
กรมฯเร่งระบายผ่านเจ้าพระยากทม.ผวาน้ำทุ่งบ่าเข้ากรุง
กรมชลประทานยังยืนยันที่จะใช้วิธีเร่งดึงน้ำจากทางตอนบนให้ไหลผ่าน
กรมชลประทานยังยืนยันที่จะใช้วิธีเร่งดึงน้ำจากทางตอนบนให้ไหลผ่าน
เขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 1,800–2,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที เพื่อให้น้ำไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทยให้เร็วที่สุด
ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง ทำให้มีน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาลดลงตามไปด้วย ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณน้ำด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงมา เริ่มทรงตัวและจะลดลงในระยะต่อๆ ไป หากไม่มีฝนตกหนักลงมาเพิ่มเติม สถานการณ์น้ำจะเข้าสู่ภาวะปกติในเร็ววันนี้ แต่ยังคงต้องเฝ้าติดตามสภาวะฝนในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักและหนักมากในช่วงวันที่ 1418 ก.ย.นี้ อย่างใกล้ชิด
สถานการณ์น้ำดูเหมือนจะยังไม่น่าวางใจ เพราะเมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา กรมชลประทานประกาศเตือน 7 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยาให้เตรียมรับระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่จะสูงขึ้นอีก 50 เซนติเมตร จากการระบายน้ำที่เพิ่มขึ้นของเขื่อนเจ้าพระยา อีกทั้งมวลน้ำจากภาคเหนือจะไหลลงมาถึงพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างในเวลาอีกไม่เกิน 10 วันนับจากนี้
สถานการณ์น้ำในอีกไม่กี่วันข้างหน้าทำให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ต้องออกมาเบรกแนวคิดที่จะระบายน้ำผ่านพื้นที่ กทม.
“ระบบของ กทม. สำหรับรองรับปัญหาน้ำท่วมขังจากฝนตกหนักหรือน้ำล้นตลิ่ง แต่ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อรับมือกับน้ำทุ่ง อย่าใช้ กทม.เป็นฟลัดเวย์ก็แล้วกัน” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าว
ขณะที่ รอยล จิตรดอน ประธานคณะอนุกรรมการการติดตามวิเคราะห์สถานการณ์น้ำและจัดสรรน้ำ คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ก็ยืนยันว่าจะต้องเลี่ยงระบายน้ำผ่าน กทม.
“จะต้องระบายผ่านเจ้าพระยา แต่จะหารือว่าจะอ้อมไปทางคลองระพีพัฒน์ทางตะวันออก หรือแบ่งระบายไปลงทางแม่น้ำท่าจีนได้อย่างไร ซึ่งจะต้องทำไม่ให้ล้นตลิ่งด้วย”
ด้าน เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำขณะนี้อยู่ในวิสัยที่จะควบคุมได้ โดยมีการพร่องน้ำในคลองสายหลักและแม่น้ำอยู่เรื่อยๆ เพื่อรองรับมรสุม แม่น้ำเจ้าพระยายังสามารถรับน้ำได้อีก กรมชลประทานจึงวางแผนเร่งระบายออกยังแม่น้ำเจ้าพระยาให้มากที่สุด เนื่องจากเป็นเส้นทางตรง ระบายออกอ่าวไทยได้เร็วที่สุด โดยมีผลกระทบเล็กน้อยกับพื้นที่ลุ่มต่ำ หรือชุมชนริมแม่น้ำเท่านั้น หากปล่อยให้ไปทางแม่น้ำท่าจีน หรือแม่น้ำบางปะกงก็ช้า และอาจเสี่ยงมากขึ้นหากมีมรสุมเข้ามาอีก
“การแจ้งเตือน 7 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา ไม่ใช่การแจ้งเตือนว่าภัยพิบัติจะมา แต่เป็นการบอกชาวบ้านริมฝั่งน้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งท่วมเป็นประจำทุกปีอยู่แล้วให้รีบเก็บของขึ้นที่สูง”
ทั้งนี้ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ได้ขอให้เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ปล่อยน้ำลดลง เพื่อควบคุมปริมาณน้ำที่ไหลผ่าน จ.นครสวรรค์ แต่ล่าสุดวันที่ 14 ก.ย. ทั้งสองเขื่อนยังคงระบายน้ำออกมา เนื่องจากมีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำทั้งสองเขื่อนปริมาณมาก
