
คดีป่วยทางจิตบ้าก็บ้า...แต่ว่าไม่โง่
โดย...ธนก บังผล
โดย...ธนก บังผล
เห็นอาการ “เสี่ยชู” ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย แล้วพอจะเข้าใจได้อยู่ว่า เหตุไม่คาดฝันที่ คำหล้า มั่งมี สาวขอนแก่น วัย 27 ปี คว้ามีดพร้ามาฟันใส่หัว เทพทัต บุญพัฒนานนท์ ผู้ช่วย สส.จนเลือดอาบเข้าโรงพยาบาลนั้น ค่อนข้างน่าตกใจ
มีดพร้าไม่ลงที่ใครบ้าง ก็คงไม่รู้สึก อิอิ และมันก็ช่างบังเอิ้ญ บังเอิญ ที่หัวเสี่ยชูแกอยู่ใกล้ๆ นั้นพอดิบพอดี นี่ยังถือว่าโชคดีอยู่ไม่น้อยที่คมบีดฟาดป้าบเข้าที่กกหู ถ้าลงกลางหัวจังๆ จะสยองกว่านี้แยะ
แต่ที่เสี่ยชูพยายามจะโยงเอาการเมือง เอาตำรวจ เอาอะไรต่อมิอะไรมารองรับเหตุผลการลอบทำร้ายครั้งนี้ เป็นการจัดฉากแบบข่มขวัญกลั่นแกล้ง คำหล้าเองก็คงอยากตอบเสี่ยชูให้หายข้องใจ ว่าลองมามีอาการแบบหนูดูไหมคะ ใครไม่เป็นก็ไม่รู้เหมือนกัน
อย่างกรณี จิตรลดา ตันติวณิชยสุข อายุ 37 ปี ซึ่งเคยก่อเหตุสะเทือนขวัญกว่าคำหล้าเยอะ ใช้มีดไล่แทงกลุ่มนักเรียนหญิงโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ 4 คน อาการสาหัสตั้งแต่ปี 2548
พอถูกตำรวจจับได้ทางจิตแพทย์ได้เข้าไปวินิจฉัยอาการ จนทราบว่ามีอาการป่วยทางจิตตั้งแต่อายุ 20 ปี อาการของเด็กนักเรียนทั้ง 4 คน ว่าสาหัสแล้ว หมอบอกว่าอาการป่วยของจิตรลดาสาหัสกว่าเยอะ
เสี่ยชู ตั้งข้อสงสัยมากมาย เช่น ตำรวจ สภ.หาดใหญ่ เอาเงินให้คำหล้า 500 บาท แล้วเธอนั่งรถจักรยานยนต์ออกไปซื้อมีดพร้ากลับเข้ามาก่อเหตุ จริงไม่จริงไม่รู้ เอิ้กๆ เพราะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ที่รู้คือคนเป็นโรคจิตเภท ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นคนบ้าทุกคน
ศ.แสวง บุญเฉลิมวิภาส ผู้อํานวยการศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยให้ความรู้ว่าคนมักจะเชื่อว่าคนเป็นโรคจิตต้องไร้ประสิทธิภาพทางความคิด ไม่สามารถวางแผนอะไรได้ แต่ความจริงแล้วก็คือผู้ที่ป่วยทางจิตจะควบคุมตัวเองไม่ได้ เมื่ออาการประสาทหลอน
ตัวอย่างก็คือ พยานหลักฐานที่ทำให้จิตรลดาถูกจับ เธอวางแผนที่จะซื้อมีด มาดักรอ ก่อเหตุ นำมีดไปทิ้ง เปลี่ยนเสื้อผ้า ฯลฯ ที่เหลือก็เป็นเบื้องลึกเบื้องหลังของคดี ซึ่งเป็นกรณีตัวอย่างให้จิตแพทย์ไว้ศึกษาก็ว่ากันไป
ศาลตัดสินให้จิตรลดาติดคุก 4 ปี ตอนนี้ก็ออกมาแล้ว ถ้าเสี่ยชูไม่เชื่อลองไปถามดูดิ อิอิ แต่เธอก็ยังคงอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ เพื่อรักษาบำบัดอาการให้หายเป็นปกติ
