึงจะเกิดระบบที่จะเก็บน้ำทั้ง 3 ส่วนให้ได้เหมาะสมที่สุด ซึ่งหมายถึงต้องคิดเป็นบูรณาการทั้งน้ำ ดิน และป่า เพราะหากดินที่ถูกรักษาอย่างดีมีความร่วนซุย เมื่อฝนตกลงมา น้ำจะซึมลงเก็บเป็นน้ำใต้ดินได้ง่าย และถ้าดินมีพืชปกคลุมไม่เปลือยก็จะเก็บความชุ่มชื้นได้นาน แต่หากเปลือยดิน เผาหญ้า ใช้สารเคมี ใช้ยาฆ่าแมลง ซึ่งฆ่าไส้เดือนและจุลินทรีย์ในดินไปด้วย ดินก็จะแข็งเป็นดาน

เมื่อฝนตกก็ไม่ซึมลงใต้ดิน แต่ไหลไปหมด การลงทุนส่วนมากจะคิดแค่การสร้างระบบจัดเก็บและจัดส่งน้ำ โดยไม่ค่อยคิดว่าจะเอาน้ำจากไหนมาเก็บให้ได้อย่างยั่งยืน จึงเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า

รูปแบบการสร้างเขื่อนเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่แล้วส่งน้ำโดยตรงถึงไร่นาน่าจะล้าสมัย รูปแบบ (Model) ตามโครงการในพระราชดำริที่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ส่งน้ำไปเก็บไว้ในอ่างขนาดกลาง แล้วกระจายส่งน้ำไปยังสระขนาดเล็กในชุมชนและไร่นาของชาวบ้าน เช่นที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งเป็นอ่างขนาดใหญ่และมีอ่างขนาดกลางห้วยหินขาว และส่งต่อไปยังสระของชาวบ้านใน จ.สระบุรี จำนวนมาก

ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บน้ำได้มากขึ้น โดยใช้อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางเป็นแหล่งสำรองได้ไว้เติมเฉพาะเวลาขาดน้ำในหน้าแล้งแล้ว ยังเป็นการเพิ่มปริมาณพื้นที่ชุ่มน้ำจากการซึมของน้ำโดยรอบสระและเขื่อนขนาดกลางที่กระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่ได้อีกมาก

นอกจากนั้น กระบวนความคิดในการส่งน้ำไปถึงไร่นาก็ต้องได้รับการปรับเปลี่ยน เลิกใช้มุมมองทางวิศวกรรมเพียงมิติเดียวจากการออกแบบเป็นแบบวิศวกรรมที่ทำลายความเป็นธรรมชาติ เป็นระบบส่งน้ำที่สร้างเป็นคลองซีเมนต์ หรือทำเป็นท่อส่งน้ำ เพราะไม่ว่าจะเป็นคลองใหญ่ คลองไส้ไก่ หรือลำรางส่งน้ำนั้นเป็นมากกว่าแค่ระบบส่งน้ำมากนัก

สายน้ำเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชาวบ้านอย่างแยกกันไม่ออก ป่าชายน้ำเป็นแหล่งอาหารสำคัญทั้งของคนและของกุ้ง หอย ปู ปลา ในน้ำคลองธรรมชาติยังมีแหล่งอาศัยของปลาที่เรียกว่าวังปลาเป็นแหล่งอาหารให้ชาวบ้านได้อาศัยอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้น หากการออกแบบและสร้างระบบเก็บและส่งน้ำโดยยึดหลักธรรมชาติและวิถีชีวิตเป็นตัวตั้ง ก็จะได้ระบบนิเวศน์ครบวงจรทั้งดินน้ำและป่า เป็นความสมบูรณ์ที่มีความยั่งยืนอย่างแท้จริง

ชาวบ้านผู้ใช้น้ำ แม้ในพื้นที่ที่รับรู้ว่าแห้งแล้งอย่างในภาคอีสาน หากมีการจัดการที่เหมาะสมก็เอาชนะความแห้งแล้งได้ เช่น ลุงบัวพันธ์ ปราชญ์ชาวบ้านแห่งหนองบัวลำภู ที่มีสระน้ำขนาดใหญ่พร้อมบ่อบาดาลในศูนย์เรียนรู้กสิกรรมธรรมชาติ เล่าว่า อีสานไม่แล้งจริงหรอก มีน้ำใต้ดินมหาศาล ขุดบาดาล 610 เมตร ในอดีตก็ได้น้ำสูบ 3 วัน 3 คืน ไม่แห้ง แต่ระยะ 5 ปีมานี้ สูบพร้อมกันนานๆ หลายบ่อไม่ได้ ต้องหยุดพักให้ผลัดกันสูบ

แสดงว่าปริมาณน้ำใต้ดินลดน้อยลงมากเกิดจากหน้าดินแข็งเป็นดานจากการเผาหญ้า การใช้ปุ๋ยเคมี การเปลือยดิน ทำให้น้ำซึมลงในดินได้น้อย หรือตัวอย่างของคุณสุเมธแห่งศูนย์เรียนรู้กสิกรรมธรรมชาติของเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงที่ จ.หนองบัวลำภู อีกเช่นกัน นอกจากจะทำเกษตรอินทรีย์ 100% แล้ว ยังมีการจัดการเติมน้ำลงในบ่อบาดาลในหน้าฝนเพื่อสูบขึ้นมาเติมน้ำในสระน้ำไว้ใช้ทำนาและการเกษตรในหน้าแล้งได้ไม่เคยขาด

รูปแบบความสำเร็จทั้งสองเป็นตัวอย่างที่ดีของการมีสระน้ำในพื้นที่เพาะปลูกและมีแหล่งน้ำสำรองไว้เติมในหน้าแล้ง ซึ่งอาจมาจากบ่อบาดาลหรืออ่างขนาดกลางแล้วแต่ศักยภาพของพื้นที่ หากมีการทำการเกษตรอินทรีย์ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเกษตรผสมผสานมีทั้งป่า 3 อย่าง ประโยชน์ก็จะก่อเกิดระบบนิเวศน์ที่สมดุล ไล่ตั้งแต่ระดับครัวเรือน ระดับชุมชน กระจายไปทั่วประเทศได้ในที่สุด

แต่ว่าหากแล้งเสียซึ่งปัญญา การแก้ปัญหาก็ยังคงหมุนวนย่ำอยู่กับความคิดที่ยอมจำนน นั่งคอยฟ้าคอยฝน คอยขนน้ำแจก คอยแยกคู่ขัดแย้งที่ทะเลาะเบาะแว้งแย่งน้ำกัน ต้นเหตุของปัญหาก็ไม่หมดไป แต่หากไม่แล้งปัญญา แค่ตั้งใจศึกษาศาสตร์ของพระราชา แล้วขยันเข้าหาชาวบ้าน รับรู้รับฟังและส่งเสริมให้ถูกทางอย่างจริงใจ ปัญหาก็จะค่อยๆ ทุเลาจนแก้ได้ในที่สุด

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม