
ความท้าทายผู้นำชุดใหม่
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานโดยอ้างความเห็นของนักวิเคราะห์จากหลายสำนักว่า การก้าวขึ้นมาของผู้นำจีนชุดใหม่ในต้นปีหน้าซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจจีนมีการเติบโตอ่อนแอมากที่สุดในรอบ 30 ปี อาจจำเป็นต้องมีการหยิบยืมแนวทางการปฏิรูปการเปิดตลาดเสรีที่ เติ้งเสี่ยวผิง อดีตผู้นำจีนได้เคยริเริ่มไว้กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อหลบเลี่ยงภาวะชะลอตัวเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานโดยอ้างความเห็นของนักวิเคราะห์จากหลายสำนักว่า การก้าวขึ้นมาของผู้นำจีนชุดใหม่ในต้นปีหน้าซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจจีนมีการเติบโตอ่อนแอมากที่สุดในรอบ 30 ปี อาจจำเป็นต้องมีการหยิบยืมแนวทางการปฏิรูปการเปิดตลาดเสรีที่ เติ้งเสี่ยวผิง อดีตผู้นำจีนได้เคยริเริ่มไว้กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อหลบเลี่ยงภาวะชะลอตัวเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้
สถาบันวิจัยด้านเศรษฐกิจ รูบินีโกบอลอีโคโนมิค ระบุว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจจีนที่พึ่งพาแต่กำลังซื้อและแรงบริโภคจากโลกตะวันตกเป็นหลักกำลังหดหายไป ในขณะที่แรงงานวัยหนุ่มสาวที่ก้าวเข้าสู่การเป็นแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมเริ่มลดลง
ดังนั้น ถ้าหาก สีจิ้นผิง ผู้ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีแทน หูจิ่นเทา และ หลี่เค่อเฉียง ที่จะเข้ามาแทนที่ เหวินเจียเป่า ไม่สามารถสืบทอดความสำเร็จจากผู้นำชุดก่อนได้ อาทิ การควบคุมดูแลรัฐวิสาหกิจ การช่วยให้ภาคเอกชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่าย และการกระตุ้นการบริโภคของตลาดภายใน จีนอาจลงเอยด้วยการที่จีดีพีขยายตัวตกต่ำลงเหลือเพียงแค่ 4% ในปี 2557 ขณะที่ช่วงหลายปีก่อนหน้านั้นอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 8%
ขณะที่ รามิน โตโรอิ หัวหน้าฝ่ายจัดการด้านการลงทุนในตลาดเกิดใหม่แห่งบริษัทบริหารการลงทุนแปซิฟิกของสิงคโปร์ ระบุว่า จีนกำลังเผชิญกับความท้าทายมากที่สุดในรอบมากกว่า 1 ทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งใหญ่ ซึ่งอย่างหลังจะทำให้การปฏิรูปเกิดขึ้นได้ยาก เพราะจะกระเทือนต่อกลุ่มผลประโยชน์ฐานอำนาจเดิมและจะถูกต่อต้านอย่างหนัก
กระนั้น สตีเฟน รอช อดีตประธานของบริษัท มอร์แกน สแตนเลย์ จากสหรัฐ แนะนำว่าผู้นำจีนชุดใหม่ยังมีทางแก้ปัญหาด้วยการสนับสนุนเงินทุนแก่บริษัทที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ การเพิ่มค่าแรง การเพิ่มกองทุนบำนาญและระบบประกันสุขภาพ