ด้าน นัทธี บ่อสุวรรณ ปลัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า จะมีการปล่อยน้ำจากแม่น้ำน้อยเข้าทุ่งนาในฝั่งตะวันตกของ อ.ผักไห่ ประมาณ 100 ลบ.ม./วินาที หรือวันละประมาณ 8 ล้าน ลบ.ม. เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชุมชนติดแม่น้ำน้อยที่มีภาวะน้ำท่วมสูง ซึ่งจะไม่กระทบต่อที่นา เพราะเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตไปหมดแล้ว ส่วนทุ่งบางบาลนั้นกำลังรอดูท่าทีว่ามวลน้ำก้อนใหญ่จากภาคเหนือจะไหลมาถึงเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท เมื่อใด
ด้านสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) รายงานสถานการณ์น้ำวันที่ 14 ก.ย. ว่า ภาคเหนือยังมีฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลากจากดอยตุงเข้าท่วม ต.ห้วยไคร้ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ระดับน้ำท่วมผิวจราจรประมาณ 30-50 เซนติเมตร และน้ำจากลำห้วยแม่จางไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนกว่า 100 หลังคาเรือน ในพื้นที่ ต.สบป้าด อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง
ส่วนพื้นที่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก น้ำล้นตลิ่ง 0.26 เมตร อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา น้ำล้นตลิ่ง 1.04 เมตร และ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ด้านศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน รายงานว่า สถานการณ์น้ำท่วมใน จ.สุโขทัย และพิจิตร สามารถควบคุมได้แล้ว ขณะที่ระดับนํ้าในแม่นํ้ายมในเขต จ.พิษณุโลก ยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทําให้พื้นที่น้ำท่วมขยายวงกว้างมากขึ้น
ด้าน จ.นครสวรรค์ ยังคงมีนํ้าท่วมจากนํ้าป่าไหลหลากในพื้นที่ 4 อําเภอ ได้แก่ อ.ลาดยาว แม่วงก์ โกรกพระ และ อ.เมืองนครสวรรค์ สถานการณ์แม่นํ้าปิง แม่นํ้าแม่วงก์มีแนวโน้มลดลง ส่วนแม่นํ้าน่าน แม่นํ้าเจ้าพระยาที่ไหลผ่าน จ.นครสวรรค์ แนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หากไม่มีฝนตกลงมาในพื้นที่ คาดว่าสถานการณ์น่าจะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 3-4 วัน
ขณะที่พื้นที่ภาคกลาง จ.ชัยนาท ยังคงมีนํ้าท่วมจากนํ้าไหลล้นตลิ่งพื้นที่ลุ่มตํ่านอกเขตพื้นที่ชลประทานใน ต.วังหมัน อ.วัดสิงห์ ระดับน้ำเฉลี่ย 0.70 เมตร แต่แนวโน้มลดลง
ด้าน จ.พระนครศรีอยุธยา ยังคงมีน้ำล้นตลิ่งจากแม่นํ้าเจ้าพระยา แม่นํ้าน้อย คลองโผงเผง ไหลเข้าท่วมพื้นที่ 6 อำเภอ ประกอบด้วย อ.พระนครศรีอยุธยา ผักไห่ บางบาล เสนา บางไทร และบางปะอิน
ขณะเดียวกัน ร.ต.ทวีศักดิ์ อินกว่าง รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กระแชง อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ได้ลงเรือสำรวจสภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อตรวจสอบระดับน้ำหลังจากที่เอ่อท่วมชุมชนริมน้ำ
นายก อบต.กระแชง กล่าวว่า ได้จัดชุดป้องกันภัยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขับเรือตรวจสอบสภาพการขึ้นลงของกระแสน้ำในลำน้ำเจ้าพระยา เพื่อแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างรวดเร็วและทันเหตุการณ์ โดยขณะนี้น้ำจากทางเหนือยังลงมาไม่ถึง แต่ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเริ่มมีระดับน้ำสูงขึ้น แต่ยังไม่ท่วมขังนาน ระดับน้ำจะขึ้นลงทุกวัน คาดว่าประมาณปลายเดือนนี้น้ำเหนือคงลงมาถึง และระดับน้ำคงสูงขึ้นมากกว่านี้ และถ้ามีฝนตกลงมาและน้ำทะเลหนุนในช่วงเดียวกัน ชาวบ้านในย่านนี้ก็คงได้รับความเดือดร้อนอย่างแน่นอน จึงต้องเตรียมความพร้อมเอาไว้ล่วงหน้าก่อน







