
โรงงานน้ำแข็งโคราชบึ้มบ้านพัง-เจ็บ5
โรงงานน้ำแข็งชื่อดังบึ้มกลางเมืองโคราชอาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหายหลายหลัง บาดเจ็บ 5 ราย คาดเกิดจากระบบผลิตน้ำแข็งขัดข้อง
โรงงานน้ำแข็งชื่อดังบึ้มกลางเมืองโคราชอาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหายหลายหลัง บาดเจ็บ 4 ราย คาดเกิดจากระบบผลิตน้ำแข็งขัดข้อง
พ.ต.ท.พิษณุ กองทองนอก สารวัตรเวร สภ.เมืองนครราชสีมา ได้รับแจ้งเกิดเหตุโรงงานน้ำแข็ง เอ็น.เอ. โคราช ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 420 / 1 ถ.สนามกีฬากลาง ภายในเขตเทศบาลนครนครราชสีมาระเบิด เป็นเหตุให้มีลูกจ้างของโรงงานน้ำแข็งดังกล่าวได้รับบาดเจ็บหลายราย จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิกู้ภัยสว่างเมตตาธรรมสถานนครราชสีมา และประสานไปยังทางสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครราชสีมา นำเจ้าหน้าที่หน่วยเผชิญเหตุสารเคมีและอุปกรณ์เก็บกู้สารเคมีในที่เกิดเหตุ เนื่องจากมีรายงานว่ามีสารเคมีภายในเครื่องผลิตน้ำแข็งรั่วไหล แต่จากการตรวจสอบอย่างละเอียดของเจ้าหน้าที่ไม่พบว่ามีสารเคมีรั่วไหลแต่อย่างใด นอกจากนี้ทางเทศบาลนครนครราชสีมายังประสานรถดับเพลิงไปยังจุดเกิดเหตุอีก 2 คันเพื่อร่วมระงับเหตุด้วย
ที่เกิดเหตุเป็นโรงงานผลิตน้ำแข็งเอ็น.เอ.โคราช และน้ำดื่มเอ็นเอ ที่มีนายวรพจน์ ศิวะตระกูล เป็นเจ้าของ ด้านหน้าเป็นส่วนเครื่องจักรผลิตน้ำแข็งหลอด และจุดติดต่อประสานงาน ส่วนด้านหลังของโรงงานเป็นส่วนผลิตน้ำดื่มบรรจุขวด และสำนักงาน โดยทั้งโรงงานได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดอย่างรุนแรง เครื่องจักรในการผลิตน้ำแข็งและผลิตน้ำดื่มบรรจุขวดพังเสียหายทั้งระบบ นอกจากนี้ตัวอาคารของโรงงานทั้งหลังคา สำนักงานถูกแรงระเบิดทำให้หลังคา ห้องกระจก ฝาผนัง พังเสียหายทั้งอาคาร รวมไปถึงโรงจอดรถด้านหลังโรงงานถูกแรงระเบิดพังถล่มเสียหายทั้งหมด
ทั้งนี้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิดและตัวอาคารที่พังถล่มรวม 5 รายเป็นชาย 3 ราย หญิง 2 ราย ทั้งหมดเป็นลูกจ้างของโรงงาน ถูกแรงระเบิดกระแทกและเศษชิ้นส่วนวัสดุตกใส่ตามร่างกาย รับบาดเจ็บสาหัส 1 ราย ทราบชื่อคือนายเศกสิทธิ พิกุลสวัสดิ์ อายุ 46 ปี บ้านเลขที่ 203 / 8 หมู่ 3 ต.หัวทะเล อ.เมือง จ.นครราชสีมา มีแผลฉีกขาดตามลำตัวจากเศษวัสดุที่ถูกแรงระเบิดกระเด็นใส่หลายแห่ง อาการ 50 / 50 เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้นำตัวผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดส่งไปรักษาตัวยังโรงพยาบาลมหาราชเป็นการด่วน
