
บริหารผิดพลาดทำสุโขทัยจมบาดาล กรมชลฯโต้นักวิชาการยันกทม.ไม่ท่วม
ปัญหาน้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี นอกจากจะเกิดจากรอยรั่วใต้พนังกั้นน้ำแล้ว ยังพบความผิดพลาดในการบริหารน้ำ 2 ประเด็น
ปัญหาน้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี นอกจากจะเกิดจากรอยรั่วใต้พนังกั้นน้ำแล้ว ยังพบความผิดพลาดในการบริหารน้ำ 2 ประเด็น
แหล่งข่าวจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ระบุว่า การบริหารน้ำล่าสุดนี้เกิดความผิดพลาดใน 2 ประเด็นคือ 1.ไม่มีการเตือนภัยปริมาณน้ำฝนที่ตกเหนือลุ่มแม่น้ำยม ทั้งๆ ที่รู้ว่ามีฝนตก และ 2.ไม่มีการสั่งการให้กรมชลประทานคำนวณปริมาณน้ำที่ไหลลงมาตอนล่าง จึงส่งผลให้การจัดการไม่มีประสิทธิภาพ
“รัฐบาลบอกว่ามีระบบเตือนภัยที่มีความพร้อม แต่พอฝนตกหนักเหนือบริเวณลุ่มแม่น้ำยมกลับไม่มีการเตือนภัยล่วงหน้า ทำให้น้ำท่วม จ.สุโขทัย และ พิษณุโลก” แหล่งข่าว เปิดเผย
ด้าน กิตติ ตันเจริญ ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยอมรับว่า ขณะนี้ทั้งเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ได้ลดปริมาณการปล่อยน้ำแล้ว ทั้งนี้เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ตอนล่าง
“หลังฝนตกหนักทำให้มีพื้นที่ประสบอุทกภัยหลายจังหวัด เช่น จ.กำแพงเพชร พิจิตร และ จ.ลำปาง เขื่อนภูมิพลจึงลดการระบายน้ำลงเหลือเพียงวันละ 1 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อบรรเทาน้ำที่ไหลลงสู่ลุ่มแม่น้ำปิงตอนล่าง ส่วนเขื่อนสิริกิติ์ได้หยุดการระบายน้ำ ในวันที่ 10-11 ก.ย.ที่ผ่านมา เพื่อให้น้ำจากแม่น้ำยมผันลงสู่แม่น้ำน่านโดยสะดวก” กิตติ ระบุ
รอยล จิตรดอน ประธานคณะอนุกรรมการการติดตามวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) กล่าวว่า ตัวเลขปริมาณน้ำที่ค้างอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือเวลานี้อยู่ที่ 600 ล้านลูกบาศก์เมตร เทียบกับปีที่แล้วค้างอยู่ 8,000 ล้านลูกบาศก์เมตร. ส่วนพื้นที่ภาคกลางมีน้ำค้างอยู่ 300 ล้านลูกบาศก์เมตร เทียบกับปีที่แล้ว 1.2-1.4 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้นรวมทั้งภาคเหนือและภาคกลางแล้วน้ำจะน้อยกว่าปีที่แล้ว 1.9 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร และไม่มีความจำเป็นต้องระบายน้ำจากเขื่อนแต่อย่างไร
“กรณีที่เป็นห่วงว่าฝนจะตกหนักในวันที่ 14-17 ก.ย.นั้น เฉลี่ยพายุ 1 ลูกจะหอบฝนมาประมาณ 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้นยังต่างจากปริมาณน้ำในปีที่แล้วหลายเท่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงเวลานี้ก็มีเพียงแค่ฝนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับมาตรการระบายน้ำว่าจะทำได้ทันท่วงทีหรือไม่” รอยล กล่าว
สุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า น้ำที่ปล่อยมาจากเขื่อนเจ้าพระยาจะมาถึง กทม. ประมาณ 3 วันครึ่ง โดยใช้เวลา 2 วันมาถึง อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา และอีกประมาณวันครึ่ง มาถึง กทม. ซึ่งพนังกั้นน้ำของ จ.ปทุมธานี นนทบุรี และ กทม. อยู่ที่ 2.50-2.80 เมตร ดังนั้นการที่นักวิชาการกังวลว่า 7-10 วันน้ำจะมาประชิด กทม.นั้น จะไม่ทำให้น้ำท่วมในพื้นที่ 6 จังหวัดท้ายน้ำและเขตเศรษฐกิจแน่นอน
ทั้งนี้ เดือน ก.ย.จะต้องเร่งระบายน้ำ เพราะเดือน ต.ค.จะมีน้ำทะเลหนุน หากฝนตกหนักช่วงดังกล่าว พื้นที่ซึ่งถูกน้ำท่วมประจำอาจท่วมขังนานถึง 2 เดือนจนกว่าน้ำทะเลจะลงช่วงต้นเดือน พ.ย. ซึ่งจุดเสี่ยงคือชุมชนริมน้ำ ตั้งแต่ จ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และ จ.นครปฐม m







