
ตลาดหุ้นไทย...สดใสตลาดส่งออกไทย...หน้ามืด
ในช่วงต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมานี้ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของเมืองไทยพยายามที่จะทำจุดสูงสุดใหม่ เพื่อให้ทะลุจุดเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า ในขณะที่เศรษฐกิจโลกก็กำลังมีปัญหาที่เพิ่มขึ้น...และเพิ่มขึ้น ในเวลานี้อาจกล่าวได้ว่า มุมมองที่เป็นบวกต่อตลาดหุ้นไทยมีอย่างเปี่ยมล้น หนุนให้ SET (ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย) ขึ้นไปพยายามทำ “สถิติใหม่” อยู่เกือบตลอดเวลา ท่ามกลางข่าวดีสำหรับ “ตลาดหุ้นทั่วโลก” ที่มีเข้ามาอย่างมหาศาล แต่ “ข่าวดี” เหล่านี้อาจไม่สามารถนำพาโลกให้รอดพ้นจาก “ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ” ได้ ด้วยเหตุผลดังนี้ครับ
ในช่วงต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมานี้ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของเมืองไทยพยายามที่จะทำจุดสูงสุดใหม่ เพื่อให้ทะลุจุดเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า ในขณะที่เศรษฐกิจโลกก็กำลังมีปัญหาที่เพิ่มขึ้น...และเพิ่มขึ้น ในเวลานี้อาจกล่าวได้ว่า มุมมองที่เป็นบวกต่อตลาดหุ้นไทยมีอย่างเปี่ยมล้น หนุนให้ SET (ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย) ขึ้นไปพยายามทำ “สถิติใหม่” อยู่เกือบตลอดเวลา ท่ามกลางข่าวดีสำหรับ “ตลาดหุ้นทั่วโลก” ที่มีเข้ามาอย่างมหาศาล แต่ “ข่าวดี” เหล่านี้อาจไม่สามารถนำพาโลกให้รอดพ้นจาก “ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ” ได้ ด้วยเหตุผลดังนี้ครับ
หนึ่ง บรรดา ‘ข่าวดี’ ที่ออกมา ล้วนเป็น ‘การอัดเงินเข้าสู่ระบบ’
เบน เบอร์แนนคี ประธานธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา (เฟด) ได้ประกาศในการประชุมใหญ่ ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ที่ Jackson Hole ไว้ถึงความเป็นไปได้ ในการออกมาตรการผ่อนคลายทางการเงินครั้งที่ 3 (Quantitative Easing No.3 QE3) ซึ่งนั่นหมายถึง การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบจำนวนหลายแสนล้านดอลลาร์ และในอดีตที่ผ่านมาพบว่า ตลาดหุ้น ตลาดโภคภัณฑ์ทั่วโลกก็จะพากันดีดตัวมีราคาที่เพิ่มสูงขึ้นเพื่อจะรับกับ “เม็ดเงินใหม่ๆ” ที่จะเข้าสู่ตลาด
ขณะที่ผลการประชุมของธนาคารกลางยุโรป ECB มีมติคงดอกเบี้ยไว้ที่ 0.75% แล้วยังประกาศใช้มาตรการซื้อพันธบัตรแบบไม่จำกัดจำนวน (Unlimited BondPurchase Program) โดยที่ธนาคารกลางยุโรป ECB จะดำเนินการผ่านธุรกรรม Outright Monetary Transaction (OMTs) ซึ่งมีเป้าหมายการเข้าซื้อที่พันธบัตรรัฐบาลในยูโรโซนอายุ 13 ปี
แปลง่ายๆ ว่า ธนาคารกลางยุโรปจะเข้าซื้อพันธบัตรของอิตาลี และสเปนเป็นหลัก เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยที่ 2 ประเทศนี้ต้องจ่ายให้ลดลงต่ำกว่า 7% ให้ได้ เพราะถ้ายังถึง 7% อยู่ต่อไปอีกไม่นาน เราอาจได้เห็นสเปนต้องขอความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟและยูโรโซน และเมื่อถึงเวลานั้น ตลาดหุ้น ตลาดโภคภัณฑ์ทั่วโลกคงจะต้อง “เหนื่อย...แน่ๆ”
สอง ปัญหา ‘หนี้สาธารณะของยูโรโซน’ ต้นตอที่แท้จริง...ยังไม่ได้แก้ไข
หากพิจารณาหนี้สาธารณะของประเทศในกลุ่มยูโรโซน จะพบว่า กรีซมีหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายประเทศ (GDP) สูงสุดที่ 160% อิตาลีรองลงมาที่ 120% ตามมาด้วยไอร์แลนด์และโปรตุเกส ที่ 110% ส่วนสเปนที่ประมาณ 70% เท่านั้น