นอกจากนี้แรงระเบิดยังอัดถังหล่อเย็นของเครื่องผลิตน้ำแข็งหลอดขนาดใหญ่น้ำหนักกว่า 1 ตัน กระเด็นออกจากระบบผลิตไปตกยังร้านผ่านม่านวุฒิตกแต่ง เลขที่ 422 ถ.สนามกีฬากลาง ซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น ที่อยู่ติดกับโรงงานโดยถังหล่อเย็นดังกล่าวตกทะลุหลังคาและชั้นบนของตัวอาคารมาปักอยู่บนพื้นชั้น 1 ส่งผลให้ตัวอาคารพาณิชย์ได้รับความเสียหายทั้งหลัง รวมถึงบ้านเรือนที่อยู่ข้างเคียงยังถูกแรงระเบิดได้รับความเสียหายอีก 3 หลัง ขณะเดียวกันแรงระเบิดยังทำให้ฝาถังหล่อเย็นดังกล่าวกระเด็นขึ้นฟ้าออกไปจากจุดเกิดเหตุกว่า 200 เมตร ตกใส่หลังคาบ้านของนางปรินวร์ดา วัดอิ่ม อายุ 41 ปี เลขที่ 50-502 / 1 ในชุมชนช้างเผือกได้รับความเสีย แต่โชคดีไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติม
นายวรพจน์ เจ้าของโรงงานน้ำแข็งดังกล่าว ให้การว่า ช่วงเกิดเหตุเป็นช่วงที่มีการเดินเครื่องผลิตน้ำแข็งหลอดตามปกติ และมีคนงานรวมถึงครอบครัวอยู่ในโรงงานประมาณ 10 คน จากนั้นเกิดเสียระเบิดขึ้นบริเวณด้านหน้าของโรงงานซึ่งเป็นจุดติดตั้งเครื่องผลิตน้ำแข็งหลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ แรงระเบิดอัดเครื่องผลิตน้ำแข็งและตัวอาคารพังถล่มทลายถูกคนงานที่กำลังทำงานได้รับบาดเจ็บดังกล่าว โดยประเมินมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาท ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา ได้เข้าทำการตรวจสอบบริเวณจุดต้นเหตุของการระเบิด เบื้องต้นสันนิษฐานว่าต้นตอของการระเบิดน่าจะมาจากถังหล่อเย็นที่มีสารทำความเย็นชนิดฟรีออน 22 เกิดมีความดันสูงผิดปกติจากความขัดข้องของระบบบางอย่างจนทำให้มีแรงดันภายในถังมาจนเกินไปและเกิดการระเบิดขึ้น ส่วนสาเหตุที่แท้จริงยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ
ด้านพล.ต.ต.เติมพงษ์ สิทธิประเสริฐ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 กล่าวว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานทำงานร่วมกับทางเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา ทำการตรวจสอบหาสาเหตุของการระเบิดที่แท้จริงอย่างเร่งด่วน พร้อมกับให้สำรวจความเสียหายทั้งหมดรวบรวมส่งรายงานเพื่อประสานไปยังทางเทศบาลนครนครราชสีมาเพื่อให้การช่วยเหลือเยียวยาในเบื้องต้นต่อไป ส่วนการดำเนินการเอาผิดทางกฏหมายนั้น ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสอบสวนของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยได้มุ่งไป 3 ประเด็นหลัก คือ 1.อาจจะมีการตั้งใจจุดระเบิด หรือกระทำการใดๆของผู้ขัดแย้งกันตัวเจ้าของโรงงานที่ตั้งใจทำให้เกิดเหตุ 2.การดำเนินการโดยประมาทของเจ้าของโรงงานเองที่ไม่มีการตรวจสอบระบบการทำงานของเครื่องจนเป็นเหตุให้เกิดการระเบิดสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน และ 3.เป็นอุบัติเหตุสุดวิสัยโดยไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งสอบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไป







