posttoday
จะไปทางไหน

จะไปทางไหน

25 กันยายน 2555

ยอมรับครับว่า นับตั้งแต่มีข่าวการเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองของพม่าขึ้นนั้น ผมเองก็ยังไม่ไว้ใจนักว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นของจริง เพราะจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานั้น พม่าเป็นชาติที่เกลียดฝรั่งเข้าไส้ และมีความดื้อดึงอยู่เต็มร้อย แต่อยู่ดีๆ พม่าจะกลับลำกลายเป็นคนดีของฝรั่ง ยอมทำโน่นทำนี่ ยอมเปิดประเทศ ยอมปล่อยซูจีให้ไปโน่น มานี่ ได้ตามอำเภอใจ ถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติและแปลกประหลาดอย่างยิ่ง

ยอมรับครับว่า นับตั้งแต่มีข่าวการเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองของพม่าขึ้นนั้น ผมเองก็ยังไม่ไว้ใจนักว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นของจริง เพราะจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานั้น พม่าเป็นชาติที่เกลียดฝรั่งเข้าไส้ และมีความดื้อดึงอยู่เต็มร้อย แต่อยู่ดีๆ พม่าจะกลับลำกลายเป็นคนดีของฝรั่ง ยอมทำโน่นทำนี่ ยอมเปิดประเทศ ยอมปล่อยซูจีให้ไปโน่น มานี่ ได้ตามอำเภอใจ ถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติและแปลกประหลาดอย่างยิ่ง

หนำซ้ำพม่ายังฝักใฝ่มหามิตรอย่างจีนเป็นที่สุด มีหรือที่พม่าจะหันไปซบอกตะวันตกได้อย่างง่ายดายเพียงนี้ ทว่าทุกอย่างในพม่าก็ล้วนแต่เป็นแดนสนธยา ไม่มีใครรู้ว่าเพราะอะไรพม่าถึงเปลี่ยนประเทศได้อย่างง่ายดายแสนเชื่องได้เช่นนี้

กระนั้นก็ตาม ก็เริ่มปรากฏสัญญาณบางอย่างที่บ่งบอกถึงความ “ขัดแย้ง” ของสถานการณ์ในพม่า โดยเฉพาะการปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยขณะนี้ร่างกฎหมายการลงทุนของคนต่างด้าวฉบับใหม่ในพม่า แม้ว่าจะร่างเสร็จและแก้ไขเนื้อหาบางอย่างแล้ว แต่ก็ยังไม่คลอดออกมา เนื่องจากถูกประธานาธิบดี เต็งเส่ง ส่งกลับสู่รัฐสภาอีกครั้ง เพื่อดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติม

น่าสนใจที่กฎหมายฉบับนี้ ซึ่งอาจจะถูกกดดันจากอิทธิพลตะวันตกหรือไม่นั้นไม่มีใครทราบ แต่เนื้อหาในร่างฉบับแก้ไขแล้วนั้น เปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติสามารถร่วมลงทุนกับนักลงทุนท้องถิ่นโดยถือหุ้นได้มากถึง 50% จากเดิมที่กำหนดเอาไว้ที่ 49% เท่านั้น

เรียกกันง่ายๆ ก็คือ เปิดทางให้คนต่างด้าวเข้าไปลงทุนในพม่าได้อย่างเต็มที่ ใจป้ำยิ่งกว่าประเทศไทยที่ให้ต่างชาติถือหุ้นได้เพียง 49% ซึ่งคนไทยจะต้องถือหุ้นมากกว่า (แต่ก็เท่านั้นแหละครับ เพราะยังมีพวกนอมินีคอยช่วยต่างชาติ ให้หาผลประโยชน์ในบ้านเราได้เต็มที่)

นอกจากนั้น อีกประเด็นสำคัญก็คือ ในร่างกฎหมายฉบับเก่าได้ระบุว่า ต่างชาติที่จะเข้าไปลงทุนในพม่าจะต้องมีทุนเริ่มต้นที่อย่างน้อย 5 ล้านเหรียญสหรัฐ ทว่าก็ได้รับการแก้ไขใหม่โดยที่ไม่มีการจำกัดวงเงินลงทุนเริ่มต้น

การที่ประธานาธิบดีเต็งเส่งของพม่า ดองร่างกฎหมายฉบับนี้เอาไว้ และส่งกลับสู่รัฐสภาให้ไปแก้ไขเพิ่มในครั้งนี้ เท่ากับเป็นสัญญาณสำคัญให้ได้เห็นว่าอาจจะกำลังเกิดความขัดแย้งกันระหว่างกลุ่มผู้มีอำนาจการปกครองในพม่า ที่ฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการต้อนรับชาวต่างชาติมากนัก และอีกฝ่ายหนึ่งต้องการเปิดประตูตามตะวันตกอย่างเต็มที่

ต้องไม่ลืมว่า แม้ว่าพม่าจะยุบสภาเพื่อการพัฒนาและสันติภาพแห่งรัฐ (เอสพีดีซี) ซึ่งเคยเป็นสถาบันการปกครองสูงสุดของพม่าไปแล้ว แต่บรรดานายทหารชั้นปกครองน่าจะยังอยู่ครบ ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.อาวุโส ตานฉ่วย หรือ พล.อ.หม่องเอ มือขวาของตานฉ่วยคนสำคัญ เพียงแต่คนเหล่านี้กลับไปอยู่เบื้องหลังฉากเท่านั้น โดยที่เต็งเส่งก็เป็นเพียงตุ๊กตาที่ถูกเชิดให้เป็นบัฟเฟอร์กับโลกตะวันตกเท่านั้น

กฎหมายลงทุนของชาวต่างด้าวฉบับนี้ จึงเป็นตัวแทนของความขัดแย้งที่เราได้เห็นกันชัดเจนขึ้น ในกลุ่มผู้นำและผู้มีอิทธิพลในพม่า

และก็ต้องไม่ลืมด้วย ว่าพม่าเกลียดฝรั่งขนาดไหน ถึงขั้นย้ายเมืองหลวงหนีก็มีมาแล้ว

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี