posttoday
แผ่นพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับที่11แค่เริ่มก็เหลว

แผ่นพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับที่11แค่เริ่มก็เหลว

06 กันยายน 2555

ในปี 2555-2559 ประเทศไทยได้เริ่มต้นใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 แล้ว

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

ในปี 2555-2559 ประเทศไทยได้เริ่มต้นใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 แล้ว

ภาพรวมของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ไม่ได้ตั้งเป้าหมายในการเติบโต แต่จะเน้นการขับเคลื่อนสู่สังคมสีเขียว ภายใต้กรอบการพัฒนาที่มุ่งไปสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ก่อให้เกิดของเสียและก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่ส่งผลกระทบให้ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม สูญเสียสมดุล และสนับสนุนวิถีชีวิตของประชากรในทุกสาขาการผลิต พร้อมลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มการรับรู้ และนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติ

แต่เพียงแค่ปีแรกของแผน 11 ก็เริ่มเห็นเค้าลางว่าแผนพัฒนาประเทศก็ยังคงจะเป็นแค่แผนต่อไป เพราะไม่มีใครนำเอาแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นผู้จัดทำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

การกำหนดงบประมาณแผ่นดิน การกำหนดเป้าหมายการขยายตัวเศรษฐกิจ และการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่สอดคล้องกับแผนฯ ก็ยังคงเกิดขึ้นต่อไป

การเทงบประมาณแผ่นดินในปีงบ 2556/ 2557 ที่จะเริ่มใช้ในเดือน ต.ค.นี้ ก็ยังเทไปที่การลงทุนในโครงการต่างๆ และโครงการประชานิยม ยังไม่เห็นแผนการลดความเหลื่อมล้ำ การกระจายทรัพยากรที่เป็นธรรมแต่อย่างใด

รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ ตัวเลขของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) มากกว่าเสถียรภาพและความยั่งยืนของเศรษฐกิจ และเป็นเช่นนี้มาหลายยุคสมัย จนทำให้การพัฒนาประเทศไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น ปัญหาโครงสร้างของประเทศยังคงอยู่

หากย้อนไปดูแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2550-2554 นั้น จะเห็นว่าไม่มีอะไรเป็นไปตามแผนฯ 10 เช่นกัน เนื่องจากมีปัญหาภายในประเทศ ความขัดแย้งของคนในชาติ วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐและลามไปยุโรป เกิดน้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์

แผ่นพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับที่11แค่เริ่มก็เหลว

นั่นจึงทำให้อัตราการเติบโตโดยรวมยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเป้าหมาย ด้านผลิตภาพการผลิตรวมเฉลี่ยอยู่ที่ 0.23% ลดลงจากค่าเฉลี่ยในแผนฯ ฉบับที่ 9 ซึ่งอยู่ที่ 3.32% หรือต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 3%

ส่วนการส่งออกอยู่ที่ 1.19% จากระดับ 1.08% หรือสัดส่วนการส่งออกเพิ่มขึ้นจากระดับ 66.5% ต่อจีดีพี เพิ่มเป็น 70.5% ต่อจีดีพี

การลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาอยู่ที่ 0.23% ต่อจีดีพี ต่ำกว่าเป้าหมายที่ 0.5% ต่อจีดีพี ขณะที่ในแผนฯ ฉบับที่ 9 อยู่ที่ 0.25% ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพีสูงกว่าเป้าที่ระดับ 13% อยู่ที่ 15.8% แต่ยังต่ำกว่าแผนฯ ฉบับที่ 9 ซึ่งอยู่ที่ 16.7%

ขณะที่ความต้องการบริโภคในประเทศต่อภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศต่ำกว่าเป้าหมายที่ 75% โดยอยู่ที่ 66.94% และยังต่ำกว่าแผนฯ ฉบับที่ 9 ซึ่งอยู่ที่ 71.54%

ทางด้านการผลิตภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าที่ 15% เช่นกัน หรืออยู่ที่ระดับ 12.2% และยังต่ำกว่าแผนฯ ฉบับที่ 9 ซึ่งอยู่ที่ 13.2%

สำหรับค่าเฉลี่ยอัตราเงินเฟ้อในแผนฯ 10 อยู่ที่ 2.5% ต่ำกว่าเป้าหมาย 33.5% และยังต่ำกว่าแผนฯ ฉบับที่ 9 ซึ่งอยู่ที่ 2.9% อัตราการว่างงานต่อกำลังแรงงานอยู่ที่ 1.2% ถือเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ไม่ให้เกิน 2% ส่วนแผนฯ ฉบับที่ 9 อยู่ที่ 2.2%