ศ.แสวง ยังเตือนสื่อมวลชนเรื่องการเขียนข่าวอีกว่า หากพาดหัวข่าวหรือนำเสนอข่าว “คนบ้า” กับ “ผู้ป่วยโรคจิต” ด้วยความไม่รู้นั้น เช่น ผู้ก่อเหตุสำเร็จความใคร่ตัวเองต่อหน้าผู้หญิง โดยใช้ว่าโรคจิตจะทำให้สำนวนคดีเมื่อขึ้นศาลอาจหลุดกลายเป็นไม่ผิดได้ เพราะถือว่าเป็นผู้ป่วย
ผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตนั้น ไม่ได้มีเฉพาะประสาทหลอนใช้มีดใช้ไม้ไล่ตีชาวบ้านที่ขวางหน้า หลายคดีที่เคยก่อเหตุสยองขวัญนั้นบางรายก็อาการหนักชนิดที่เรียกได้ว่ากู่ไม่กลับ บางคนต้องใช้ไฟฟ้าช็อตกันเลยทีเดียว
ที่เบาหน่อยคือ ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจะมีอาการน้อยใจตัวเอง เงียบๆ ไม่มีเรี่ยวแรงจะทำอะไร แต่ก็มีบ้างที่อาการหนักแทบจะไม่อยากเดิน ไม่กินข้าว และไม่อยากมีชีวิตอยู่จนนำมาสู่การฆ่าตัวตาย หากรู้ตัวเองก่อนหรือคนรอบข้างเห็นความผิดปกติ ถ้าได้รับการรักษาทันเวลาก็สามารถหายเป็นปกติ
พญ.ดวงตา ไกรภัสสร์พงษ์ จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ เล่าให้ฟังว่า เคยมีคดีพี่ชายฆ่าน้องชายแล้วกิน จนชาวบ้านหวาดกลัวเป็นซีอุย หลังจากตำรวจจับได้ก็ทำให้ครอบครัวนี้ต้องอพยพหนี
อาการของผู้ป่วยคือ เวลาอยู่ใกล้ๆ น้องชายแล้วจะมีความรู้สึกว่ามีรังสีพุ่งมาดึงหัวใจอย่างแรง ในระหว่างนั้นก็หูแว่วอยู่บ่อยๆ ว่าให้กินหัวใจน้องชาย จนกระทั่งทนไม่ไหวเลยฆ่าน้องชายควักหัวใจออกมากิน กรณีเป็นเหมือนกับเหตุการณ์แม่ฆ่าลูกทารกเพราะหูแว่ว
พญ.ดวงตา อธิบายว่า หากหูแว่วหรือเกิดความรู้สึกเหล่านี้ได้ เมื่อให้ยารักษาไประยะหนึ่งจนอาการดีขึ้นกลับมาเป็นปกติ หลายคนจะรู้สึกผิดอย่างมากจากเหตุที่ทำจนเกิดอาการซึมเศร้าตามมาด้วย
บางคดีที่คุณหมอดวงตา เล่าประสบการณ์ในการรักษาคนไข้ที่ก่อเหตุอาชญากรรมนั้น แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยต่างก็มีพื้นฐานการเลี้ยงดูจากครอบครัวไม่เหมือนกัน และโรคนี้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม หากปล่อยให้เป็นโดยไม่รักษาก็จะไม่สามารถควบคุมตัวเองได้
แล้วยิ่งปล่อยให้คนป่วยถูกจับไปขังรวมกับผู้ต้องโทษคดีอื่นๆ ในเรือนจำ หากอาการกำเริบขึ้นมา ถ้าไม่โดนรุมประชาทัณฑ์จนเละก็จะยิ่งทำให้อาการเลวร้ายลง
พญ.ดวงตา เสนอแนะว่า ควรจะให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตแพทย์อย่างใกล้ชิดจนหายดี หรือควบคุมอาการตัวเองได้ แล้วค่อยกลับไปรับโทษก็จะเป็นผลดีกับทุกฝ่าย
แต่เรือนจำประเทศไทยนอกจากซื้อขายยาเสพติดกันเกร่อแล้ว ยังมีคนป่วยเป็นโรคจิตอยู่ไม่รู้เท่าไร
เห็นป่วยชัดๆ ว่าเป็นอาการทางจิตแบบคำหล้านี่ก็ยังดีกว่า เป็นบ้าแบบซุ่มเงียบนะเฮีย