คุณผู้อ่านหลายท่านอาจจะแปลกใจกับตัวเลขของสเปน นั่นเป็นเพราะว่ารัฐบาลสเปนไม่ได้มีปัญหาหนี้สิน แต่เอกชนของสเปนต่างหากที่มีปัญหาหนี้สินอย่างรุนแรง ซึ่งคล้ายๆ กับเมืองไทย เมื่อปี 2540 ตอน...วิกฤตต้มยำกุ้ง แต่ถ้ารวมหนี้ภาคเอกชนของสเปนเข้าไปแล้ว คาดว่าสเปนอาจจะต้องมีหนี้สาธารณะสูงกว่า 120% เสียอีก
ดังนั้น วิธีการที่ ECB เข้าไปซื้อพันธบัตรของประเทศเหล่านี้ ในขณะนี้ก็คือ การให้ประเทศเหล่านี้กู้เงินในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำๆ แต่ปัญหา “หนี้สาธารณะ” ของบรรดาประเทศเหล่านี้ ก็ยัง “อยู่เหมือนเดิม” และยังต้องกู้เงินเอามา...ใช้จ่าย เอามา...ใช้หนี้ วนเวียนเป็นวัฏจักรอยู่นั่นเอง
สาม ‘อัตราการว่างงาน’ ของประเทศในกลุ่มยูโรโซนยัง ‘หนักหนา’
สเปนประเทศที่มีอัตราการว่างงานสูงที่สุดเกือบ 25% ส่วนกรีซ อัตราการว่างงาน เพิ่มขึ้น...เพิ่มขึ้น จนปัจจุบันเกือบเท่าสเปนแล้ว ทุกวันนี้อัตราการว่างงานที่ล้นเหลือของอีกหลายประเทศ ก็ยังคง...ล้นเหลืออยู่ดี แสดงให้เห็นว่า ผู้คนที่นั่น
ถ้ามีเงิน...ก็คงต้อง “เก็บเงินไว้”
คงไม่คิดที่อยากจะซื้อ “เครื่องประดับจิวเวลรี” คงไม่คิดที่อยากจะซื้อ “เสื้อผ้าสวยๆ”
ดังนั้น จึงไม่ต้องห่วงว่า “ภาคการส่งออกของไทย” จะโดนหางเลข..ด้วยหรือไม่?
สี่ ตัวเลขภาคการผลิตทั่วโลกที่ออกมา ส่งสัญญาณ ‘อาการหนัก’
สหรัฐอเมริกา สถาบันบริหารงานการจัดการอุปทาน (Institute for Supply Management : ISM) ระบุว่า กิจกรรมภาคการผลิตได้ปรับตัวลดลงอีกในเดือน ส.ค. และเป็นการปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่สามติดต่อกันแล้ว ส่วนดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ของสหรัฐอเมริกา ก็ปรับตัวลดลงจาก 49.8 จุด ในเดือน ก.ค. มาอยู่ที่ 49.6 จุดในเดือน ส.ค. และยอดการสั่งซื้อสินค้าใหม่ยังลดลงจากเดิม ซึ่งอยู่ที่ 48 ในเดือน ก.ค. ตกลงมาอยู่ที่ 47.1 ในเดือน ส.ค.
อาจแปลง่ายๆ ได้ว่า อเมริกา... “ยังไม่ฟื้น”
สาธารณรัฐประชาชนจีน จากรายงานการศึกษาของธนาคารเอชเอสบีซี พบว่า ดัชนีพีเอ็มไอของจีนร่วงจากระดับ 49.3 จุด ในเดือน ก.ค. มาอยู่ที่ 47.6 จุดในเดือน ส.ค. ซึ่งนับเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2552 ยิ่งไปกว่านั้นอัตราการปรับตัวลดลงของดัชนีพีเอ็มไอ ยังนับเป็นระดับอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 9 เดือน
แปลง่ายๆ ว่า เศรษฐกิจจีนเองก็ไม่สามารถ “เติบโตได้เท่าเดิมได้” ตอนนี้ “มีแต่...แย่ลง”
เกาหลีใต้ ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสูงเหมือนเมืองไทย ก็ประสบเคราะห์กรรมไม่ต่างกับมหาอำนาจอื่นๆ ซึ่งพบว่าดัชนีพีเอ็มไอของเกาหลีใต้จะปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 47.2 จุด ในเดือน ก.ค. มาอยู่ที่ 47.5 จุด ในเดือน ส.ค. แต่ตัวเลขการส่งออกของประเทศในเดือนเดียวกันกลับปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 6.2%
แปลง่ายๆ ว่า เกาหลีใต้ “การส่งออก...เริ่มไม่ดีแล้ว” แต่บรรดาบริษัท “ยังคงจะผลิตสินค้าต่อไป”
ห้า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ ‘ต้องพึ่งพาการส่งออก’ เป็นอย่างมาก
คุณผู้อ่านพอจำได้ไหมครับว่า ประเทศไทยต้องพึ่งพาการส่งออกสูงถึง 70% ของ GDP พูดง่ายๆ ว่า เศรษฐกิจของไทยต้องพึ่งการส่งออกมากกว่า “ครึ่งหนึ่ง” ของขนาดเศรษฐกิจของประเทศ แล้วถ้าการส่งออกของไทยยังมี “ปัญหา” เพราะ “เศรษฐกิจโลก” อยู่
คุณผู้อ่านคิดว่า เศรษฐกิจไทยยังจะ “ดีต่อไป” ไหมครับ?
แล้วเวลานี้ ดัชนีตลาดหุ้นบ้านเรายังคงทำ “สถิติใหม่” อยู่เกือบตลอดเวลา
คุณผู้อ่านคิดว่า... มันจะ “จีรัง...ยั่งยืน” ต่อไปไหมครับ?