ทางด้านหนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับต่ำที่ระดับ 40.82% ต่ำกว่าเป้าที่ระดับ 50% ภาคการออมเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 31.38% จาก 28.17% ในแผนฯ ฉบับที่ 9 แต่ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ระดับ 35%

ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดต่อจีดีพีเกินดุล 4.59% ต่อปี สูงกว่าแผนฯ ฉบับที่ 9 อยู่ที่ 1.46% และดีกว่าเป้าที่ตั้งไว้ต้องไม่ขาดดุลเกิน 2% ส่วนภาพรวมดัชนีความเป็นอยู่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 65.89 เป็น 66.57 โดยหมวดที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจเข้มแข็งและเป็นธรรมถือว่ายังปรับระดับดี สูงขึ้นอยู่ที่ 72.8 จากระดับ 67.34

นั่นเป็นการสรุปภาพรวมของแผนฯ 10 และในแผนฯ 11 ที่กำลังเริ่มใช้นั้น ก็ไม่ได้มีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนลงไป แต่ดูจากแนวโน้มสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศแล้วก็น่าจะยากที่จะทำตามเป้าหมายได้ และหากรัฐบาลไม่ได้พยายามที่จะทำตามแผนแล้ว แผนพัฒนาเศรษฐกิจก็จะยังคงเป็นต่อไปไม่มีการหยิบขึ้นมาปฏิบัติ

นอกจากนี้ นโยบายบางอย่างกลับสร้างปัญหาให้หนักยิ่งขึ้น โดยเฉพาะนโยบายการจำนำราคาสินค้าเกษตร

บัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ตัวอย่างที่น่าเป็นห่วงแค่ใน จ.น่าน จังหวัดเดียว มีการรับซื้อข้าวโพดราคาแพง ทำให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนมาก ตัดไม้ทำลายป่า และเผาเพื่อจะเอาพื้นที่ไปปลูกข้าวโพด ซึ่งเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยาก ทำให้ป่าสมบูรณ์กลายเป็นป่าเสื่อมโทรม สิ่งแวดล้อมก็เปลี่ยนแปลง

หากติดตามข่าวสารการบุกรุกพื้นที่ป่าทั้งของนายทุนและชาวบ้านทั่วไป เพื่อนำไปเพาะปลูกสินค้าเกษตรที่ได้ราคาดีจากการรับจำนำของรัฐบาล จะเห็นว่ามีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำให้ประเทศไทยมีป่าไม้น้อยที่สุดในอาเซียน จากเดิมที่ความสมบูรณ์ของป่ามีมากจนไม้สักเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ

ฉะนั้น เป้าหมายการขับเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว ดูแล้วก็ยังยาก

นอกจากนี้ นโยบายรถคันแรกของรัฐบาลที่จะคืนภาษีสรรพสามิตให้กับผู้ซื้อ แม้จะให้สิทธิเฉพาะรถอีโคคาร์ที่มีขนาดเครื่องไม่เกิน 1,500 ซีซี แต่รถเหล่านี้ก็ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ทั้งจากน้ำมันปิโตรเลียมหรือน้ำมันจากพืชพลังงานทดแทน หากความต้องการใช้แก๊สโซฮอล์ ผลิตจากกากน้ำตาลและมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นมากเข้า การบุกรุกป่าเพิ่มการปลูกพืชพลังงานทดแทนก็จะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

อย่างไรก็ดี การดำเนินนโยบายที่จะปรับระบบโลจิสติกส์ของรัฐบาลโดยใช้ระบบรางเพื่อลดต้นทุน ก็เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนและสอดคล้องกับแผน แต่โครงการขนาดใหญ่เหล่านี้กว่าจะเปิดประมูล ดำเนินการก่อสร้าง กว่าจะแล้วเสร็จอาจจะพ้นจากแผนฯ 11 ไปแล้ว อีกทั้งปริมาณหนี้สาธารณะอาจจะเพิ่มสูงขึ้นเกิน 50% หากมีการลงทุนเต็มที่ตามที่รัฐบาลต้องการ ซึ่งจะผูกพันไปกับการขาดดุลการค้าและขาดดุลบัญชีเดินสะพัดด้วย

นี่แค่เริ่มแผนฯ ก็ไม่เป็นไปตามแผนซะแล้ว

 

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน